คอลัมนิสต์ : ไกด์เถื่อน

NEW NORMAL

4 พ.ค. 2563
 
 
เอาเข้าจริง สถานการณ์ของโควิด-19 ก็ยังไม่พ้นจากการติดตัวแดงและการถูกแปะป้าย "ภาวะวิกฤต" ซึ่งมนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากันต่อไป
 
อัพเดตล่าสุดบ่ายวันนี้ ผู้ป่วยสะสมทั้งโลก 3.5 ล้าน / ผู้ป่วยปัจจุบัน 2.1 ล้าน / รักษาหาย 1.1 ล้าน / เสียชีวิต 2.5 แสน และข่าวที่รอคอยอย่างการ "พบวัคซีนรักษา" แบบที่ฉีดปุ๊บหายปั๊บก็ยังไม่ปรากฏ
 
หนักสุดคือ สหรัฐอเมริกา (1.2 ล้าน) ส่วนถัดลงมา ต้องจี้ไปที่ "ยุโรป" ว่าน่าปาดเหงื่อกว่าหนแห่งแหล่งอื่น
 
สเปน, อิตาลี, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, รัสเซีย, ฝรั่งเศส, ตุรกี พวกนี้ล้วนแต่ติดท็อป 10 โลก และไม่มีที่ไหนต่ำกว่า 1 แสนราย ในแง่ของผู้ป่วยสะสม 
 
ใช่เลยว่า "บิ๊ก 5 ลีกยุโรป" ล้วนแต่มีชื่อติดอยู่ในกลุ่มประเทศข้างต้น
 
ฉะนั้นจนถึงป่านนี้ มันจึงยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ว่าทั้ง พรีเมียร์ลีก / ลา ลีกา / กัลโช่ เซเรีย อา / บุนเดสลีกา จะเอาอย่างไรกับชีวิตกันแน่ ในขณะที่ ลีก เอิง เปิดหัวตัดจบไปก่อนเพื่อนเรียบร้อย 
 
ไม่ต้องสงสัย ทั้ง 4 ลีกหัวแถว ยังพยายามจะ "ยื้อ" ให้ถึงที่สุดเพื่อจะไปต่อให้ได้สำหรับ 2019/20 เมื่อมูลค่าความเสียหายของการต้องตัดจบ บอกได้คำเดียวว่า "อ่วม"
 
ฝรั่งเศส กับ เนเธอร์แลนด์ส ยกธงขาวยอมแพ้ไปแล้ว แต่ก็ใช่ว่าทุกชาติยุโรปจะต้องเดินตามรอย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยภายในประเทศตัวเอง ก็มี 2 ชาติแล้วที่เปิด "ไฟเขียว" ให้ฟุตบอลตัวเองกลับมากลิ้งได้ต่อ
 
เอ็คสตราคลาซ่า โปแลนด์
ซูเปอร์ลีกา เดนมาร์ก
 
เอ็คสตราคลาซ่า 2019/20 ผ่านไปแล้ว 26 นัด ลีเกีย วอร์ซอว์ นำจ่าฝูงด้วยแต้มทิ้งห่าง 8 คะแนน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแชมป์แน่ๆ เมื่อหลังจากผ่าน Regular season 30 นัดแล้ว ก็จะมาตัดสินแชมป์กันอีกทีในรอบ Championship round
 
ลีกโปแลนด์ (และฟุตบอลถ้วย) ล็อควันจะกลับมาสาดแข้งกันต่อ 27 พ.ค. เป็นต้นไป 
 
มาได้ไม่มีเสียงคัดค้าน ด้วยเพราะโควิด-19 ในโปแลนด์ ค่อนข้างเบาบาง (เมื่อเทียบกับเพื่อนอียู) สะสม 13,693 / ผู้ป่วยปัจจุบัน 9,070 / รักษาหาย 3,945 / เสียชีวิต 678 
 
