คอลัมนิสต์ : ธี อุทิศ

แชมป์โอลิมปิก 1988 เกียรติยศสุดท้ายของโซเวียต

9 ก.ย. 2562
 
กติกาแบบนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา
 
เบื้องหลังความสำเร็จของชาติจากยุโรปตะวันออกในฟุตบอลโอลิมปิก ไม่ได้มาแบบโชคช่วย เหรียญทองทั้งหมดได้มาเพราะกติกายืนอยู่ข้างพวกเขา
 
หลังจากฟุตบอลโลกลืมตาดูโลกก็กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับโอลิมปิก
 
สถานะ 'นักเตะอาชีพ' ส่งผลมหาศาลต่ออดีตมหาอำนาจลูกหนังโอลิมปิกอย่าง อุรุกวัย และ อาร์เจนติน่า
 
อุรุกวัย เจ้าของเหรียญทองฟุตบอลโอลิมปิก 1924 และ 1928
 
ขณะที่ อาร์เจนติน่า ได้เหรียญเงินโอลิมปิก 1928 และทั้งสองทีมเป็นคู่ชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1930
 
ทั้งสองทีมประสบชะตากรรมเดียวกันในโอลิมปิก กติกาเขียนขึ้นมาเพื่อตัดสิทธิ์นักเตะอาชีพ
 
หลังจากได้เหรียญทองสองสมัย อุรุกวัย หายหน้าไปจากโอลิมปิกนานถึง 84 ปี ต้องรอจนถึง ลอนดอน เกมส์ 2012 ถึงได้กลับมาเล่นโอลิมปิกอีกครั้ง
 
อาร์เจนติน่า เหรียญเงินโอลิมปิก 2 สมัย (1928 และ 1996) พวกเขาเป็นชาติที่ผลิตนักเตะดาวรุ่งมากมาย สุดท้ายก็ไปไม่ถึงเหรียญทอง เพราะติดกับดักกฎห้ามนักเตะอาชีพลงแข่ง แล้วจะไปเหลืออะไร นักเตะฝีเท้าดีๆ อายุ 18 ก็เซ็นสัญญาเล่นอาชีพกันหมดแล้ว
 
ทีมฟ้าขาวต้องรอจนถึงปี 2004 ถึงได้เหรียญทองครั้งแรกจากนักเตะรุ่น ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ และ คาร์ลอส เตเวซ อีก 4 ปีต่อมาได้เหรียญทองที่ ปักกิ่ง เกมส์ จากรุ่นของ ลิโอเนล เมสซี่, เซร์คิโอ อเกวโร่ และ อังเคล ดิ มาเรีย
 
บราซิล เจ้าของแชมป์โลก 5 สมัย เคยได้เหรียญเงิน 3 สมัย (1984, 1988 และ 2012) เพิ่งได้เหรียญทองครั้งแรกตอนที่เป็นเจ้าภาพ ปี 2016
 
แชมป์โลก 4 สมัย อิตาลี เคยได้เหรียญทองโอลิมปิกหนเดียวเมื่อปี 1936 ช่วงที่เผด็จการฟาสซิสต์ เบนิโต้ มุสโสลินี่ ปกครอง ใช้วิธีปลูกฝังความรักชาติแบบล้นเกิน และเทิดทูนผู้นำผ่านทางฟุตบอล ยุคนี้ฟุตบอลถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทุกมุมมอง แชมป์โลก 2 สมัยแรกของอิตาลีได้มาในปี 1934 และ 1938
 
ผลงานดีที่สุดของ เยอรมนีตะวันตก ในโอลิมปิก ได้แค่เหรียญทองแดงที่โซลเมื่อปี 1988 หลังจากรวมชาติ เยอรมนี เพิ่งเคยผ่านเข้าแข่งโอลิมปิกแค่ครั้งเดียว เมื่อปี 2016 คราวนี้ผลงานดีขึ้นกว่าเดิมได้เหรียญเงิน
 
แชมป์โลก ฝรั่งเศส ได้เหรียญทองโอลิมปิกครั้งเดียวเมื่อปี 1984 หลังจากปี 1996 ไม่เคยผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย
 
เขตปลอด 'นักเตะอาชีพ' ทำให้ประโยชน์ไปตกอยู่กับ Eastern Bloc (ความหมายเดียวกับ Socialist Bloc, Soviet Bloc) ชาติยุโรปตะวันออกที่ปกครองด้วยระบอบคอมิวนิสต์ และอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต
 
