คอลัมนิสต์ : มิวสิค

3 เหตุผลกิเลนยังไม่ผยอง

24 ก.พ. 2563
 
 
"กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ถือเป็นหนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ของศึกไทยลีก 2020 ที่ยังตื่นไม่เต็มที่ งัวเงียขี้ตากันอยู่พอสมควร หลังเปิดฤดูกาลใหม่กันมา 2 นัดแล้วแต่ยังหาชัยชนะกันไม่เจอ
 
สาเหตุที่เราเลือกใช้คำว่า "ตื่นยังไม่เต็มตา" แทนที่จะเป็น "ยักษ์หลับ" แบบที่คุ้นเคยกันดี มันก็เป็นเพราะว่า 2 เกมที่ผ่านมา ทัพนักเตะกิเลนผยองสู้กันได้มันส์หยดตั้งแต่เริ่มเกมจนวินาทีสุดท้าย ติดแค่ยังเอาชนะใครไม่ได้ก็เท่านั้นเอง
 
แต่เพราะอะไร ทำม้าย ทำไม กิเลนผยองถึงยังเก็บแต้มในไทยลีกไม่ได้สักที จนตอนนี้จมโซนแดงไปแล้ว เรามาดูกัน
 
 
1. ขุมกำลังยังไม่เจนเวที
เรื่องนี้คงจะเป็นเหตุผลแรกๆ ที่น่านึกถึง หากดูจากเกมรุกที่มันส์หยด แต่ก็ยังมีจังหวะขาดๆ เกินๆ ให้เห็นกันอยู่หลายทีเหมือนกัน
 
ปีนี้ อเล็กซานเดร กาม่า ขนทั้งนักเตะจากทีมเยาวชนและผู้เล่นยังบลัดมาใช้งานเพียบ ทั้ง เพชรรัตน์ โชติปาละ, อติคุณ มีท้วม, ปรเมศร์ อาจวิไล, กรวิชญ์ ทะสา, สรวิทย์ พานทอง, วัฒนากรณ์ สวัสดิ์ละคร, ศฤงคาร พรมสุภะ, สกุลชัย แสงโทโพธิ์ และอีกมากมาย
 
โอเคล่ะ หลายคนที่ว่ามาก็เคยได้สัมผัสเกมมาแล้วอย่างน้อยๆ ก็หนึ่งปี แต่ถามว่าในกลุ่มนี้มีกี่คนที่ยึดตำแหน่งตัวจริงได้ หรือคนไหนที่ได้ลงสนามสม่ำเสมอบ้าง…..
 
มาถึงตรงนี้ก็หายไลน์ไม่ตอบกันไปเกือบหมดแผง เผลอๆ บางคนที่เราคุ้นชื่อกันดีก็อาจจะเป็นคนที่ยังไม่ได้ลงสนามสักนาทีเลยด้วยซ้ำไป
 
และด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับจังหวะการเล่น หรือแท็กติกบางอย่างที่หาไม่ได้ในเวทีเยาวชน หรือลีกรองลงไป มันก็ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะต่อสู้ได้แบบเต็มร้อยจริงๆ ถึงใจจะใส่กันไปไม่ยั้งแล้วก็ตาม
 
 
2. ต่างชาติหน้าใหม่ยังฟาร์มของอยู่
อันนี้ขอใช้ "ศัพท์เกมเมอร์" กันสักเล็กน้อย การฟาร์มของในเกม มันก็เหมือนกับการเก็บค่าพลัง เก็บนู่นนี่นั่นมาอัพเกรดตัวเองในเกมนั้นๆ ให้ตัวละครที่เราเลือกมาใช้งานมีสกิลความสามารถกันมากขึ้น
 
นักฟุตบอลเองก็เหมือนกัน เวลาที่เปลี่ยนทีมใหม่ เปลี่ยนลีก ย้ายประเทศกัน มันก็ต้องมีการปรับตัวกันสักหน่อย ซึ่งเรื่องนี้ต่อให้เป็นนักเตะดังก้องโลกมาจากไหน ก็ต้องขอเวลาปรับตัวกันทั้งนั้น เพราะแต่ละลีก แต่ละทีมมันก็มีข้อแตกต่างกันออกไป
 
