คอลัมนิสต์ : Viva Speed

เปิดตัวรถไฮบริดรุ่นใหม่...ราคาไม่ถึงล้าน !

10 ก.ย. 2562

เมื่อเทคโนโลยีนำอนาคตมาพบเรา

รถยนต์ ไฮบริดจ์ ราคาไม่ถึงล้าน , รถยนต์มี "เรด้า"เพื่อช่วยเราเบรก

 

 

  รถยนต์ โตโยต้า โคโลร่า อัลติส รุ่นเปิดตัวใหม่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีมากมายให้คนไทยได้ใช้โดยจ่ายน้อยลง

 

     การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ โตโยต้า โคโรล่า อัลติส ที่จะอวดโฉมต่อสายตาประชาชนในวันที่ 13 กันยานยน นี้ ถูกกล่าวถึงว่าเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่วงการยานยนต์ของไทยอย่างมาก  สิ่งสำคัญเหนือสิ่งใดที่ทำให้เราต้องนำมาเล่าสู่กันฟังคือ ปรากฎการณ์ครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้บริโภคอย่างเราก็ได้รับของดีมาใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากรถยนต์ที่ผลิตออกมาจำหน่ายนั้น มีเทคโนโลยีมากมายที่ล้วนแต่ทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกสบาย และปลอดภัยมากขึ้น

 

 

  

ใครชอบสไตล์สปอร์ต มีตัวแต่ง GR ออกมาจากโรงงาน

             

ในอดีตใครที่อยากใช้รถ พลังงานไฮบริดจ์ต้องควักกระเป๋าถึงล้านกว่าๆ แต่จากนี้ไปเราสามารถหารถยนต์พลังงานไฮบริดจ์ มาไว้ในครอบครองได้ในราคาเริ่มต้นเพียงแค่.939,000 บาท.เท่านั้น แถมด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆมากมายที่ติดมากับรถ

 

ห้องโดยสารให้ความรู้สึก หรูหรา แฝงอารมณ์สปอร์ต สะท้อนความเป็นรถขับสนุกไว้ลึกๆ

 

 

     ทำความเข้าใจ HYBRID ดียังไง!!!!!

     หลายคนรู้จักรถยนต์พลังงานไฮบริดจ์กันบ้างแล้ว แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่อาจลืมไปแล้วว่า “เจ้าไฮบริดจ์”นี่มันดียังไง ทำไมใครๆก็อยากใช้ ....มาทบทวนกันสักนิดถึงรายละเอียดของไฮบริดจ์ว่าคืออะไร เดิมทีรถยนต์หนึ่งคัน ได้พลังงานจากการจุดระเบิดภายในห้องเผาไหม้.

 

 

มาตรวัดของรถแบบไฮบริด เป็นไมล์ดิจิทัล แสดงค่าการใช้น้ำมันที่ต่ำ โดย 1ลิตร สามารถวิ่งได้กว่า 32 กิโลเมตร

 

     ตรงนี้ขออธิบายแบบสั้นเพื่อให้ผู้อ่านไม่ต้องเบื่อไปกับเรื่องของวิศวกรรมยานยนต์ว่า เมื่อจุดระเบิดจากนั้นก็จะผ่านขั้นตอนการทำงานกลไกต่างๆทั้งกระเดื่องวาล์ว ทั้งเพลาข้อเหวี่ยง....กระทั่งได้ “แรง” ที่ใช้หมุนเพลาที่เอาล้อไปติดไว้ตรงปลายทั้งสองด้าน เมื่อเพลาหมุนล้อจึงหมุนตามรถจึงเคลื่อนที่ กลายเป็นรถยนต์หนึ่งคัน.

