คอลัมนิสต์ : ซัมเมอร์ฮิลล์

แลมพ์สโชว์ของ

24 ธ.ค. 2562
 
 
เชลซี เป็นทีมหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากพอสมควรในฤดูกาลนี้ นอกเหนือไปจาก แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือป้ายแดงแล้ว คุณภาพทีมก็อยู่ในช่วงผลัดใบ...
 
การเสีย เอแด็น อาซาร์ ถือว่าส่งผลต่อทีมไม่น้อย บวกกับช่วงออกสตาร์ทซีซั่นที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ไม่ฟิตเต็มถังและ อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ก็เพิ่งจะกลับมาเล่นได้
 
นี่ยังไม่รวมเรื่องของแผนการเล่นระบบทีมการจัดวางตัวผู้เล่น แลมพาร์ด มีงานต้องทำเพียบ แต่ถึงตอนนี้กำลังจะเข้าสู่ครึ่งทางของซีซั่นผลที่ออกมาถือว่า...โอเค
 
เชลซี รั้งอันดับสี่ของตารางพรีเมียร์ลีก เป็นไปตามเป้าหมายของทีม... ยังอยู่ในเส้นทาง แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบน็อคเอาท์ 16 ทีมรอพิสูจน์กับทีมของจริง บาเยิร์น มิวนิค 
 
ไล่เรียงการทำทีมของ แลมพาร์ด ตั้งแต่เริ่มต้นอาจจะมีสะดุดมีผลงานที่ไม่น่าพอใจบ้างแต่โดยรวมถือว่า ซูเปอร์แฟร้งค์ รับมือและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีทีเดียว
 
เกมรุกทำได้หลากหลาย แต่ไม่ค่อยเฉียบคม ก็เพราะแนวรุกหน้าใหม่ชั่วโมงบินยังน้อย อย่างเช่น เมสัน เมาท์, แทมมี่ อบราแฮม, คริสเตียน พูลิซิช 
 
ส่วนแนวรับคือปัญหาใหญ่เสียประตูมากเกินไปนั่นก็มาจากการขาดเซนเตอร์แบ็กระดับผู้บัญชาการซึ่งทีมใหญ่หลายทีมก็ประสบปัญหานี้ใช่ว่าจะซื้อหากันมาได้ง่ายๆ
 
เคิร์ท ซูม่า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น และ ฟิคาโย่ โทโมรี่ ต่างก็ขาดความเก๋าที่สำคัญไม่เคยเล่นด้วยกันมาก่อนมันยากที่จะทำให้กระชับรัดกุมอย่างที่หวัง
 
แลมพาร์ด พยายามปรับเปลี่ยนแดนกลางเพื่อให้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในเกมรับหรือแม้กระทั่งปรับแท็กติกมาเล่น "หลังสาม" ก็พยายามทำเพื่อแก้ไขปรับปรุง
 
เกมล่าสุดที่บุกไปชนะ สเปอร์ส 2-0 ก็เล่นรูปแบบ 3-4-3 สามเซนเตอร์แบ็ก ซูม่า-รูดิเกอร์-โทโมรี่ โดยมี เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า กับ มาร์กอส อลอนโซ่ เป็นวิงแบ็กขวา-ซ้าย
 
แดนกลาง ก็องเต้ เข้าคู่กับ มาเตโอ โควาชิช ส่วนแนวรุก เมาท์ กับ วิลเลี่ยน เดินเกมสร้างสรรค์โอกาสให้ อบราแฮม เป็นหัวหอก ผลที่ออกมาถือว่าน่าพอใจ...
 
ในช่วงที่ไม่ได้ครอบครองบอล แลมพาร์ด ก็จะขยับมาเป็น 5-3-2 วิลเลี่ยน หรือ เมาท์ จะลงมาช่วย ก็องเต้ กับ โควาชิช อีกแรงข้างหน้า อบราแฮม คอยหาที่ว่างสวนกลับ
 
ส่วนหนึ่งที่ แลมพ์ส ปรับแท็กติกน่าจะเป็นเพราะ สเปอร์ส มีแนวรุกที่จัดจ้านอย่าง ซอน ฮึง-มิน, ลูคัส เลว่า, เดเล่ อัลลี่ และ แฮร์รี่ เคน ดังนั้นการป้องกันจึงต้องแน่นหนามากขึ้น
 
ช่วงแรก เชลซี ประสบปัญหา สเปอร์ส ใช้การบีบเข้ามาเล่นด้านในเนื่องจากแดนกลางของ เชลซี มีเพียงแค่ ก็องเต้ กับ โควาชิช ทำให้ทีม สิงโตน้ำเงินต้องวางบอลยาวจากด้านหลัง
 
แลมพาร์ด ก็แก้ลำด้วยการขยับ เมาท์ ลงมาช่วยแดนกลางปิดทางลำเลียงบอลของ เอริค ไดเออร์ กลางรับของสเปอร์ส ในขณะเดียวกันบอลยาวจากแนวลึกก็วางยาวไปที่วิงแบ็ก อลอนโซ่ หรือ อัซปิลิกวยต้า 
 