ไม่ต่างกัน ที่เดนมาร์ก สะสม 9,721 / ผู้ป่วยปัจจุบัน 2,250 / รักษาหาย (เยอะเลย) 6,987 / เสียชีวิต 484 จนนอกจากกิจกรรมกีฬาแล้ว วิถีชีวิตปกติก็กำลังค่อยๆ กลับมาเหมือนกันสำหรับคนในแดนโคนม
 
ซูเปอร์ลีกา 2019/20 : ทีมส่วนใหญ่เตะผ่าน 24 นัด ทำให้เหลืออีกเพียง 2 นัดเท่านั้นใน Regular season (มิดทิลลันด์ นำจ่าฝูงทิ้ง โคเปนเฮเก้น 12 แต้ม) หลังจากนั้นจะไปสู่รอบชิงแชมป์ Championship round และรอบหนีตกชั้น Relegation round ที่จะเตะกันต่อจนถึงนัดที่ 36 
 
ลีกเดนมาร์ก ตั้งเป้าจะคัมแบ็กเตะต่อ 29 พ.ค.
 
หนึ่งในคำที่น่าสนใจมาจาก ซบิ๊กนิว โบเนี้ยค ตำนานแข้งผู้ซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งประธานสหพันธ์ฟุตบอลโปแลนด์  
 
"การเรียนรู้ที่จะอยู่กับไวรัสให้ได้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราต้องรอให้มันหายสนิทเรียบร้อยแล้วจริงๆ เราอาจต้องรอกันยาวๆ 2 ปี"
 
ไม่มีอะไรต้องเถียง เพราะก็คงเป็นตามที่คุณลุงโบเนี้ยค (64) บอก เมื่อตอนนี้ โลกยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาโควิด ก็ต้องอยู่กันแบบ "ประคับประคอง" กันไป แค่ต้องระแวดระวังให้ดี มาตรการสุขภาพต้องมี อะไรเลี่ยงได้เลี่ยง อะไรจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ
 
แน่นอน ไม่ว่า พรีเมียร์ลีก, เซเรีย อา, ลา ลีกา หรือลีกไหน ที่จะกลับมาสอยกันต่อ ก็ล้วนแต่ต้องปรับตัวปรับใจ
 
และต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ "NEW NORMAL" ขึ้นมากำกับ
 
โปแลนด์ / เดนมาร์ก มาตรการเบื้องต้นที่วางไว้ คือจะเตะต่อแบบปิดสนาม ไร้คนดู รวมถึงจะมีการตรวจประเมินสุขภาพของทั้งนักเตะ, โค้ช และบุคลากรเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งก่อนเริ่มเตะนัดแรก และระหว่างทางไปตลอดจนกว่าจะจบสิ้น
 
จำกัดวงแคบลงมายัง พรีเมียร์ลีก อย่างที่ทราบกันว่าเตะต่อให้จบ "Project Restart" คือเป้าหมายแรกสุด และที่มีความเป็นไปได้คือกลับมาเตะกลางเดือนหน้า ช่วงราวๆ 12 มิ.ย. ส่วนเดือนนี้ให้ทยอยกันเข้ารวมทีมซ้อม - อาร์เซน่อล กับ สเปอร์ส เริ่มไปบ้างแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด กะจะให้มากลางเดือน
 
ซึ่งเท่าที่รวบรวมและปรากฏกระแสข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เหล่านี้ อาจจะเป็น new normal ของฟุตบอลเมืองผู้ดี -- ที่ก็จะสัมพันธ์กับชาวเราในฐานะแฟนบอล โดยตรง
 
เตะปิดสนาม ไร้แฟนบอลในทุกเกมที่เหลืออยู่ตลอดซีซั่นนี้ ส่วนซีซั่นหน้าค่อยมาประเมินกันใหม่ว่าจะมีแฟนเข้าชมหรือไม่ ซึ่งก็ยึดโยงกับคำสั่งล็อคดาวน์ของภาครัฐโดยตรง
 