 

     ส่วนระบบไฮบริดจ์มามีบทบาทตรงที่ หลังการทำงานของเครื่องยนต์จุดระเบิดจนทำให้เพลาหมุนแล้ว วิศวกรใช้ประโยชน์จากการหมุนของเพลาเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง ด้วยการเอาขดลวดมาพันไว้ที่เพลา แล้วเอาแม่เหล็กมาประกบประกบขนาบข้างเอาไว้...พอเพลาหมุน ขดลวดเคลื่อนตัวผ่านแม่เหล็กก็จะเกิดเป็นกระแสไฟฟ้าทันที

 

     จากนั้นก็แค่ต่อสายเพื่อให้กระแสไฟฟ้าวิ่งจากขดลวดไปเก็บไว้ในแบตเตอร์รี่อีกหนึ่งลูก (คนละลูกกับที่มีประจำในรถยนต์แต่ละคันนะครับ) จากนั้นก็ทำสวิชท์ แบบอัตโนมัติเพื่อเป็นประตูทางเข้า และทางออกของกระแสไฟฟ้านี้เอาไว้ 

 

     เมื่อสตาร์ทรถเครื่องยนต์ทำงานเพลาเริ่มรถหมุน ก็จะได้กระแสไฟฟ้ามาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ลูกที่ 2 ทันที  เมื่อเก็บไว้จนเต็มคอมพิวเตอร์ก็จะจัดแจงทำหน้าที่คำนวณแล้วปล่อยพลังงานไฟฟ้านั้น กลับไปหมุนเพลาขับบ้าง สลับกันไปมาเช่นนี้ตลอด

 

     ประโยชน์ที่ได้รับคือ ขณะที่ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปหมุนเพลานั้น รถยนต์ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานจากการจุดระเบิดของเครื่องยนต์  เครื่องยนต์จึงดับตัวเองลงชั่วขณะ เป็นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงย่างได้ผลชัดเจน กระทั่งคอมพิวเตอร์ตรวจพบว่ากระแสไฟฟ้าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ถูกปล่อยไปจนลดลง (เหลือราวๆ40%) ก็จะสั่งการให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างพลังงานจากเพลาขับต่อไป

 

     ไฮบริดจ์ มีหลายชนิดหลายประเภทมีรายละเอียดเทคโนโลยีซับซ้อนและข้อแตกต่างกันไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็อาศัยหลักการดังที่กล่าวมาทั้งสิ้น ดังนั้น รถยนต์พลังงานไฮบริดจ์ จึงประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่ารถยนต์ทั่วไปอย่างชัดเจน ส่วนจะมากหรือน้อยต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนขับเป็นตัวแปรสำคัญครับ ถ้าเหยียบคันเร่งหนักๆ พลังงานก็จะถูกใช้เปลือง เครื่องยนต์ก็ต้องสตาร์ทบ่อยตามไปด้วย

 

ตำแหน่งและระบบต่างๆของ เทคโนโลยี ไฮบริดที่นำมาติดตั้งในรถขนาดเล็กอย่าง อัลติส

 

 

     แม้ในทางทฤษฎีไม่มีตัวเลขยืนยันว่าเฉลี่ยแล้ว รถยนต์ไฮบริดจ์ จะสามารถประหยัดน้ำมันได้ขนาดไหน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีตัวเลขจากการใช้งานจริงยืนยันได้ว่า จากกที่เคยใช้น้ำมัน 1ลิตรทำให้รถวิ่งไปได้ประมาณ 10-12 กิโลเมตรนั้น เมื่อเอาน้ำมันเท่ากันมาเติมในรถยนต์แบบไฮบริดจ์ สามารถเดินทางได้มากกว่า 25 กิโลเมตร  อนุมานได้ว่า อย่างน้อยก็ประหยัดลงไป1เท่าตัวล่ะครับ...

 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมรถยนต์แบบ “ไฮบริดจ์” จึงเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในอดีตนั้น การจัดหาเทคโนโลยีแบบไฮบริดจ์มาใส่รถแต่ละคันยังเป็นต้นทุนที่สูงอยู่ ทำให้รถยนต์ไฮบริดจ์มีราคาทะลุ 1,000,000 บาทขึ้นไปทั้งสิ้น

 

  เปิดฝากระโปรงดูห้องเครื่องยนต์ของ รถยนต์พลังงานไฮบริดจ์  จะยุ่งเหยิงกว่ารถทั่วไป

 

 