สโมสรฟุตบอลชาติยุโรปตะวันออก ส่วนใหญ่สังกัดกองทัพ, ตำรวจ, การรถไฟ ฯลฯ ตอนนั้นการย้ายทีมของนักเตะยุโรปตะวันออกไปเล่นอาชีพฝั่งตะวันตกเกิดขึ้นได้ยาก นานๆ จะได้รับอนุญาตสักคน
 
นักเตะหลายคนพอแขวนสตั๊ดกลายเป็นลูกจ้างของรัฐ ทำให้สถานะลีกฟุตบอลของพวกเขาเป็นแค่สมัครเล่น นั่นก็หมายความว่าจัดเต็มได้ใน โอลิมปิก เกมส์ เว้นแค่นักเตะที่เคยผ่านฟุตบอลโลก
 
ระหว่างปี 1948-1980 ชาติจากยุโรปตะวันออกประสบความสำเร็จอย่างสูงในฟุตบอลโอลิมปิก คว้าได้ถึง 23 จาก 28 เหรียญ ที่เหลือแบ่งให้ สวีเดน (เหรียญทอง 1948, เหรียญทองแดง 1952), เดนมาร์ก (เหรียญทองแดง 1948, เหรียญเงิน 1960) และ ญี่ปุ่น (เหรียญทองแดง 1968)
 
โอลิมปิก 1980 ที่มอสโกเป็นเจ้าภาพ ชาติจากตะวันตกนำโดย สหรัฐอเมริกา รวมกับ จีน บอยคอตต์จากความขัดแย้งเรื่องโซเวียตบุกอัฟกานิสถาน และเชิญไต้หวันเข้าแข่งโอลิมปิก อีก 4 ปีต่อมาที่ลอสแอนเจลิส เกมส์ ชาติจากยุโรปตะวันออกบอยคอตต์คืน
 
ลอสแอนเจลิส เกมส์ ปี 1984 คณะกรรมการโอลิมปิกสากลเปลี่ยนกฎการส่งทีมฟุตบอลเข้าแข่ง อนุญาตให้นักเตะอาชีพลงเล่นได้ แต่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติไม่ต้องการให้โอลิมปิกเป็นคู่แข่งของฟุตบอลโลก ข้อตกลงจึงมาออกมาแบบนี้
 
สามารถส่งชุดแข็งแกร่งสุดลงสนามได้ เคยผ่านบอลโลกมาแล้วไม่ใช่ปัญหา แต่ยกเว้นตัวแทนจากยุโรปและอเมริกาใต้ห้ามตัวที่เคยเล่นบอลโลกไม่ว่าจะเป็นรอบคัดเลือกหรือรอบสุดท้ายลงเล่นเด็ดขาด
 
เกมแรกที่ เดนมาร์ก ชุดโอลิมปิกลงเล่นหลังจากคว้าแชมป์คิงส์ คัพ ครั้งที่ 19 ปี 1988 ที่เมืองไทย คือการไปเยือน เยอรมนีตะวันตก เกมจบลงด้วยการเสมอ 1-1 เมื่อแข่งครบตามโปรแกรม เยอรมนีตะวันตก คว้าแชมป์กลุ่ม มี 12 คะแนน เฉือนเดนมาร์กแค่คะแนนเดียว
 
เดนมาร์กน่าจะเป็นแชมป์กลุ่ม แต่ถูกฟีฟ่าสั่งปรับผลให้เกมที่ชนะโปแลนด์ 2-0 กลายเป็นเดนมาร์กแพ้ 0-2 แทน
 
เนื่องจากทำผิดกฎส่ง เพอร์ ฟริมันน์ ลงสนาม นักเตะรายนี้เคยผ่านการเล่นฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ปี 1986 ให้กับทีมชาติเดนมาร์กชุดใหญ่มาก่อน เทียบกับกรณีของ วัลโด้ กองกลางทีมชาติบราซิลมีชื่อติดทีมไปฟุตบอลโลก 1986 รอบสุดท้าย แต่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นาทีเดียวทั้งในรอบสุดท้ายและรอบคัดเลือก ทำให้มีสิทธิ์เล่นให้บราซิลในโอลิมปิก เกมส์ ปี 1988
 
