คอลัมนิสต์ : ไกด์เถื่อน

มีใครเข้าท่าบ้างดีกว่า?

1 มิ.ย. 2563
คงใช้คำว่า "นับถอยหลัง" ได้เต็มปากแล้ว กับการรอคอยให้ พรีเมียร์ลีก 2019/20 กลับมาคิกออฟสาดแข้งแย่งชัยกันอีกครั้ง
 
พุธ 17 มิ.ย. เริ่มต้นที่ 2 เกมตกค้าง หนึ่งในนั้นคือบิ๊กแมตช์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ - อาร์เซน่อล นั่นหมายถึงว่าเราต้องรอกันอีกแค่ 2 สัปดาห์นิดๆ พรีเมียร์ลีก ก็จะกลับมาสร้างสีสันให้ชาวเรากันอีกทีแล้ว 
 
และวานนี้ ก็เป็นที่ยืนยันสำหรับ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยเหมือนกัน ว่าจะกลับมาโรมรันกันอีกครั้ง 20 มิ.ย. (วันเดียวกับนัดที่ 30 ของพรีเมียร์ลีก) แม้ยังเป็นการประกาศเบื้องต้น (provisional) โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขมาตรการความปลอดภัยทั้งหลายแหล่ ก็ตาม
 
แม้จะไม่ได้ออกทรง "ฟุตบอล เฟสติวัล" แบบที่ ลา ลีกา มีไอเดียบรรเจิดจะให้มีเกมเตะกันทุกวันตลอดเดือนเศษๆ แต่ด้วยการที่ พรีเมียร์ลีก เล็งจะปิดบัญชียุติซีซั่นกันตอนสิ้นเดือน ก.ค. ก็ยังหมายถึงว่าการคัมแบ็กเตะช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่นนี้ จะเกิดขึ้นภายในระยะ "6 สัปดาห์" หรือเพียงเดือนครึ่งเท่านั้นเอง 
 
(เพียงแต่เมื่อถึงตอนจบซีซั่นแล้ว ก็น่าจะยังมีบางทีมที่ยังต้องออกเหงื่อลุยกันต่อ ซึ่งคือบรรดาตัวแทนสโมสรยุโรปทั้ง 2 ถ้วย ที่คาดการณ์กันว่า ยูฟ่า จะวางคิวให้กลับมาเตะต่อช่วงประมาณต้นเดือน ส.ค. เป็นต้นไป)
 
ที่ต้องเตะกันแบบรีบเร่ง หาทางลงให้เร็วที่สุด ก็เพื่อที่จะไม่ให้กระทบกับเงื่อนเวลาของซีซั่นหน้า 2020/21 ที่ฟุตบอลน่าจะกลับมาอย่างเต็มรูปแบบ และมีทัวร์นาเมนต์ใหญ่รออยู่ตอนจบซีซั่น (ยูโร, โอลิมปิก, โคปา อเมริกา)
 
ความเป็นไปและฉากจบของซีซั่นนี้เป็นเรื่องน่าจับตา และสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน "ตลาดนักเตะ" รอบหน้าหลังจากจบซีซั่นลง ก็ยิ่งน่าจับตาเป็นพิเศษ ว่าจะคึกคักโครมครามแค่ไหน หรือจะกลายเป็นตลาดอันเงียบเชียบเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้โควิด
 
แต่โดยไม่ต้องรอให้ถึงตรงนั้น ก็เริ่มมีกระแสข่าวถึงบางทีมว่าต้อง "รัดเข็มขัด" หน้าเขียวหน้าดำ ซื้อไม่ได้...ถ้าขายไม่ออก
 
ไม่ใช่ใคร อาร์เซน่อล นั่นเอง
 
เดอะ เทเลกราฟ : อาร์เซน่อล เหลืองบเสริมทัพตลาดรอบหน้าแทบจะเป็นศูนย์ ทุ่มซื้อนักเตะราคาแพงรายไหนไม่ได้ทั้งสิ้น ตัวใหม่ได้แค่ยืม / ย้ายสลับขั้ว / เซ็นฟรี รวมถึงน่าจะต้องเทขายบางคนในทีมออกไป เช่น ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมยัง, เมซุต โอซิล หรือ อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ เพื่อผันเงินเข้าสโมสรอีกต่างหาก
 
รายงานชิ้นนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน อ้างปัจจัย 2-3 ข้อที่ทำให้ปืนใหญ่จะ "บ่จี๊" ไม่มีทุนรอนให้ชิมช็อปใช้อย่างใครเขา
 
1) การขาดรายได้จากแมตช์เดย์มานานกว่า 3 เดือน ซึ่งทุกสโมสรต้องเผชิญเนื่องด้วยวิกฤตไวรัส
 