ในส่วนของผู้เล่นหน้าเก่าอย่าง ดัง วานลัม ใจเราก็อยากจะกดข้าม เพราะอยู่กับทีมมาก็นานแล้ว แต่ด้วยความที่ทีมมีการปรับตัวผู้เล่นใหม่ค่อนข้างจะเยอะ คงจะให้ข้ามไปเลยก็คงจะไม่ได้
 
ปีนี้ ดัง วาน ลัม ที่อยู่กับทีมมาค่อนข้างนาน แต่ซีซั่นนี้ต้องมาเจอเพื่อนใหม่เกือบหมด (ยกเว้นศฤงคาร, สุพร ปีนะกาโตโพธิ์, พัชรพล อินทนี และอดิศร พรมรักษ์ ที่เจ็บ) ก็ทำเอาเป๋ไปเหมือนกัน ถึงจะพอรู้จังหวะกันมาจากการซ้อม, เกมอุ่นเครื่อง, เกมปรีซีซั่นต่างๆ แต่ก็นั่นล่ะ ถึงจะพอรู้จักกันมาบ้างแล้ว แต่พ่อหนุ่มมือกาวอิมพอร์ตจากเวียดนามก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การเล่นของกองหลังเซ็ตใหม่นี้เหมือนกัน
 
รายต่อมาที่อาการน่าห่วงคือ วิลเลี่ยน พ็อพพ์ กองหน้าเลือดแซมบ้า ที่เพิ่้งจะย้ายมาปีนี้เป็นปีแรก หลายๆ คนก็คาดหวังว่าจะสามารถทำผลงานได้ทัดเทียมกับ "ตี้เดอะแบก" เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ที่ย้ายไปอยู่กับการท่าเรือ เอฟซี
 
แต่ปรากฏว่า เกมนัดเปิดฤดูกาลผ่านไป เกมสัปดาห์ที่สองก็ผ่านไปแล้ว ยังไม่เห็น วิลเลี่ยน พ็อพพ์ ลงสนามสักนาที เพราะเดี้ยงมาจากปรีซีซั่น แฟนๆ ก็ได้แต่หวังว่าหนุ่มคนนี้จะหายไวๆ และมาช่วยทีมยิงประตูแบบถล่มทลายได้สักที
 
รายสุดท้าย มีซาเยฟ ซาร์ดอร์ มิดฟิลด์สัญชาติอุซเบกิสถาน ที่มาเทคโอเวอร์เสื้อหมายเลข 10 ต่อจากเจ้าชายกิเลนอย่าง "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา ที่ย้ายไปโลดแล่นอยู่ประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่าใส่เสื้อเบอร์นี้ แฟนบอลย่อมคาดหวังว่าเขาจะมาช่วยปั้นเกมได้โหดจัดๆ อย่างที่เจ้าของหมายเลขคนเก่าเคยทำเอาไว้ได้ (แม้จะคนละตำแหน่ง)
 
รายนี้ถือว่าปรับตัวได้เร็วมากๆ จาก 2 เกมที่ผ่านมาเขาก็ไม่ทำให้ใครผิดหวัง แถมนัดล่าสุด เจ้าตัวก็ยังยิงได้อีกด้วย (แต่โดนวีเออาร์ริบคืน) ถือว่าปรับตัวได้ไวไม่น้อยสำหรับมิดฟิลด์อุซเบกรายนี้ คาดว่าเกมหน้า ก็ฟอร์มก็น่าจะเข้าที่เข้าทาง และพร้อมช่วยทีมไล่ล่า 3 แต้มเต็มสูบแล้ว
 
 
3. วีเออาร์พาโป๊ะแตก
การนำวีเออาร์มาใช้ในศึกไทยลีกเนี่ย โอเคล่ะ มันดีสำหรับการพัฒนาลีก พัฒนาความสามารถของผู้ตัดสินให้ขึ้นไปทัดเทียมในระดับนานาชาติได้
 
แต่มันคงไม่ใช่สำหรับนักเตะหลายๆ คนที่ยังไม่ชินกับการมีวีเออาร์สักเท่าไหร่ แน่ล่ะ เมื่อก่อนกรรมการมีกันอยู่แค่ 4 คน 8 ตา ไม่นับกล้องถ่ายทอดสดกับแฟนบอล จะเล่นยังไง มีลูกเล่นแบบไหน ก็ยังจะพอเอาตัวรอดกันได้
 