• เดอะ ไทมส์ : บางสนามอาจมีการเปิด FAKE NOISE เสียงกองเชียร์ปลอมๆ สร้างบรรยากาศระหว่างเกม
 
• อาจมีการติดตั้ง "Sanitising Tunnels" อุโมงค์ฆ่าเชื้อใน 12 วินาที ในประตูเข้าออกของแฟนบอล เมื่อถึงเวลาที่เปิดให้เข้าสนามได้ (ซึ่งอาจเป็นซีซั่นหน้า)
 
เตะสนามกลาง : เพื่อการควบคุมดูแลการแข่งขันที่ง่ายขึ้นของพรีเมียร์ลีก และต้องเป็นสนามที่ตั้งอยู่ในพิกัด "นอกเมือง" เลี่ยงความแออัดชุมนุมชน ข้อนี้ว่ากันว่ามี 10 สนามที่เข้าข่ายอาจถูกใช้ เช่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด, เอติฮัด สเตเดี้ยม, คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม, เซนต์ แมรี่ส์, ดิ เอเม็กซ์
 
พักโรงแรม : นักเตะและสตาฟฟ์ที่เกี่ยวข้องกับแมตช์เดย์ อาจต้องมาเข้าพักในโรงแรมร่วมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทาง อันมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ
 
• สโมสรสามารถเลือกได้ สำหรับนักเตะที่กำลังจะหมดสัญญาสิ้นเดือน มิ.ย. ว่าจะขยายสัญญาระยะสั้น หรือปล่อยแยกย้าย
 
• นักเตะและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง น่าจะต้องเข้ารับการตรวจเชื้อ "ครบทุกราย" ก่อนที่จะเริ่มต้นแข่งต่อเดือนหน้า ซึ่ง เดอะ ซัน บอกว่าพรีเมียร์ลีกอาจต้องเตรียมงบส่วนนึ้ถึง 4 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อชุดทดสอบ 40,000 ชิ้น
 
• พรีเมียร์ลีกอาจกลายเป็น "ทัวร์นาเมนต์ 7 สัปดาห์" ปูพรมเตะเพื่อยุติซีซั่นลงด้วยเวลาสั้นที่สุด (ไม่ให้กระทบกรอบเวลาของซีซั่นหน้า) ทุกทีม--ย้ำว่าทุกทีม อาจต้องเจอโปรแกรมแบบ เสาร์-พุธ-เสาร์-พุธ-เสาร์ ไปต่อเนื่องจนหมดโปรแกรม ซึ่งก็มีข้อติดค้างเหมือนกันว่า เอฟเอ คัพ อาจไม่ได้ไปต่อ เมื่อ (อาจจะ) ไม่มีคิวให้แทรกลงแล้วจริงๆ ทั้งรอบ 8 ทีม / ตัดเชือก / นัดชิง
 
• เพิ่มโควตาตัวสำรอง ให้สามารถเปลี่ยนได้ 5 คน
 
• นักเตะและบุคลากรของทุกทีม ต้องสวมใส่แมสค์ "ตลอดเวลา" ยกเว้นเมื่อลงสนาม
 
• รถบัสของแต่ละทีม (ที่ใช้ขนนักเตะมาสนาม) จะต้องผ่านการตรวจฆ่าเชื้ออย่างละเอียดก่อนและหลังการใช้งาน
 
• สร้างระยะห่าง social distancing ระหว่าง 2 ฝั่งคู่แข่งขันให้มากที่สุด อาจไม่มีการตั้งแถวจับมือก่อนเกม หรือห้ามการแลกเสื้อเมื่อจบแมตช์
 
social distancing อาจรวมถึงภายในทีมนั้นๆ เองด้วย เช่นการประชุมทีมในห้องแต่งตัว จะจำกัดคนให้น้อยที่สุด ลดเหลือผู้เกี่ยวข้องจริงๆ เท่านั้น หรือห้ามนั่งข้างกัน ต้องเว้นระยะ 1 เก้าอี้ ทั้งในห้องแต่งตัวและม้านั่งข้างสนาม
 