2) การหลุดออกจากเวทีเงินเวทีทองอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (ที่มีการันตี 40-50 ล้านปอนด์ต่อปี แค่ได้เล่นรอบแบ่งกลุ่ม) อย่างต่อเนื่อง
 
3) การที่ส่อแววว่า อาร์เซน่อล ก็จะยังไม่ได้ไป ชปล. ซีซั่นหน้าอยู่อีกเหมือนเดิม - ปิ๋วไปแล้วสำหรับ "ทางลัด" อย่างการเป็นแชมป์ยูโรป้า เมื่อร่วงอย่างพลิกโผ แพ้ โอลิมเปียกอส ตกรอบ 32 ทีมไปแล้ว ขณะที่ "ทางตรง" อย่างการทำอันดับในพรีเมียร์ลีก ก็ลุ้นยากแสนยาก ตอนนี้อยู่แค่ที่ 9 ตามหลังอันดับ 5 แมนฯ ยูไนเต็ด (กรณีที่ แมนฯ ซิตี้ แพ้อุทธรณ์และโดนตัดสิทธิ์จนโควตาถูกร่นลงมา 1 อันดับ) 5 แต้ม และตามหลังอันดับ 4 เชลซี 8 แต้ม
 
ใช่ที่ มิเกล อาร์เตต้า เริ่มทำทีมเข้าฝักเข้าฟอร์ม ไร้พ่ายตลอดนับแต่ขึ้นปีใหม่ 2020 (ชนะ 4 เสมอ 4) และติดเครื่องชนะมา 3 เกมรวด แต่ใครจะบอกได้ล่ะว่าหลังจากเบรคหนีไวรัสกันยาวๆ มาแล้ว อาร์เซน่อล จะยังรักษาความร้อนแรงได้อยู่
 
กับ 10 นัดที่เหลืออยู่ ปืนยังต้องเจอของแข็งอีกเพียบ ทั้ง แมนฯ ซิตี้, เลสเตอร์, สเปอร์ส และ ลิเวอร์พูล 
 
หากสาวแต้มเข้ากระเป๋ารัวๆ ไม่ได้เมื่อกลับมาเตะ อาร์เซน่อล จะพลาดเข้าเล่น ชปล. ต่อไปเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
 
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอีกสิ่งที่ เทเลกราฟ ไม่ได้เอ่ยถึงแต่เพิ่งเป็นข่าวเมื่อวันสองวันให้หลัง อย่าง "การลงทุนที่ผิดพลาด" ในดีลของ ดาวิด ลุยซ์
 
ไม่ได้อยากอวดอ้างสรรพคุณ แต่ต้องบอกว่านี่คือดีลที่ผมติดค้างสงสัยมาตั้งแต่แรก (และเอ่ยไว้ใน "บ่ายนี้ที่วีว่าซอค" ตอนไหนสักตอน) ว่า อาร์เซน่อล คิดอะไรอยู่ถึงได้เลือกฝากผีฝากไข้ไว้กับกองหลังแซมบ้าหัวฟูคนนี้ เพราะหนึ่งคือ ลุยซ์ ไม่ใช่เซนเตอร์แบ็กระดับเหนียวแน่นไว้วางใจได้อะไรสักเท่าไหร่ และสอง จุดพีคของเขาล่วงเลยมานานแล้ว 
 
เมื่อแรกเข้า เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม อายุ 32 และก็เพิ่งฉลองเบิร์ธเดย์ครบ 33 ไปเมื่อ 2 เดือนก่อน
 
การจะเคาะปะผุแผงหลังที่ขาดๆ เกินๆ และมีรอยรั่วอยู่แล้ว ด้วยนักเตะที่ไม่สมบูรณ์แบบเป็นทุน มันจะไปรอดได้อย่างไร
 
ที่สำคัญและเพิ่งรู้ไม่นานนี้คือ ดีลที่ อาร์เซน่อล ทำสำหรับ ดาวิด ลุยซ์ เข้าข่าย "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ชัดๆ -- น้ำพริกเกรดพรีเมี่ยมร้านติดดาวมิชลินเสียด้วย
 
ในตอนแรกของการประกาศคว้าตัวจากเชลซี วันปิดตลาดหน้าหนาว อาร์เซน่อล ยืนยันค่าเสียหายไว้ที่ 8 ล้านปอนด์ พร้อมระบุเพียงว่าเป็น "สัญญาถาวร" ไม่เปิดเผยจำนวนปี 
 
ปรากฏว่ามีการเผยในช่วงหลังนี่เอง ว่าเป็นสัญญาระยะสั้นกุดแค่ 1+1 ปีเท่านั้น
 
สัญญา 1 ปี พ่วงออปชั่นที่สโมสรจะต่อสัญญาเพิ่มอีกให้ 1 ปี 
 
ดิ แอธเลติก ยังเผยตัวเลขค่าเสียหายเพิ่มเติมที่ อาร์เซน่อล ต้องจ่ายไปเพื่อแลกรับบริการจาก ลุยซ์ ที่เห็นแล้วก็ต้อง "งงใจ" ยิ่งขึ้นไปอีก
 
