คอลัมนิสต์ : ไกด์เถื่อน

ไฟลามทุ่ง...?

1 เม.ย. 2563
 
 
เมื่อทุกแรงกิริยา (action) ย่อมมีแรงปฏิกิริยา (reaction) การเกิดขึ้นของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (หรือกระทั่งการดับสูญ) ก็ย่อมนำมาซึ่งแรงสะท้อนต่อเนื่องของสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่นกัน
 
หลังจาก 2 คืนที่ F5 ไม่ทำงาน -- เฝ้ารีเฟรชเว็บข่าวอิตาลีเป็นระยะ ก็ยังไม่ปรากฏ "คำสั่งเด็ดขาด" อย่างที่เคยมีกระแสข่าวว่า กัลโช่ เซเรีย อา อาจออกประกาศ "ตัดจบ" เป็นลีกหัวแถวแห่งแรกของยุโรป
 
ไม่น่าแปลกใจที่กระแสข่าวนี้จะเกิดขึ้น
 
เพราะก็ยังคงต้องใช้ประโยคเดิมที่เคยเอ่ยมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง : สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศอิตาลี ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน และไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงเลย
 
อัพเดตตัวเลขบ่ายนี้ ก็ยังไม่มีข่าวดีปรากฏ
ผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลก : 859,032
สหรัฐอเมริกา : 189,445
อิตาลี : 105,792
สเปน : 95,923
จีน : 81,518 
เยอรมนี : 71,808
ฝรั่งเศส : 52,128
 
หนึ่งคือ ไม่รู้เหมือนกันว่าข่าวช่วงหลังที่มี "ลือ" กันว่า จีน ปกปิดตัวเลขที่แท้จริง อาจสูงกว่าที่มีรายงานกัน 30-40 เท่า คือข้อมูลจริงเท็จแค่ไหน
 
อีกหนึ่งคือ อิตาลี ก็ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ร่ำไป
ติดเชื้อสะสม 105,792
ผู้ป่วยปัจจุบัน 77,635
รักษาหายแล้ว 15,729
เสียชีวิต 12,428
 
อย่างที่เคยบอกไว้ตอนไหนสักตอน ว่าโควิดไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่าคิดว่านี่มันแค่ไข้หวัดขำๆ เป็นเดี๋ยวก็หาย ไม่อย่างนั้น อิตาลี คงไม่มียอดคนตายจากเรื่องนี้เป็นหมื่นคนหรอก (เป็นเบอร์หนึ่งโลก รองลงมาคือ สเปน แปดพัน / สหรัฐฯ สี่พัน / ฝรั่งเศส สามพัน)
 
ข่าวดีอย่างเดียวที่มีช่วงหลังคือ มาโนโล่ กับเบียดินี่ หัวหอกซามพ์โดเรีย อดีตเซาธ์แฮมป์ตัน ยืนยันแล้วว่าหายขาด มีผลตรวจเป็นลบ แม้ยังต้องรอเทสต์เอาชัวร์อีกครั้งก็ตาม 
 
ส่วนในภาพรวม แน่นอน อิตาลี ยังคงอยู่ในโซน "แดงแจ๋" และมีโอกาสสูงที่สุดแล้วที่จะเกิดคำสั่งโมฆะ เทียบกับความเป็นไปของทุกลีกยุโรปแถวหน้า
 
เพราะเมื่อยังมองไม่เห็นเลยว่า โควิด-19 จะเช็คเอาท์ออกจากแดนมะกะโรนีเมื่อไหร่ มันก็ยังมองไม่เห็นเลยเหมือนกันว่า เซเรีย อา และทุกลีกทุกรายการของอิตาลี จะกลับมาเล่นได้ตอนไหน
 
อย่าลืมว่าซีซั่นหน้า (ที่ก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าจะเริ่มได้ตอนไหน) ทุกลีกจำเป็นจะต้องจบให้ลงตามกำหนดซัมเมอร์ เพื่อเข้าสู่ระยะเตรียมตัวลุยทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของหลายนักเตะ ทั้ง ยูโร, โคปา อเมริกา และ โอลิมปิก โตเกียว เกมส์
 