ปี 1992 ฟุตบอลโอลิมปิกเปลี่ยนกฎอีกครั้ง เคยผ่านฟุตบอลโลกหรือยูโรไม่ใช่ปัญหา ทุกชาติส่งทีมแข็งแกร่งที่สุดเข้าแข่งขันได้ แต่มีข้อแม้อายุอย่าเกิน 23 ปี ยกตัวอย่าง สวีเดน ในบาร์เซโลน่า เกมส์ มีดาวรุ่ง โทมัส โบรลิน ที่ดังมาจากบอลโลก 90 และยูโร 92 นำทัพ
 
ปี 1996 กฏอายุ 23 ปียังอยู่ เพิ่มเติมคืออนุญาตให้ทุกทีมส่งนักเตะอายุเกิน 23 ปีได้ทีมละ 3 คน
 
กฎลูกหนังโอลิมปิกต้องปรับให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ตามกระแสฟุตบอลที่บูมไปทั้งโลก เพราะหมายถึงรายได้ที่เจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ จะได้ถอนทุนคืน
 
ยูโร 1988 กับ ฟุตบอลโอลิมปิก 1988 เหมือนกันตรงที่ 3 จาก 4 ทีม เยอรมนีตะวันตก, อิตาลี และ สหภาพโซเวียต ผ่านเข้ามาเล่นรอบรองชนะเลิศ
 
ทศวรรษ 1980 หลังม่านเหล็กของโซเวียตไม่แข็งแกร่ง กำลังอยู่ในช่วงง่อนแง่น เปิดศึกทุกด้าน
 
สงครามในอัฟกานิสถานถูกเปรียบเป็นสงครามเวียดนามที่โซเวียตติดหล่ม กลับไม่ได้ไปไม่ถึง เป็นสงครามตัวแทนที่โซเวียตต้องรบกับทั้งตะวันตกและอาหรับ
 
ต้องเข้าใจนะครับว่าโซเวียตไม่รวยเหมือนอเมริกา โซเวียตไม่มีแฮมเบอร์เกอร์, น้ำอัดลม, หนังซูเปอร์ฮีโร่ ขายไปได้ทั่วโลก
 
ลำพังแค่ค่าใช้จ่ายทำสงครามอัฟกานิสถาน ทำประเทศถังแตก ยังต้องมาแบกส่งความช่วยเหลือให้ชาติยากจนในยุโรปตะวันออก รวมถึงพันธมิตรนอกทวีปทั้ง คิวบา และ เวียดนาม
 
กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออกเริ่มจากที่ โปแลนด์ รัฐทางบอลติกต้องการเอกราชแยกตัวจากโซเวียต มาจบที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่เชอร์โนบิล ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็รับมือเรื่องเหล่านี้พร้อมกันไม่ไหว
 
การเมืองแย่ แต่ฟุตบอลโซเวียตดีอย่างไม่น่าเชื่อ
 
ยูโร 1988 เอาชนะได้ทั้ง ฮอลแลนด์ และ อังกฤษ ในรอบแรก สอนบอล อิตาลี ในรอบรองชนะเลิศ แต่เมื่อกลับมาเจอ ฮอลแลนด์ อีกครั้งในรอบชิงชนะเลิศ แพ้ความร้อนแรงของ มาร์โก แวน บาสเท่น
 
โซเวียตได้รองแชมป์ แต่ประสบความสำเร็จเกินคาด ทั้งที่ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ไม่มีใครองว่าพวกเขาจะผ่านรอบแรกได้ด้วยซ้ำ
 
อีก 3 เดือนต่อมาในโอลิมปิก 1988 สหภาพโซเวียตปรับทีมตามกฎ พวกที่เคยผ่านฟุตบอลโลก 1986 ส่วนใหญ่มาจาก ดินาโม เคียฟ หมดสิทธิ์ช่วยทีม
 
หนึ่งเดียวจากดินาโม เคียฟ ที่ติดทีมไปแข่งที่โซลคือ อเล็กเซ มิไคลิเชนโก้ ดาวดังของทีมจากยูโร 1988
 
โค้ชโซเวียตชุดนั้นคือ อนาโตลี บิโชเว็ตส์ เป็นชาวยูเครน หลังแขวนสตั๊ดฝึกปรือวิชาการโค้ชสายตรงจากปรมาจารย์ วาเลรี่ โลบานอฟสกี้ ที่โรงเรียนลูกหนังดินาโม เคียฟ
 
