คอลัมนิสต์ : ซัมเมอร์ฮิลล์

เทพนิยายจิ้งจอก

5 พ.ย. 2562
 
หากไม่นับ ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ ที่ถูกวางเป็นคู่แข่งลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้ตารางอันดับคะแนนพรีเมียร์ลีก แลดูแปลกประหลาดไม่น้อย...
 
ทีมใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, สเปอร์ส และ อาร์เซน่อล ฟอร์มรูด โดยเฉพาะสองทีมแรกถูกถีบร่วงลงไปอยู่กลางตาราง ส่วนทีมหลังอยู่อันดับ 5 แต่ฟอร์มกระท่อนกระแท่นเหลือเกิน
 
ทีมน้องใหม่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สร้างความฮือฮานั่งอันดับ 7 ทั้งที่ศักยภาพของทีมด้อยมากใช้ผู้เล่นโนเนมในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ มีตัวยุโรปแค่สองตัวเท่านั้น
 
ทีมดาบคู่มีแข้งนอกก็คือ มูฮาเหม็ด เบซิช กองกลางบอสเนีย กับ ลิส มุสเซ็ต กองหน้าฝรั่งเศส และเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกเวลานี้คู่กันกับ เลสเตอร์ คือ 8 ประตูจาก 11 เกม
 
บอร์นมัธ, ไบรท์ตัน และ คริสตัล พาเลซ อันดับที่ 8 ไล่เรียงกันมาอย่างพลิกความคาดหมาย เพราะตามฟอร์มตามเชิงน่าจะอยู่โซนด้านล่างมากกว่า
 
แต่ทีมที่สร้างเซอร์ไพรส์มากอีกทีมก็คือ เลสเตอร์ ซิตี้ ทะยานขึ้นมาอยู่อันดับสามตามหลัง จ่าฝูง ลิเวอร์พูล 8 คะแนน...
 
ที่อังกฤษมีการพูดถึง "เทพนิยายจิ้งจอก" ที่เคยสร้างปาฏิหาริย์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อปี 2016 กันอีกครั้งจะเป็นไปได้มั้ยที่จะพลิกนรกกลับมาเกิดขึ้นให้เห็นอีก
 
11 นัดผ่านพ้นไป เลสเตอร์ ทำได้ 23 แต้ม...เสียไป 8 ประตู...ผลงานดีกว่าฤดูกาลที่ได้แชมป์เสียอีก!!!
 
เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เข้ามารับงานคุมทีมจิ้งจอกสยามเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ใช้เวลาไม่นานก็สามารถปรับจูนเครื่องจนเข้าที่เข้าทางทั้งแท็กติกการเล่นและการเลือกตัวนักเตะ 11 คนแรก
 
ผลงานระดับ มาสเตอร์พีซ เกิดขึ้นเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว เลสเตอร์ ถล่ม เซาธ์แฮมป์ตัน 9-0 เป็นสถิติชนะด้วยช่วงห่างประตูมากที่สุดเทียบเท่า แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เคยสอนบอล อิปสวิช 9-0 
 
แต่สถิติของ เลสเตอร์ เหนือกว่าตรงที่เป็นชัยชนะเกมเยือน ซึ่งไม่เคยมีทีมไหนยิงได้โหดร้ายแบบนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
 
ตอนนี้แฟนบอลจิ้งจอกเริ่มมองไกลไปถึงบรรยากาศ แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้งและฝันเตลิดไปไกลถึงโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเหมือนปี 2016 
 
ก่อนที่ เลสเตอร์ จะคว้าแชมป์อย่างน่าทึ่งในปีนั้นอัตราต่อรองการเป็นแชมป์ดูยังไงก็มีความเป็นไปได้น้อยกว่า คิม คาร์ดาเชี่ยน จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หรือว่า เอลวิส เพรสลี่ย์ ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า
 
ก่อนออกสตาร์ทฤดูกาล 2015/16 อัตราต่อรองการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ตั้งอยู่ที่ 5000/1 ใครเลยจะบ้าโยนเงินลงไปเสี่ยงโดยที่รู้ว่าโอกาสเป็นไปได้แทบไม่มี
 
แต่ภายหลังจากเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น บรรดาร้านพูลต้องเจ๊งยับรวมกันถึง 25 ล้านปอนด์ในวันที่ เลสเตอร์ ซิตี้ เถลิงบัลลังก์แชมเปี้ยน...
 
มาถึงตอนนี้หลังผ่านพ้นไป 11 เกมร้านพูลไม่ยอมเสียรังวัดง่ายๆ อีกตั้งราคาต่อรอง เลสเตอร์ เป็นแชมป์ อยู่ที่ 40/1 เท่านั้น !!!
 
เลสเตอร์ ในยุคของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ สร้างความมหัศจรย์ให้เกิดขึ้นด้วยรูปแบบการเล่นที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนใช้แท็กติกดั้งเดิม 4-4-2 แต่กลยุทธ์ในเกมรุกต้องยกนิ้วให้
 
รานิเอรี่ ไม่เน้นสไตล์ครองบอลมากแต่อาศัยจังหวะสวนกลับเป็นทีเด็ดด้วยการสัมผัสบอลไม่กี่ครั้ง ใช้แนวรุกที่เร็วเป็นจักรผันอย่าง เจมี่ วาร์ดี้ และปีกสองข้างที่จัดจ้าน มาร์ค อัลไบรท์ตัน กับ ริยาด มาห์เรซ 
 