ฉะนั้น ต่อให้จะต้องเสียหายทางการเงินอย่างหนักหน่วง แต่การตัดจบซีซั่นนี้ไปแล้วรอว่ากันใหม่ซีซั่นหน้าเลยทีเดียว ก็อาจเป็นทางออกที่เหมาะที่สุดแล้วของ เซเรีย อา
 
คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต : อินเตอร์ มิลาน, เอซี มิลาน, โตริโน่, ซามพ์โดเรีย, เจนัว, เบรสชา และ สปาล ล้วนแต่ยืนอยู่ฝั่ง "โมฆะ" ให้เลิกล้มซีซั่นนี้ลงเสีย และเห็นควรด้วยให้นำ 2 ทีมผู้นำของ เซเรีย บี อย่าง เบเนเวนโต้ กับ โครโตเน่ เลื่อนชั้นขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ให้ซีซั่นหน้ามีจำนวน 22 ทีม
 
(ส่วนที่คัดค้าน ยังอยากให้ซีซั่นเดินต่อจนจบ มีอาทิ ลาซิโอ, โรม่า, นาโปลี, อตาลันต้า, กายารี่, เฮลลัส เวโรน่า)
 
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น การขาดรายได้จากแมตช์เดย์และค่าออกจอ (ไปจนถึงสโตร์ก็ต้องปิดด้วยตามมาตรการล็อคดาวน์) ทำให้แต่ละทีมต้องเข้าสู่ช่วงรัดเข็มขัด อะไรตัดได้ ตัด อะไรลดได้ ลด
 
ยืนยันเป็นทางการไปแล้วหนึ่ง -- ยูเวนตุส
 
"ยูเวนตุส ฟุตบอล คลับ ขอประกาศว่า เนื่องด้วยภาวะโลกปัจจุบันที่มีความฉุกเฉินเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ซึ่งขัดขวางต่อการทำการแข่งขัน สโมสรจึงได้มีการทำความเข้าใจกับนักเตะและโค้ชทีมชุดใหญ่ เกี่ยวกับเรื่องค่าตอบแทนในช่วงที่เหลือของฤดูกาลปัจจุบัน" 
 
"เราได้ทำความเข้าใจที่จะลดค่าใช้จ่ายสำหรับการชำระค่าจ้างรายเดือน ในเดือนมีนาคม, เมษายน, พฤษภาคม และ มิถุนายน 2020 ซึ่งจะทำให้สโมสรมีเงินเพิ่มขึ้น 90 ล้านยูโร สำหรับงบประมาณฤดูกาล 2019/20" 
 
"ยูเวนตุส อยากจะขอขอบคุณบรรดานักเตะและโค้ช สำหรับความเสียสละในช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกคน" 
 
แม้ไม่ได้มีการเปิดเผยสัดส่วนของการลดเงิน แต่ที่เผยชัดคือ "ตัดยาว" ถึง 4 เดือน รวมเซฟเงินสโมสรไปได้ 90 ล้านยูโร
 
น่าสนใจมากกับการตั้งข้อสังเกตของ อันโตนิโอ คาสซาโน่ อดีตดาวยิงแบดบอยคนดัง (แขวนสตั๊ดปี 2017)
 
ว่าที่ ยูเว่ ลดเงินเดือนยาวๆ ถึง 4 เดือนเต็ม เป็นเพราะ "รู้อยู่แล้ว" ว่า เซเรีย อา ไม่อาจไปต่อได้
 
"ถ้ายูเวนตุสสั่งตัดเงินเดือน มันก็เพราะว่าซีซั่นนี้เกือบๆ จะแน่นอนแล้วว่าไม่สามารถกลับมาได้ มันหมายความว่าพวกเขารู้ถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่เลือกทำแบบนี้"
 
"ถ้าพวกเขาไม่รู้ มันคงจะเป็นมาตรการแบบเดือนต่อเดือน รวมถึงว่าค่อยไปทำเอาในเดือนมิถุนายน"
 
แล้วก็เรื่องเงินๆ ทองๆ นั่นเอง ที่อาจนำมาซึ่ง "ความเปลี่ยนแปลง" ครั้งสำคัญ ณ อัลลิอันซ์ สเตเดี้ยม
 
ความเปลี่ยนแปลงอย่างการที่จะไม่มีโคตรมหากาฬซูเปอร์สตาร์ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่เป็นมิ่งขวัญทัพม้าลายอีกต่อไป!
 
