คอลัมนิสต์ : BoyDacZ

Ozil Effect

4 ต.ค. 2562
 
เมซุต โอซิล (30 ปี) กำลังอายุใกล้ครบ 31 ปีในอีก 11 วันข้างหน้า (15 ตุลาคม) และจะเป็นการฉลองวันเกิดที่เขาคงคิดถึงอนาคตข้างหน้าของตนเองอย่างหนัก กับช่วงที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการเล่นฟุตบอลอาชีพ เมื่อเขาหลุดจากแผนการทำทีมของเฮดโค้ช อูไน เอเมรี่ มาตั้งแต่เปิดฤดูกาล 2019-20 เป็นต้นมา
 
นับจากขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ ชาลเก้ 04 สู่ แวร์เดอร์ เบรเมน และ เรอัล มาดริด มาจนถึง อาร์เซน่อล นี่คือการโดนดร็อปที่น่าจะยาวนานที่สุดของจอมทัพตาปรือคนนี้แล้ว
 
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไรนักสำหรับตัวผู้เขียน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ โอซิล ถูกปฏิบัติเช่นนี้จาก อูไน เอเมรี่ เพราะนับตั้งแต่โค้ชชาวสเปนย้ายเข้ามาสู่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม สถานะของโอซิลในทีมอาร์เซน่อลก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
 
“คนเดียวเสียวทั้งลีก” วลีที่แฟนบอลยังพูดถึงกันอยู่ ในวันที่เขาย้ายมาร่วมทีม ยังเป็นความประทับใจแฟนบอลมากมาย แฟนบอลรักเขา เชิดชูเขา และยกให้เป็นขวัญใจของเหล่าแฟนบอลเสมอจนถึงวันนี้
 
นับจากหมดยุคของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ และ เธียร์รี่ อองรี ชื่อของ เมซุต โอซิล นี่ละ คือ “ดาวเด่น” ที่สุดของสโมสรแบบที่สุดแล้ว
 
 
ในยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ นี่คือ “สตาร์อันดับหนึ่ง” ของสโมสรนับตั้งแต่ปี 2013 ที่เขาย้ายมาร่วมทีม ไม่มีใครโดดเด่นไปกว่าเขาทั้งเรื่องของ คาแรคเตอร์ ฟอร์มการเล่น และความเป็นซูเปอร์สตาร์ในตัว อาจจะยกเว้นไว้หนึ่งคนคือ อเล็กซิส ซานเชส ที่อยู่ในระดับใกล้เคียง…นอกเหนือกว่านั้นไม่เป็นสองรองใคร
 
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ฟอร์มตกบรรลัย หรืออะไรก็ตามแต่ แม้กระทั่งวันที่เขาเหลือสัญญาเพียงหนึ่งปี และยังไม่ต่อสัญญา #YaGunnersYa จากแฟนบอลไม่เคยหายไปไหน พวกเขายังคงสนับสนุนและเชียร์เขาแบบเต็มที่
 
โอซิล อยู่ในสถานะที่ทั้งรักทั้งเทิดทูนและแตะต้องไม่ได้
 
“มกราคม 2018” อาร์เซน่อลเซ็นสัญญาใหม่กับโอซิล และเซ็นสัญญาดึงตัว ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยัง ดาวยิงคนใหม่มาร่วมงานเป็นสถิติสโมสร
 
“โอบา-ลากา-โอซิล” สามประสานแนวรุกในฝันของแฟนปืน!!
 
น่าเสียดายที่มันเกิดขึ้นเพียงประมาณ 5 เดือนเท่านั้น เมื่อ อาร์แซน เวนเกอร์ ประกาศอำลาทีม
 
 
วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเขา?
 
นับจากฤดูกาล 2018-19 มาจนถึงวันนี้ โอซิลลงสนามกับอาร์เซน่อลไปทั้งสิ้น
 
“37 เกม 6 ประตู 3 แอสซิสต์ รวมเวลาในสนาม 2,562 นาที”
 
โดยแบ่งออกเป็นฤดูกาลที่แล้ว 35 เกม และในฤดูกาลนี้ลงเล่นไปเพียง 2 เกมเท่านั้น และอยู่ไม่จบ 90 นาทีทั้งสองเกม ยังไม่มีประตู และแอสซิสต์อะไรจากเขาในฤดูกาลนี้
 
ในมุมมองของแฟนบอลและคนภายนอก นี่คือการ “บีบ” ให้ย้ายออกจากทีมชัดเจน การที่นักเตะไม่ได้มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ความฟิตพร้อมลงสนามเต็มที่ แต่ไม่ได้ลงเล่นมาต่อเนื่องหลายเกม
 
จากสถานภาพ “ตัวจริงที่แตะต้องไม่ได้” กลายเป็น “ตัวจริงในทีม” กลายเป็น “ตัวสำรอง” และล่าสุดคือ “หลุดออกจากทีม”
 