ชินจิ โอกาซากิ คู่ขาของ วาร์ดี้ เปรียบเหมือนสุนัขล่าเหยื่อค่อยไล่ล่าทุกลูก...ตะปบทุกบอล...บี้ทุกช็อตในแดนหน้า เรียกว่าไม่ให้กองหลังคู่ต่อสู้ได้หายใจ
 
แดนกลางกระชับแน่นหนาด้วย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณและ แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ ที่เล่นได้ท็อปฟอร์มอย่างเหลือเชื่อ คุมเกมได้หมดจด บอลสั้นบอลยาวแม่นยำ
 
แนวรับที่โนเนมอย่างคู่ปราการหลัง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ หรือว่าสองฟูลแบ็กเกรดต่ำ แดนนี่ ซิมป์สัน กับ คริสเตียน ฟุคส์ สามารถยืนหยัดได้เหนียวแน่น
 
เป้าหมายของ รานิเอรี่ ในตอนนั้นคือเก็บให้ได้ 40 คะแนนเพื่อเอาตัวรอดไม่ตกชั้น แต่ปรากฏว่ายิ่งเล่นยิ่งเข้าล็อก ยิ่งเล่นยิ่งฮึกเหิม จากทีมหนีตายพลิกปฐพีขึ้นมาเป็นแชมป์
 
มาถึงยุคของ ร็อดเจอร์ส พลิกโฉม เลสเตอร์ กลายเป็นทีมที่เล่นเป็นระบบมีรูปแบบที่ชัดเจน การครองบอลเหนียวแน่นมากขึ้น คุณภาพของนักเตะแต่ละตำแหน่งดีเยี่ยม เรียกว่าแตกต่างจาก 3 ปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง
 
แท็กติกการเล่น...สไตล์การทำทีม...แตกต่างออกไป ความคาดหวังมีสูงมากกว่าเดิมในยุคของ ร็อดเจอร์ส แต่ผลงานในสนามออกมาน่าประทับใจ...
 
วาร์ดี้ ดาวยิงที่อยู่ในสองยุคของ รานิเอรี่ กับ ร็อดเจอร์ส ได้พูดถึงว่า "ผมคิดว่าผู้เล่นแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด"
 
"ปีที่เราคว้าแชมป์เราเล่นเกมโต้กลับเป็นหลัก...มาในซีซั่นนี้เราทำให้เห็นว่าเราสามารถครองบอลและโจมตีทุกทีมได้มีประสิทธิภาพ"
 
แม้ว่าอะไรหลายอย่างจะแตกต่างออกไปแต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือความขยันทุ่มเท ซึ่งเป็นพื้นฐานของเกมที่สำคัญ ทำให้ผลงานออกมาดีเยี่ยม
 
ร็อดเจอร์ส กล้าเปิดเกมรุก 11 เกมที่ผ่านมายิงได้ถึง 27 ลูกเสียไป 8 ประตู น้อยกว่า ลิเวอร์พูล ที่โดนไป 9 ประตู นั่นแสดงให้เห็นว่าหลังบ้านไม่ได้รั่วยามเมื่อเดินหน้าเข้าหาคู่แข่ง
 
จอห์นนี่ อีแวนส์ ได้ลูกประสบการณ์ในวัย 31 ปีเข้าคู่ปราการหลังกับ ชากลาร์ โซยุนชู แข้งตุรกีวัย 23 ปีที่อ่านเกมดีได้ลูกสดสอดประสานกันลงตัว การเสีย แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไม่ได้ส่งผลกระทบเลย
 
ในทางกลับกัน แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องจ่ายเงินถึง 80 ล้านปอนด์แลกกับ แม็กไกวร์ แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเกมรับได้นั่นเท่ากับว่า เลสเตอร์ ทำธุรกิจได้ผลกำไรมหาศาล
 
ฟูลแบ็กสองข้าง ริคาร์โด้ เปเรยร่า กับ เบน ชิลเวลล์ ก็เติมเกมรุกได้ดุดันหากจะพูดว่าเป็นรองแค่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ก็ไม่เกินเลยไปนัก
 
แดนกลางมีตัวคุมเกมที่พัฒนาฝีเท้าได้ยอดเยี่ยม วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ ที่ขึ้นชั้นเล่นชุดใหญ่เลสเตอร์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปัจจุบันอายุแค่ 22 ปีแต่ประสบการณ์โชกโชนมาก
 
สองตัวทำเกมอย่าง ยูรี่ ตีเลมันส์ กับ เจมส์ แมดดิสัน มีเซนส์ฟุตบอลที่ดีจินตนาการในเกมรุกหลากหลาย แต่ละเกมสร้างสรรค์โอกาสได้โดยตลอด รวมไปถึงการทำประตูด้วยตัวเอง
 
ตัวรุกอย่าง ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์, เดมาราย เกรย์, อโยเซ่ เปเรซ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อได้โอกาสลงสนามโชว์ฟอร์ม สามารถลงไปทดแทนหรือเปลี่ยนเกมได้ทุกเมื่อ
 
อย่างไรก็ตามแม้ว่า เลสเตอร์ ในยุค ร็อดเจอร์ส จะมีผลงานและคุณภาพทีมที่ดีกว่ายุค รานิเอรี่ แต่ถ้ามองที่คู่ต่อสู้ ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ กร้าวแกร่งมากกว่าตอนนั้นมากมาย
 
แฟนบอลจิ้งจอกสยามอาจจะไม่หวังไกลไปถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก แค่ได้ติดท็อปโฟร์ไปเล่นถ้วยใหญ่ยุโรปก็ทะลุเป้าแล้ว...แต่เหลือไว้ติ่งนึงเผื่อปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอีกครั้ง
 
 
ซัมเมอร์ฮิลล์