เริ่มอาชีพคุมทีมครั้งกับโซเวียตชุดเยาวชนปี 1982-1985 ต่อด้วยชุดโอลิมปิก 1986-1988
 
ชุดแชมป์โอลิมปิก 1988 คือเด็กที่บิโชเว็ตส์คุมต่อเนื่องมา 6 ปี
 
11 จาก 20 นักเตะชุดนี้ค้าแข้งอยู่กับสโมสรในมอสโก ดาวรุ่งในทีมชุดนี้มี ดิมิทรี คาห์ริน (ตอร์ปิโด มอสโก, 20 ปี), อีกอร์ โดโบรโวลสกี้ (ดินาโม มอสโก, 21 ปี)
 
เส้นทางสู่เหรียญทองของโซเวียต
 
นัดเปิดสนามเสมอเจ้าภาพ เกาหลีใต้ 0-0, ชนะ อาร์เจนติน่า 2-1, ถล่ม สหรัฐอเมริกา 4-2
 
รอบ 8 ทีมต้อน ออสเตรเลีย 3-0, รอบรองชนะเลิศเฉือน อิตาลี 3-2 ช่วงต่อเวลาพิเศษ
 
คู่ชิงชนะเลิศของโซเวียตคือบราซิล เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก 1984
 
โค้ชชุดนี้คือ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ซิลวา (เสียชีวิต 2017) สตาร์ล้นทีม เคลาดิโอ ทัฟฟาเรล, ริคาร์โด้ โกเมส, จอร์จินโญ่, มาซินโญ่, เบเบโต้ และ โรมาริโอ
 
ทัพแซมบ้าเก็บชัยชนะรวดรอบแรก ไนจีเรีย 4-0, ออสเตรเลีย 3-0, ยูโกสลาเวีย 2-1
 
รอบ 8 ทีมชนะอริลูกหนังตลอดกาล อาร์เจนติน่า 1-0 รอบรองชนะเลิศ โรมาริโอ ทำประตูตีเสมอเยอรมนีตะวันตกช่วงท้ายเกม ต้องตัดสินด้วยจุดโทษ บราซิลแม่นกว่าชนะ 3-2
 
รอบชิงชนะเลิศกำหนดไว้วันที่ 1 ตุลาคม 1988
 
บราซิลหมายมั่นหยิบเหรียญทองโอลิมปิกครั้งแรกมาครองให้ได้
 
ข้อผิดพลาดในอดีตที่ทำให้บราซิลไปไม่ถึงดวงดาวในทุกรายการนั่นก็คือเกมรับ แต่ในโอลิมปิก 1988 จุดอ่อนนี้ได้รับการแก้ไข ก่อนรอบชิงชนะเลิศเสียแค่ 2 ประตู (จบทัวร์นาเมนต์บราซิลโดนเจาะตาข่ายน้อยที่สุด 4 ประตู)
 
บราซิลชุดคลาสสิกในฟุตบอลโลก 1982 และ 1986 พังเพราะเกมรับ ทีมชุดนั้นของ เทเล่ ซานตาน่า หลายคนอายุเยอะไม่ได้ไปต่อในฟุตบอลโลก 1990 โอลิมปิก 1988 จึงจำเป็นมากกับบราซิลใช้รายการนี้เพิ่มประสบการณ์ให้นักเตะ และแน่นอนหวังถึงความสำเร็จด้วย
 
คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ซิลวา หวังเอาไว้กับทีมชุดนี้สูงมาก "พวกเราหวังว่านักเตะจากทีมชุดนี้ถึง 60% จะอยู่ในทีมชุดฟุตบอโลกครั้งต่อไป"
 
โรมาริโอ ในวัย 22 ปี สังกัด วาสโก ดา กาม่า และหลังจบโอลิมปิกเตรียมย้ายไปค้าแข้งในยุโรปกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ทีมล่าสุดในตอนนั้น
 
จะเรียกว่า 'อีโก้' หรือ 'ความมั่นใจแบบล้นเกิน' ก็ได้ ตามสไตล์ โรมาริโอ นำเป็นดาวซัลโวอยู่หลังจากทำไปแล้ว 6 ประตู ก่อนรอบชิงชนะเลิศ เมื่อถูกนักข่าวถามถึง มิไคลิเชนโก้ ตัวอันตรายโซเวียตที่มีศักยภาพดับฝันบราซิลได้
 