     เรด้า...ติดในรถยนต์ให้เราปลอดภัยมากขึ้น

     เมื่อต้นทุนของเทคโนโลยีต่างๆมีราคาถูกลงแล้วในรถที่ผลิตออกมาใหม่แต่ละปี จึงมีเทคโนโลยีมากมายใส่มาให้ผู้บริโภค”เลือกใช้” ด้วยอีกหนึ่งระบบที่สำคัญและติดตั้งไว้ในรถหลายๆรุ่น รวมถึง โตโยต้า โคโรล่า อัลติส ใหม่นี้คือ ระบบควบคุมความเร็วที่สามารถเบรกจนหยุดนิ่งและเร่งได้เองโดยอัตโนมัติ หรือ Dynamic Radar Cruise Control แบบ Full Speed Range ขอย้ำว่าเป็นระบบ “เลือกใช้” นะครับ แม้จะมีติดตั้งมาในรถยนต์ แต่เราก็ต้องเป็นผู้ตัดสินว่า จะเลือกใช้ หรือ เลือกไม่ใช้ ด้วยการเปิดสวิชท์ใช้งานนะครับ

 

     หลักการทำงานของระบบนี้คือ จะใช้ เรด้า ติดตั้งไว้บริเวณด้านหลังของกระจังหน้ารถเพื่อตรวจจับวัตถุต่างๆ....ครับ “เรด้า” ที่เคยมีราคาสูงจนติดตั้งได้เฉพาะเครื่องบินหรือเรือเดินสมุทรขนส่งสินค้านั่นแหละครับ...แบบเดียวกันเลย  แถมยังมีคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ประมวลผลและตัดสินใจแทนมนุษย์ได้อีกด้วยครับ....

 

เรด้า ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของกระจังหน้า บริเวณสัญลักษณ์ 3 ห่วงพอดี

 

     ปัจจุบันเชื่อว่าส่วนใหญ่คงรู้จักระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือ Cruise Control ดีอยู่แล้ว การทำงานของระบบนี้คือเมื่อเรากำหนดความเร็วไว้ที่ระดับหนึ่ง เซนเซอร์ที่เพลาขับ จะวัดความเร็วของรถแล้วส่งสัญญาณไปให้คอมพิวเตอร์ของรถยนต์ (ECU) สั่งหัวฉีดจ่ายน้ำมันให้เพลงขับหมุนในอัตราเดิมให้ได้ตลดเวลา ดังนั้นไม่ว่ารถจะขึ้นสะพาน จะลงเขา หรือจะเลี้ยวโค้งถ้าตั้งความเร็วอัตโนมัติหรือ Cruise Control ไว้แล้ว ความเร็วของรถก็จะคงที่ตลอดเวลา

 

     ข้อเสียคือ ถ้ากรณีที่จู่ๆ มีรถพุ่งพรวดออกจากซอยมาขวาง หรือ มีรถเปลี่ยนเลนส์เข้ามาขวางด้านหน้า...ถ้าคนไม่ทันระวังตัวอาจเกิดอุบัติเหตุต่างๆได้..

 

     ดังนั้นจึงมีการเอา เรด้า เข้ามาติดตั้งไว้หน้ารถแล้วส่งสัญญาณตรวจจับวัตถุทันที เพื่อให้เป็นผู้ช่วยของระบบ ควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือ Cruise Control อีกหนึ่งระบบ เมื่อเริ่มใช้งานระบบนี้ด้วยตั้งความเร็วอัตโนมัติแล้ว  ระบบนี้ยังสามารถกำหนดระยะห่างระหว่างรถของเรา กับวัตถุด้านหน้าได้ด้วย ว่าต้องการให้มีที่ว่างหน้ารถอย่างน้อยที่สุดกี่เมตร

 

     เผื่อกรณีต้องต้องเบรกจะได้มีระยะเบรกได้ทัน ซึ่งระยะที่ให้ เรด้า ตรวจจับนั้น สามารถเลือกตั้งระยะห่างได้ตั้งแต่ 50 เมตรจนถึง 200 เมตร ตามระดับความเร็วที่ใช้  เมื่อตั้งความเร็วอัตโนมัติและตั้งระยะห่างหน้ารถไว้แล้ว หากเผอิญขณะขับอยู่ มีรถยนต์คันอื่น เปลี่ยนเลนส์หรือออกจากซอย  มาอยู่ด้านหน้าของรถเราในระยะห่างที่เรด้าตรวจพบว่า ต่ำว่าที่เราได้กำหนดไว้ เรากำหนดไว้