ก็ถือว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ไปแล้วกับการทุ่มทุนสร้างสถิติสโมสร-สถิติบอลเลี่ยน 100 ล้านยูโร ดึง โรนัลโด้ มาร่วมชายคาเมื่อ 2 ปีก่อน
 
ว่ากันว่า ยูเว่ สามารถถอนทุนคืนจากดีลนี้ได้ในเพียงไม่กี่วัน ทั้งจากยอดขายเสื้อกับของที่ระลึก และมูลค่าหุ้นสโมสรที่ก้าวกระโดดขึ้นในพริบตา 
 
ในแง่ของฟุตบอล ใช่ที่กัปตันทีมชาติโปรตุเกสยังพา ยูเว่ ไปถึงฝั่งฝันอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ได้ (ซีซั่นก่อนตก 8 ทีม แพ้อาแจ็กซ์) แต่ก็ ย.ห. อย่าห่วงว่าจะไม่มีโทรฟี่ เมื่อเช็คบิลของตายอย่าง สคูเด็ตโต้ 2018/19 รวมถึงได้ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า 2018 (ที่เตะกันต้นปี 2019 ที่ซาอุฯ)
 
แล้วเกิดถ้า เซเรีย อา มีการตัดจบจริง ก็มีสิทธิ์ที่ ยูเว่ จะได้รับมอบแชมป์โดยปริยายอีกเหมือนกัน จากที่นำจ่าฝูงเหนือ ลาซิโอ อยู่ 1 แต้ม (26 นัด)
 
ด้านผลงานส่วนตัว ก็ ย.ห. อีกนั่นแหละ ปีก่อนกด 28 ประตู ปีนี้สอย 25 เม็ด และสร้างชื่อทาบสถิติยิงต่อเนื่อง 11 เกมลีก
 
ไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องของผลงาน ฟอร์มการเล่น การเป็นตัวความหวังสูงสุดของทีม
 
ที่เป็นปัญหา คือเรื่อง "ค่าจ้าง" นั่นเอง
 
ใช่ที่สโมสรเดินเรื่องลดค่าจ้างแล้ว 4 เดือน แต่ก็มีสิทธิ์จะยังไม่อาจ "ปิดแผล" ที่เกิดขึ้นได้ในแง่ของเศรษฐกิจการเงิน อันสืบเนื่องมาจากวิกฤตโควิด-19
 
อิล เมซซาเจโร่ ระบุว่าตอนนี้มี 2 นักเตะม้าลายที่เข้าข่ายอาจต้องหาต้นสังกัดใหม่เมื่อตลาดนักเตะรอบหน้าเปิดทำการขึ้น
 
7) คริสเตียโน่ โรนัลโด้
8) อารอน แรมซี่ย์
 
อย่างที่บอก เรื่องฟุตบอลไม่ใช่ปัญหา โด้ผ่านฉลุยอยู่แล้ว แรมซี่ย์ อาจมีข้อติดค้างบ้าง แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย กดไป 4 ประตูจากโอกาสเล่น 24 นัด
 
ปัญหาคือเรื่องค่าเหนื่อยเพียวๆ
• CR7 รับอยู่ห้าแสนปอนด์ (496,000) ต่อสัปดาห์ สมศักดิ์ศรีแข้งตัวท็อปโลก
• แรมซี่ย์ ก็ฟันยับสี่แสนปอนด์ ฐานที่ย้ายมาฟรี ยูเว่ไม่ได้ควักค่าตัวจ่ายใคร
 