โรมาริโอ ตอบกลับว่า "ใครเหรอ? ไม่รู้จัก"
 
เกียรติยศระดับชาติครั้งแรกของโซเวียตได้มาจากโอลิมปิก เคยคว้าเหรียญทองปี 1956
 
แม้โอลิมปิก 1988 ถูกมองว่าเป็นรอง แต่โซเวียตมีทีเด็ดเล่นแข็งๆ ทื่อๆ ไม่สวยงาม ทว่าเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ ก่อนชิงเหรียญทองกับบราซิล มิไคลิเชนโก้ กับ โดโบรโวลสกี้ ทำได้คนละ 5 ประตู เป็นรอง โรมาริโอ แค่ลูกเดียว
 
บิโชเว็ตส์ เล่าความหลังก่อนเกมบราซิล "ผมจำได้ตอนนั่งดูรอบรองชนะเลิศคู่บราซิลกับเยอรมนี น่าอัศจรรย์มาก ทั้งสองทีมเล่นฟุตบอลเกมรุก และมีคุณภาพสูง คู่กองหน้าบราซิล โรมาริโอ กับ เบเบโต้ โดนใจผมอย่างแรง เพราะฉะนั้นผมจึงตัดสินใจไม่ให้ลูกทีมได้ดูวิดีโอเทปคู่นี้ ผมไม่ต้องการให้เด็กๆ จิตตกก่อนถึงรอบชิงชนะเลิศ"
 
หนึ่งวันก่อนรอบชิงชนะเลิศ บิโชเว็ตส์ต้องการให้ลูกทีมผ่อนคลาย ย้ายพวกเขาออกจากหมู่บ้านนักกีฬาไปล่องเรือสำราญ มิคาอิล โชโลคอฟ (ตั้งชื่อเรือตามนักเขียนชาวโซเวียต เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 1965)
 
การฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านโอลิมปิก บรรยากาศเคร่งเครียดตลอดเวลา นักกีฬาจะคิดถึงอยู่แค่ชัยชนะกับความพ่ายแพ้ ตามความคิดบิโชเว็ตส์การพาลูกทีมออกจากสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ ไปอยู่ท่ามกลางแสงแดด ทะเลใส บนเรือมีสนามวอลเล่ย์บอลให้เล่น โยนความกดดันทิ้งลงทะเลคือการเตรียมพร้อมอย่างหนึ่ง
 
ล่องเรือสำราญ เหมือนไปไกล แต่จริงๆ ใกล้นิดเดียว ระยะทางระหว่างเกาหลีใต้กับโซเวียตไม่ไกล พรมแดนเกาหลีเหนืออยู่ติดกับโซเวียต
 
เมื่อรอบชิงชนะเลิศมาถึง บราซิลออกนำ 1-0 ในครึ่งแรกจาก โรมาริโอ ครึ่งหลังโซเวียตตามตีเสมอ 1-1 จากจุดโทษของ โดโบรโวลสกี้
 
เกมยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ แล้วก็เป็น ยูริ ซาวิเชฟ ตัวสำรองโซเวียตหลุดเดี่ยวเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว ทัฟฟาเรล เป็นประตูชัย 2-1
 
หลังจบเกมน้ำตานักเตะแซมบ้าเอ่อท่วมโอลิมปิก สเตเดี้ยมที่โซล
 
อีก 6 ปีต่อมาบราซิลชุดนี้เกินครึ่งทีม+คาร์ลอส ดุงก้า เหรียญเงินจากโอลิมปิก 1984 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1994
 
ชัยชนะและเสียงหัวเราะของนักเตะโซเวียตกับเหรียญทองโอลิมปิก สมัยที่ 2 กลายเป็นรางวัลสุดท้ายก่อนแยกย้าย
 
อีก 3 ปีให้หลัง สหภาพโซเวียตที่เคยยิ่งใหญ่ถึงคราวล่มสลาย เมื่อ 26 ธันวาคม 1991
 
หลังจากนี้เหลือแค่เรื่องเก่าเล่าสู่กันฟัง
 
ความสำเร็จครั้งสุดท้ายที่นักเตะโซเวียตใส่ชุดแข่งมีอักษรย่อ CCCP กลางหน้าอกเสื้อ เกิดขึ้นในโอลิมปิก เกมส์ 1988
 
 
ธี อุทิศ