การตัดแดนกลางทิ้งไปของ แลมพาร์ด อาศัยบอลสาดยาวจากด้านหลัง รูดิเกอร์ เปิดขึ้นไปกดดัน แซร์ช โอริเย่ร์ แบ็กขวาสเปอร์ส ทำเสียลูกเตะมุมนำมาซึ่งประตูขึ้นนำ 1-0
 
เกมนี้ รูดิเกอร์ กับ ซูม่า วางบอลยาวคนละ 6 ครั้งส่วน โทโมรี่ 5 ครั้งรวมแล้วโจมตีด้วยลูกโยนจากแนวลึกรวมกันถึง 17 ครั้ง กลายเป็นกุญแจสำคัญของแท็กติกนี้
 
เชลซี มักทำได้ดีเมื่อขยับดันขึ้นเพรสเข้าหาคู่ต่อสู้เหมือนอย่างที่เคยเล่นงาน ลิเวอร์พูล สองเกมที่ผ่านมาในซีซั่นนี้ แต่ปัญหาคือจบสกอร์ไม่เฉียบขาด ทำให้ไม่สามารถเอาชนะได้
 
เมื่อแดนกลางไม่เหลือพื้นที่ให้เล่น สเปอร์ส เองก็พยายามตอบโต้กลับด้วยบอลสาดยาวจากด้านหลังเป้าหมายอยู่ที่ เคน โดยมี ซอน ฮึง-มิน, ลูคัส และ อัลลี่ รอเก็บจังหวะสองหรือวิ่งสอดขึ้นไป
 
แต่ทว่า เคน สามารถเอาชนะการดวลลูกกลางอากาศกับสามปราการหลังเชลซี ได้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น...
 
รูดิเกอร์ กับ ซูม่า ดวลชนะคนละ 2 ครั้งจาก 3 ครั้งที่ปะทะกับ เดอะ เฮอริเคน ส่วน โทโมรี่ สามารถชนะลูกกลางอากาศกับหัวหอกทีมชาติอังกฤษได้ทั้ง 2 ครั้ง
 
ผลพวงจากการที่ โชเซ่ มูรินโญ่ บีบเกมเล่นให้พื้นที่แคบลงทำให้ด้านกว้างเปิดช่องให้วิงแบ็กสองข้างของ เชลซี ก็คือ อัซปิลิกวยต้า กับ อลอนโซ่ ดันขึ้นมาโจมตีเป็นระลอก
 
ตัวริมเส้นของ สเปอร์ส อย่าง ซอน ฮึง-มิน และ ลูคัส มูร่า ไม่ได้ตามลงมาช่วยเกมรับด้านข้างทำให้ทีมตราไก่เปิดช่องให้ เชลซี มากเกินไป
 
ในทางกลับกันเมื่อ สเปอร์ส ขยับดันขึ้นเพื่อเปิดเกมรุก ด้านหลังยิ่งมีพื้นให้ เชลซี ได้โจมตีง่ายขึ้นอีก เพราะ วิลเลี่ยน, เมาท์ และ อบราแฮม รอจังหวะสวนกลับอยู่แล้ว
 
ครึ่งแรก เชลซี คุมสถานการณ์ได้หมดในครึ่งหลัง มูรินโญ่ ปรับการยืนของ อัลลี่ ลงต่ำกว่าเดิมเพื่อดึงเซนเตอร์แบ็กของ เชลซี ออกจากตำแหน่งแล้วใช้ ซอน ฮึง-มิน, เคน และ ลูคัส เป็นตัวสอด
 
สเปอร์ส มีโอกาสสอง-สามครั้ง ดูท่าว่าจะกลับเข้าสู่เกมได้ จนกระทั่งดาวเตะเกาหลีใต้มาโดนใบแดงนาทีที่ 62 ทุกอย่างจบลงตรงนั้น...
 
เกมนี้ต้องให้เครดิต แลมพาร์ด วางแผนและแก้ทางบอล มูรินโญ่ ได้ดีควบคู่กันไปนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกศิษย์สั่งสอนอาจารย์ เพราะเมื่อซีซั่นที่แล้วก็เคยพาทีม ดาร์บี้ บุกไปเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-2 ก่อนชนะดวลจุดโทษถ้วยลีกคัพ
 
แฟนบอลสิงโตน้ำเงินอาจจะผิดหวังบ้างบางเกมในซีซั่นนี้ แต่ แลมพาร์ด ก็โชว์ให้เห็นว่าเขาก็มีวิสัยทัศน์ในการทำทีมที่ดี แก้ปัญหาปรับปรุงทีมให้กลับมาคืนความสุขได้บ่อยครั้งเช่นกัน
 
จบฤดูกาลนี้ เชลซี จะทำได้ตามเป้าคือท็อปโฟร์ หรือไปได้ไกลแค่ไหนในเส้นทางบอลถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก และ เอฟเอ คัพ แต่ตอนนี้ แลมพาร์ด ทำให้เห็นว่ามีแววที่จะเป็นโค้ชที่ดีได้
 
 
ซัมเมอร์ฮิลล์