ในมุมของความเป็นมืออาชีพ หากโค้ชไม่ใช้งานนักเตะ การเลือกตัดออกจากทีมคือสิ่งที่ถูกต้อง ในเมื่อโค้ชไม่เชื่อใจศักยภาพของนักเตะ ไม่คิดว่านักเตะคนนี้เหมาะสมกับทีมต่อไป การทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก แต่อย่างไรก็ตามตลอดหนึ่งฤดูกาลกว่าที่ผ่านมาของ อูไน เอเมรี่ การเลือกไม่ส่ง เมซุต โอซิล ลงสนาม คือสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยได้รับความชัดเจนอะไรเลยสักครั้ง
 
“ป่วย” “บาดเจ็บหลัง” “ไม่ฟิต” “พักนักเตะ” “ไม่เข้ากับแผนการเล่น” นี่คือเหตุผลที่วนลูปมาตลอดเมื่อมีคำถามว่าทำไม โอซิล ถึงไม่มีชื่อในทีมตัวจริง
 
 
 
จนกระทั่งล่าสุดสัมภาษณ์หลังเกมกับ สตองดาร์ ลีแอช อะไรก็ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
 
“ผมคิดเสมอทุกครั้งที่ตัดสินใจเลือกผู้เล่นที่ดีที่สุดในแต่ละเกม และใครเหมาะสมที่สุดในการลงเล่นเพื่อช่วยทีม เมื่อผมตัดสินใจไม่เลือกเมซุตลงสนาม เพราะผมคิดว่ามีผู้เล่นคนอื่นเหมาะสมมากกว่า”
 
“เขาจำเป็นต้องทำงานของเขาต่อไป พรุ่งนี้คนไม่ได้เล่นเกมนี้ต้องกลับมาลงซ้อม และวันอาทิตย์เรามีเกมรอเราอยู่ เราจะกลับมาตัดสินใจอีกครั้งว่าใครจะลงเล่นบ้าง เป้าหมายคือการเก็บชัยชนะในเกมวันอาทิตย์ในเกมกับบอร์นมัธ เราทำแบบนั้นเสมอในทุกเกมการแข่งขัน”
 
แม้กระทั่งตัวสำรองอย่าง โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ที่แทบไม่ได้ลงเล่น หรือคนที่ เอเมรี่ ตัดออกเพราะฟอร์มไม่ประทับใจอย่าง ชโคดราน มุสตาฟี่ ยังได้รับการประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า
 
“ไม่เอาแล้ว ย้ายได้เลย”
 
สุดท้ายบังเอลย้ายออกไปแต่โดยดี ส่วนมุสตาฟี่ ยังไม่ยอมไปไหน และสุดท้ายกลายเป็นว่าในฟุตบอลถ้วยอย่าง คาราบาว คัพ และยูโรป้า ลีก ยังได้ลงเล่น ผิดกับ เมซุต โอซิล
 
การทำแบบนี้ของ อูไน เอเมรี่ นับว่าเป็นการ “ไม่ให้เกียรติ” กับนักเตะที่เป็นคนสำคัญของทีมมาโดยตลอดเข้าฤดูกาลที่ 7 กับสโมสร กับการทำงานในแบบ “มืออาชีพ” เมื่อเขาได้รับจ้างงานมาทำงานเป็นเฮดโค้ชสโมสรอาร์เซน่อล เป้าหมายคืออะไร ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายนั้น สิ่งที่เขาต้องทำคือการทำงานให้ลุล่วงให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เพราะถ้าทำไม่ได้ “เขาก็อยู่ไม่ได้” เหมือนกัน
 
อย่างไรก็ตามที มืออาชีพ แต่ไม่ได้คิดถึงคนรอบข้าง โดยเฉพาะแฟนบอล ก็อย่าหวังว่าชีวิตจะอยู่อย่างสบายใจ
 
 
ในโลกออนไลน์ไม่มีใครขับไล่โอซิลสักคน แต่ #UnaiOut ปลิวว่อนแม้ในวันที่เกมชนะ เหตุผลเดียวคือ คุณไม่เลือกคนที่แฟนบอลรักลงสนาม และยังให้ท้ายนักเตะที่แฟนบอลยี้มากที่สุด ได้รับปลอกแขนกัปตัน…นี่มันคือการราดน้ำมันลงกองไฟ
 
เดาใจอูไน ว่าต้องการสร้างทีมให้ประสบความสำเร็จให้ได้ และเสียงวิจารณ์ก็จะเบาลงไปเอง แต่ “ระหว่างทาง” เขาจะเจอกับการต่อต้านจากแฟนบอลอย่างหนักกับการตัดสินใจเลือกเช่นนี้
 