• จำกัดการใช้งานห้องอาบน้ำ นักเตะสามารถเข้าใช้ได้แบบกลุ่มย่อยๆ ครั้งละ 4-5 คน หรือ "ขอความร่วมมือ" ให้ไปชำระร่างกายที่บ้านตัวเอง (หลังซ้อม/หลังแมตช์)
 
• ระงับการใช้มัสค็อตเด็กๆ ตั้งแถวพานักเตะลงสนาม
 
• นักเตะต้องนำอาหารว่างติดตัวมาเอง (ในแมตช์เดย์) และห้ามแบ่งเพื่อน ขณะที่ "ขวดน้ำ" ก็จะเป็นส่วนตัว ระบุชื่อเจ้าของชัดเจน ไม่มีเซ็ตขวดกลางใครใคร่ดื่ม เหมือนที่ผ่านมา
 
ลูกฟุตบอลที่ใช้ จะมีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อ ทั้งก่อนเกม / พักครึ่ง / หลังจบเกม 
 
เด็กเก็บบอล ต้องสวมแมสค์และถุงมือ ตลอดเวลา
 
• อาจระงับการใช้งานเทคโนโลยีวิดีโอภาพช่วยตัดสิน "วีเออาร์" เพื่อความปลอดภัยของทีมงานมอนิเตอร์ 3 คนจากห้องเล็กๆ ที่สต็อคลี่ย์ พาร์ค แต่อีกทางคืออาจ "เปลี่ยนแนว" ไปใช้วีเออาร์ในสนาม หรือสั่งการมอนิเตอร์จากรถแวน
 
• อาจมีการให้สัมภาษณ์ของนักเตะและกุนซือ เพิ่มขึ้นมาในระหว่าง "พักครึ่ง" รวมถึงตั้งกล้องในห้องแต่งตัว เพื่อเพิ่มมิติใหม่ในการถ่ายทอดสด
 
นอกจากนั้นก็อาจยังรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ระหว่างเกม การสัมผัส เข้าปะทะ แนวทางการเล่นลูกตั้งเตะ-ฟรีคิก-เตะมุม ว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่อย่างไร
 
ทั้งหมดทั้งมวลคือ new normal ที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดหรืออาจเกิดแค่บางข้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตากันต่อ
 
หรือดีไม่ดี ก็อาจเกิดข่าวแบบ "โครมคราม" กับไอเดียแพลนบี โยกไปเตะกันต่างแดน (ล่าสุดคือออสเตรเลีย) ที่เราก็ยังไม่อาจฟันธงลงไปได้หรอกว่า "ไร้สาระ" หรือจะไม่เกิดขึ้นแน่ๆ เมื่อพิจารณาจากตัวเลขโควิด-19 ในอังกฤษ ที่ยังคงน่าห่วงอย่างที่ว่าไว้ข้างต้น
 
น่าจับตาแรกสุดคือการประชุมศุกร์นี้ 8 พ.ค. ต่อ Project Restart ว่าจะเป็นไปอย่างไรแบบไหน ซึ่งเอาเข้าจริงก็ยังแน่ใจอะไรนักไม่ได้หรอก เพราะแม้ โปแลนด์/เดนมาร์ก จะกลับมา แต่กับ พรีเมียร์ลีก อย่างไรเสียก็ยังคงเป็น "เรื่องของอังกฤษ" ที่จะต้องตัดสินใจกันเป็นการภายใน
 
จะนิวนอร์มอล จะรีสตงรีสตาร์ท อะไรแบบไหนยังไง ศุกร์นี้ น่าจะพอเห็นคำตอบ
 
 
ไกด์เถื่อน