ห้าแสนของโด้ เท่ากับ 26-27 ล้านปอนด์ต่อปี ส่วน แรมซี่ย์ น้อยลงมาหน่อย ไม่ห่างกันนัก
 
แน่ล่ะว่านี่คือการคาดการณ์ของสื่อ ยังคงจัดเป็นข่าวที่กำกับด้วยคำว่า "อาจเกิดขึ้น" ยังไม่ชัวร์ว่าจะเกิดแน่ๆ
 
เพียงแต่มองกันให้ลึกลงไปแล้ว ก็เออ ผมว่าเป็นไปได้พอตัวทีเดียว
 
ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น อย่างที่ว่าไว้ข้างต้น - อะไรตัดได้ ตัด อะไรลดได้ ลด ยูเว่เดินเรื่องลดเงินเดือนนักเตะทั้งทีมไปแล้ว จะแปลกอะไรถ้าพวกเขาจะ "ยกระดับมาตรการ" เลือกเซฟคลังสโมสรด้วยการปล่อยขายนักเตะค่าเหนื่อยแพง ออกจากทีม
 
แรมซี่ย์ ไม่ต้องพูดถึงเลยก็ได้ เพราะต่อให้ไม่ยกเรื่องเงินเดือนมาคะคาน ก็มีข่าวจะถูกปล่อยขายเอากำไรอยู่แล้ว (ได้มาฟรี ขายออกราคาเบาๆ 10 ล้านปอนด์ก็ยิ้มแฉ่งแล้ว)
 
ส่วนการเสีย โรนัลโด้ แน่อยู่แล้วว่าคือความเสียหายในแง่ของภาพลักษณ์ รวมถึงคุณภาพในสนามก็อาจลดลงไปเมื่อไม่มีนักล่าตาข่ายมืออาชีพอย่างโด้อยู่
 
แต่เมื่อบวกลบคูณหารกันแล้ว / พ่วงด้วยปัจจัยอย่างอายุอานามของโด้ ปีนี้ 35 ต้นปีหน้า (5 ก.พ.) ครบ 36 / การนำจำนวนค่าจ้างของเจ้าตัวมาหารแบ่ง จะสามารถจ้างงานนักเตะติดเกรด ค่าจ้าง 1 แสนต้นๆ ได้ถึง 4-5 คนทีเดียว
 
หนึ่งคือลดภาระค่าใช้จ่ายในทีม สองคือยังเป็นการขายทำเงินเข้าสโมสรได้ด้วยก้อนนึง ไม่ว่าค่าตัวจะลดลงเหลือแค่ 60-65 ล้านปอนด์ ตามข่าวหรือไม่ ก็ตาม
 
เมื่อคิดในแง่นี้ บางทีการ CUT LOOSE ก็อาจเกิดขึ้นจริง
 
วินเชนโซ่ สปาดาโฟร่า รมต.กระทรวงกีฬาอิตาลี : "สำหรับ เซเรีย อา ผมคาดหวังว่าพวกเขาจะพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ"
 
"สโมสรใหญ่ๆ กำลังใช้ชีวิตในฟองสบู่ มันไปไกลกว่าความเป็นจริง เริ่มตั้งแต่เรื่องเงินค่าจ้างของนักเตะ พวกเขาต้องเข้าใจว่าหลังจากวิกฤตการณ์นี้ จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป"
 
เมื่อทุกแรงกิริยา ย่อมมีแรงปฏิกิริยา เมื่อโควิดมา ก็เริ่มจะออกทรง "ไฟลามทุ่ง" เจ็บตัวปวดแสบปวดร้อนกันไปหมดทุกฝ่าย
 
"เงินเดือนก็โดนหัก งานใหม่ (ทีมใหม่) ก็ต้องหา"
 
อาจกลายเป็นคำตัดพ้อโทษโชคชะตาฟ้าดินของยอดคนอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เข้าก็เป็นได้...
 
 
ไกด์เถื่อน