• ค่าตัว 8 ล้านปอนด์
• ค่าดำเนินการ (เอเยนต์และอื่นๆ) 6 ล้านปอนด์
• ค่าเหนื่อย 10 ล้านปอนด์ต่อปี 
• สิริรวมการใช้งาน ดาวิด ลุยซ์ 1+1 ปี อาร์เซน่อล ต้องควักกระเป๋า 24 ล้านปอนด์
 
24 ล้านปอนด์ -- 960 ล้านบาท ผลาญไปกับกองหลังที่ไม่สมบูรณ์แบบ และไม่ได้ช่วยให้แนวรับแข็งแกร่งดีงามขึ้นได้สักเท่าไร
 
ขออภัยที่ต้องใช้คำว่า "ไม่ค่อยฉลาด" หรือ "ฉลาดน้อย" สำหรับใครก็ตามที่ผลักดันให้เกิดดีลนี้ขึ้น
 
ยังมีรายงานว่า ด้วยค่าจ้างหนักข้อของสตาร์แซมบ้า ทำให้ อาร์เซน่อล อาจจะเลือก "ไม่ใช้ออปชั่นต่อสัญญา" และ "ปล่อยฟรี" แยกย้ายไปตามทางเมื่อจบซีซั่น นั่นเท่ากับจะเป็น 24 ล้านปอนด์ที่สูญเปล่าอย่างยิ่ง และปืนใหญ่ไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลยสักอย่าง (กรณีที่ก็ยังพลาดตั๋วชปล.) เว้นแค่รายได้จากการขายเสื้อปะเบอร์ 23
 
(ลุยซ์ ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันก่อนด้วยว่าการกลับ เบนฟิก้า คือตัวเลือกในใจ "ความฝันของผมคือการกลับไปเลิกเล่นที่เบนฟิก้า ตอนนี้ผมยังไม่รู้อะไรมาก แต่มันจะเกิดขึ้นแน่ถ้าประธานเบนฟิก้าอนุญาต")
 
ที่จริง ข้อมูลตัวเลขของ ดิ แอธเลติก ออกจะขัดแย้งกับหลายแหล่ง ที่ระบุว่าค่าเหนื่อยของ ลุยซ์ อยู่ที่หลักแสนต้นๆ คือประมาณ 120,000 ปอนด์ ซึ่งจะเท่ากับปีละราวๆ 6 ล้านปอนด์ ไม่ใช่ 10 ล้านอย่างแอธเลติกอ้าง
 
แต่ก็อีกนั่นแหละ จะ 8+6+10=24 หรือ 8+6+6=20 ก็นับเป็นเงินก้อนโตที่ อาร์เซน่อล ตำน้ำพริกฯ อยู่ดี ถ้าสุดท้ายเลือกปล่อยฟรีไป ขายเอาทุนคืนสักนิดสักหน่อยก็ไม่ได้ 
 
คงนับได้ว่า ลุยซ์ เป็นหนึ่งตัวอย่างของดีลที่ผิดพลาดของ อาร์เซน่อล
 
แต่ที่สำคัญและต้องตั้งคำถามกันหน่อยก็คือ "มีใครเข้าท่าบ้าง?" ดีกว่า
 
เพราะพร้อมๆ กันกับการเปลี่ยนผ่าน อาร์แซน เวนเกอร์ หมดอายุการใช้งาน อูไน เอเมรี่ เข้ามาสานต่อ (ก่อนจะเป็น อาร์เตต้า) สิ่งที่แฟนบอลอยากเห็นคือการ "เจ็บให้น้อยที่สุด" เพราะเป็นเรื่องเข้าใจได้อยู่แล้วที่ทีมจะต้องเจอช่วงยากลำบาก (เหมือนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นหลังหมดยุค เซอร์ เฟอร์กี้) แต่จะทำอย่างไรให้สโมสรเจ็บตัวน้อยที่สุด - หนึ่งในทางออกก็คือการจิ้มเลือกนักเตะใหม่ให้ดี ให้เข้าเป้า ให้เป๊ะปัง
 
ก็นั่นล่ะฮะท่านผู้ชม ปรากฏว่าลองไล่สายตาในตลอด 2-3 ซีซั่นหลัง อาร์เซน่อล มีดีลแย่ๆ มากกว่าดีลดีๆ ชัดเจน  
 
แน่นอนว่าผู้บริหารทีมปืนใหญ่ทำในสิ่งที่ "ลบคำครหา" เรื่องการไม่ยอมทุ่มทุนสร้าง พ้นไปได้อย่างสวยงาม กับการจ่ายสนั่นร่วม 140 ล้านปอนด์เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว แม้แทบทุกดีลจะเป็นการ "ผ่อนจ่าย" ก็ตาม
 