 

     เรด้า จะส่งสัญญาณไปที่คอมพิวเตอร์ของรถยนต์ว่าขณะนี้มีวัตถุเข้ามาในระยะที่ต่ำกว่าที่ได้กำหนดไว้แล้ว คอมพิวเตอร์ ตัดสินใจแทนเราทันทีด้วยการ จะสั่งการทำงานของระบบต่างในรถยนต์ให้ลดความเร็วลง เพื่อรักษาระยะห่างจากรถเราถึงวัตถุให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้

 

 

การทำงานของเรด้า  จะล็อกความเร็วของรถเราให้มีระยะห่างจากรถคันหน้าตามที่ได้ตั้งค่ากำหนดไว้ เมื่อรถยนต์คันหน้าวิ่งด้วยความเร็ว80กม./ชม

รถยนต์ของเราจะถูกลดความเร็วลงเหลือ80กม./ชม.เช่นกัน

 

     เรด้า จะเฝ้าติดตามวัตถุตลอดเวลา แม้รถยนต์ด้านหน้าจะเบรก ลงความเร็วลงจนหยุดสนิท เรด้า ก็จะส่งสัญญาณให้คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมรถเรา เบรกตามจนหยุดสนิทเช่นกัน กระทั่งรถคันดังกล่าวเคลื่อนตัวออกไป รถเราก็จะเคลื่อนตัวตามและเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยจนถึงระดับที่ได้กำหนดไว้ เพื่อเดินทางต่อไปให้ถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

 

     ปัจจุบัน เทคโนโลยี ใหม่ ปรากฏให้เห็นมากขึ้นในรถยนต์หลายๆรุ่นที่เปิดตัวสู่ตลาด รวมถึงยังมีเทคโนโลยีที่จะสร้างความตื่นตาอีกมากมายที่จะบรรจุไว้ในที่ยังไม่ได้ผลิตมาขายในวันนี้

 

     สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคอย่างเราควรตระหนักคือ การก้าวตามให้ทัน แล้วเลือกที่จะเอาเทคโนโลยีเหล่านั้น มาใช้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชีวิตเรานะครับ ถ้าไม่เปิดใจรับก็จะพลาดประโยชน์เหล่านั้นไปอย่างน่าเสียดาย.อย่างยิ่งครับ

 

_________________________________________________________________________________________________________________________________________

                                               ข้อมูลเทคนิค

 

ขนาด (ยาวxกว้างxสูง) - 4.63x1.78x1.455 (เมตร)

รัศมีวงเลี้ยว - 5.2 เมตร

เครื่องยนต์  - 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1,798 cc.

แรงม้าสูงสุด - 98 แรงม้า (72 กิโลวัตต์เมื่อเครื่องยนต์ทำงานที่ 5,200 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด - 142 นิวตันเมตร (14.5 กิโลวัติ เมื่อเครื่องยนต์ทำงานที่ 3,600 รอบต่อนาที

มอเตอร์ไฟฟ้าชนิด - ชิงโครนัสแม่เหล็กถาวร

แรงดันไฟฟ้าสูงสุด - 600 โวลล์

กำลังสูงสุด - 53 กิโลวัตต์

แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ - 163 นิวตันเมตร

กำลังสูงสุดจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้ารวมกัน - 122 แรงม้า(90 กิโลวัตต์)

 

ราคาจำหน่ายรุ่น Hybrid Entry - 939,000 บาท

ราคาจำหน่ายรุ่น Hybrid Mid - 989,000 บาท

ราคาจำหน่ายรุ่น Hybrid High - 1,099,000 บาท

กำหนดวันจำหน่าย - 13กันยายน 2562

______________________________________________________________________________________________________________________________________