แต่พอมีวีเออาร์ปั๊บ จากกรรมการ 4 คน กลายเป็น 6 คน พร้อมกับเลนส์กล้องนับสิบตัว ที่ภาพทั้งหมดถูกเชื่อมต่อไปยังห้องวีเออาร์ และมันกลายเป็นตาพิเศษนับสิบ ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิ์ภาพให้การทำงานของผู้ตัดสินเฉียบคมกว่าเดิม
 
งานนี้ ไอ้อาการพลาดนิดพลาดหน่อย ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับจารย์ มันใช้ไม่ได้อีกต่อไป โดนจับฟาวล์ แจกฟรีคิก แจกจุดโทษ แจกใบเหลือง แจกใบแดงกันให้ว่อนไปหมด ซึ่งเรื่องนี้โดนโดยทั่วกันทุกทีมทุกสนาม
 
และทั้งสองเกม กิเลนผยองก็โดนตาสับปะรดของเล่นชิ้นใหม่ของคุณกรรมการจับผิดไปหลายที (แต่ก็มีหลายหนที่ได้ประโยชน์ร่วมด้วย) แถมนัดล่าสุดยังโดนริบประตูเพราะวีเออาร์ดันจับได้มีคนแอบเนียนทำแฮนด์บอลอีก บอกเลยว่า เจ็บนี้อีกนาน…..
 
สุดท้ายนี้… ขออธิบายเรื่องกฎการแบนส่งท้าย เพราะเกมวันอาทิตย์ น่าจะมีหลายคนงงกันอยู่ ว่าเอ... สารัช อยู่เย็น โดนใบแดงมาไม่ใช่หรือไง ทำไมยังได้ลงสนามอีกล่ะ ทางเราก็ขออธิบายง่ายๆ แล้วกัน ว่านักเตะที่โดนใบเหลือง 2 ใบกลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามนั้น จะ "ไม่ถูกแบนในเกมนัดต่อไป" ทันที แต่ใบเหลืองทั้ง 2 ใบที่ได้รับมานั้นจะโดนสะสมเอาไว้ก่อน เมื่อครบ 4 ใบจึงจะค่อยโดนแบน 1 นัด
 
ในกรณีของ สารัช ก็จะเท่ากับว่า ตอนนี้เจ้าตัวมีใบเหลืองติดตัวอยู่ทั้งหมด 3 ใบแล้ว จากเกมพบ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 2 ใบ และเกมพบทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 1 ใบ
 
ดังนั้น หากเกมนัดต่อไป ที่จะพบกับ ระยอง เอฟซี เจ้าตังค์รับใบเหลืองมาเพิ่มอีก ก็จะกลายเป็นว่าพ่อหนุ่มเชือกวิเศษสะสมใบเหลืองครบ 4 ใบ และจะโดนแบนในเกมเปิดบ้านพบ ชลบุรี เอฟซี นั่นเอง แต่ถ้าไม่ ก็เล่นได้ต่อ
 
แล้วเคสของ อิรฟาน ฟานดี้ ของบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ล่ะ
 
เคสนี้ เจ้าตัวโดนใบแดงโดยตรง จากจังหวะย่ำเข้าไปเต็มหลังของเจ้าฟาร์ม สหรัฐ กันยะโรจน์ ในเกมนัดแรก ทำให้เกมพบ พีที ประจวบ เอฟซี นั้นไม่ได้ลงสนามนั่นเอง
 
หลังจากเช็คกับเว็บไซต์ของไทยลีกแล้ว คุณกรรมการน่าจะเขียนในใบรายงานหลังจบเกมว่าน้องไม่ได้ตั้งใจ แต่มันฟาวล์รุนแรงไปหน่อย เลยต้องให้ใบแดง ทำให้น้องโดนแบนแค่ 1 นัดเท่านั้น (ตัวคาดโทษแบนน้องหายไปแล้ว) แต่หากวันนั้น กรรมการเห็นว่าน้องตั้งใจที่ย่ำหลังของเจ้าฟาร์มล่ะก็ น้องอาจจะต้องโดนแบนอย่างน้อย 2 เกม หรือมากกว่านั้น หากในการประชุมพิจารณาวินัย และมารยาทสั่งลงดาบเพิ่มเติมนั่นเอง
 
เคลียร์ใจกันไปแล้ว 2 ข้อ สัปดาห์หน้าจะมีเรื่องอะไรมาให้เคลียร์กันอีกก็ต้องติดตามกันในตอนต่อไป...
 
 
มิวสิค 47