ทว่าจาก 7-8 ตัวใหม่ (ทั้งซื้อและยืมใน 2 หน้าตลาด) พอจะตัดเกรดคร่าวๆ ได้ว่า "สอบผ่าน" แค่ตัวเดียวโดดๆ เท่านั้น คือ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ 6 ล้านปอนด์จาก อิตัวโน่
 
นอกนั้น...
ดาวิด ลุยซ์ ออกทรงขาดทุนยับอย่างที่ว่า
นิโกล่าส์ เปเป้ สถิติสโมสร 72 ล้านปอนด์ ยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกกับฟุตบอลอังกฤษ ยิง 6 ประตูจาก 32 นัด
คีแรน เทียร์นี่ย์ 25 ล้านปอนด์ ซื้อมารักษาตัว เพิ่งได้เล่นแค่ 11 นัด 
วิลเลี่ยม ซาลิบา 27 ล้านปอนด์ เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต จะมาจริงซีซั่นหน้า
ดานี่ เซบายอส (ยืม) ไม่ค่อยสร้างอิทธิพลอะไรเท่าไหร่ ยิง 1 แอสซิสต์ 2 
ปาโบล มารี (ยืมปีใหม่) เพิ่งได้สัมผัสเกมแค่ 2 นัด
เซดริก โซอาเรส (ยืมปีใหม่) มีโอกาสที่จะเป็นนักเตะอาร์เซน่อล "แต่ในนาม" ถ้าไม่มีการขยายสัญญายืมเพิ่มจนจบซีซั่น เพราะย้ายมาพร้อมปัญหาบาดเจ็บ ยังไม่ได้เล่นสักนัด 
 
หรือแม้แต่จะย้อนไป 2018/19 ก็มีสอบผ่านแค่ 2 (แบร์นด์ เลโน่, มัตเตโอ เก็นดูซี่) จากทั้งหมด 6-7 ดีล (โซคราติส, ลูคัส ตอร์เรยร่า, เดนิส ซัวเรซ ฯลฯ)
 
อีกถ้านับย้อนไปอีกจนถึงซีซั่น 2017/18 มันก็จะกลายเป็นว่า อาร์เซน่อล ประสบความสำเร็จกับการควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อตัว ชนิดฉีกซองปุ๊บกินได้ปั๊บไม่ต้องเติมน้ำร้อนรอเวลา เข้ามาแล้วช่วยให้ทีมดีขึ้นได้จริง แค่ โอบาเมยัง, ลากาแซตต์ และ เลโน่ (รวมถึงดาวรุ่งเซอร์ไพรส์ เก็นดูซี่) เท่านั้น
 
ที่จริงก็คงใช่ที่การซื้อนักเตะเหมือนซื้อหวย คุณไม่มีทางรู้ได้ว่าดีลนั้นจะลงเอยด้วยอะไร ที่ทำได้มีแค่ "คาดหวัง" ว่าจะเป๊ะปังสมใจ
 
แต่ก็อย่าลืมว่า อะไรที่มันล้มเหลวซ้ำๆ วนๆ อยู่อย่างนั้น ก็แสดงว่าเพราะมีบางอย่างที่มันขัดข้อง เฟืองบางตัวไม่เข้าที่เข้าทาง หรือการตัดสินใจต่อบางสิ่งมันไม่ได้มาตรฐาน
 
ซื้อ 10 ดี 3 เสียมันซะ 7 แบบนี้ก็ไม่ค่อยจะไหว
 
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของสโมสร เป็นเรื่องเข้าใจได้อยู่แล้วที่ต้องใช้เวลาปรับตัวปรับใจกันเป็นปีๆ แต่ก็ใช่หรือไม่ว่า ทีมซื้อขาย ฝ่ายสรรหานักเตะ ไม่เอื้อให้ อาร์เซน่อล ดีขึ้นได้อย่างที่ควรจะเป็น
 
เมื่อหลากหลายปัจจัยที่มีข้อบกพร่องถูกขยำรวมกัน ก็ตูม กลายเป็นโกโก้ครั้นช์
 
ข้อเท็จจริงที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกคือ แชมป์พรีเมียร์ลีกหนสุดท้ายของ อาร์เซน่อล ต้องย้อนไปไกลถึงยุค "อินวินซิเบิลส์" 2003/04
 
และจากทิศทางที่กำลังเป็น ก็ยังมองไม่เห็นเลยว่าปืนกระบอกนี้จะฝ่ากำแพง หงส์-เรือ หรือแม้กระทั่ง สิงห์-ผี-ไก่ ขึ้นไปเฉิดฉายได้อีกครั้ง เมื่อไหร่และอย่างไร
 
 
ไกด์เถื่อน