• รับเสียงวิจารณ์ ก่นด่าอย่างหนักจากแฟนบอลอาร์เซน่อลในเรื่องนี้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ และจะเป็นเรื่องที่บอกเล่ากันต่อไปอีกหลายปี เมื่อมีคนคุยกันว่า “ทำไมโอซิลย้ายออกจากอาร์เซน่อล” “อ๋อ! อูไน ไม่ใช้ไง มันเลยบีบให้ย้าย”
 
• หากสถานการณ์ทีมต้องพ่ายแพ้ หรือในเกมที่ต้องชนะแล้วทำไม่ได้ ประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีโค้ชชาวสเปนอย่างหนัก
 
• เจอ #UnaiOut แบบไม่มีเหตุผลได้เสมอ แม้ทีมชนะขาดลอย เพราะคุณทำลายหัวใจแฟนบอล
 
• ถ้าผลงานแย่จะไม่มีการสนับสนุนจากแฟนบอลอีกเลย ทุกคนจะขับไล่อูไน เอเมรี่ แบบรุนแรง ไม่มีประนีประนอมแบบในยุคของเวนเกอร์
 
 
อีกประเด็นที่ตัดข้ามไปไม่ได้เลยคือเรื่องของ “ค่าเหนื่อย” มหาศาลที่เขารับกับทีม
 
โอซิล เซ็นสัญญากับอาร์เซน่อลในเดือนมกราคม 2018 ด้วยสัญญาสามปีครึ่งด้วยค่าเหนื่อย 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ กลายเป็นนักเตะที่ทำลายเพดานค่าเหนื่อยของสโมสรที่ไม่ใครเคยได้รับมาก่อน และคนที่โน้มน้าวต่อสัญญาให้กับเขาคือ อาร์แซน เวนเกอร์ และบอร์ดบริหารชุดก่อนนำโดย อีวาน กาซิดิส ซึ่งทั้งสองคนไม่ได้อยู่กับสโมสรอีกต่อไปแล้ว
 
บอร์ดบริหารยุคใหม่ กับระบบหลังบ้านที่โครงสร้างใหม่หมด ปรับปรุงมาตั้งแต่ยุคปลายการทำงานของอาร์แซน เวนเกอร์ ถึงวันนี้คนหน้าใหม่ และหน้าเก่าแต่ได้อำนาจมากขึ้น เข้ามาทำงานกับทีม
 
ราอูล ซานเยอี เข้ามาทำงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 แปดเดือนต่อมาเขากลายเป็นคนใหญ่สุดในฝั่งของฟุตบอลในตำแหน่ง “Head of Football” แบ่งอำนาจอีกส่วนให้กับ วิไน เวเทกาสเซม ดูแลงานบริหาร รวมถึงสปอนเซอร์ของทีม ซึ่งคนนี้ทำงานกับสโมสรมาเกือบสิบปีก่อนได้รับการโปรโมทตำแหน่งนี้ ทั้งสองคนขึ้นมาได้จากการอำลาทีมของ อีวาน กาซิดิส ซึ่งย้ายไป เอซี มิลาน
 
เรียกได้ว่าสัญญาของโอซิล พวกเขาไม่ได้มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ และเมื่อพวกเขาได้ครองสิทธิ์การตัดสินใจ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเขา “อาจ” มองว่าต้องจัดการเพื่อปรับงบเพดานค่าเหนื่อยของสโมสร
 
ในเมื่อนักเตะหลักคนอื่นรับเงินไม่ถึง หรือรับประมาณ 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แต่สร้างผลงานได้น่าพอใจ ไม่ว่าจะ โอบาเมยัง หรือ ลากาแซตต์ ทำไมพวกเขาต้องจ่ายโอซิลมากชนิดที่ว่าเพิ่มอีกหน่อยจ่ายค่าเหนื่อย “โอบา-ลากา” ได้ทั้งสองคน
 
สถานการณ์ของโอซิล หากจบฤดูกาลนี้จะเข้าสู่วังวนเดิมกับเมื่อสามปีก่อนคือ สัญญาเหลือปีเดียว ถ้าไม่ต่อสัญญากัน เดือนมกราคม 2021 เขาก็สามารถย้ายฟรีได้ทันที และนั่นคือสิ่งที่อาร์เซน่อลไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกแล้ว
 
อ้างอิงจากการสัมภาษณ์ของ ราอูล ซานเยอี ในช่วงปิดฤดูกาลเกี่ยวกับประเด็นการที่ทีมต้องเสีย อารอน แรมซี่ย์ ไปแบบไม่มีค่าตัวให้กับยูเวนตุส การเสียนักเตะครั้งนั้นทำให้แนวคิดของอาร์เซน่อล และซานเยอี มีความชัดเจนในเรื่องการจัดการเรื่องนี้ เขาระบุว่า เป้าหมายต่อจากนี้คือการจัดการนักเตะทุกคนให้เหลือสัญญามากกว่าหนึ่งปีทั้งหมด นักเตะคนไหนที่ทีมจะเก็บตัวไว้ ต้องไม่มีเคสแบบนี้อีกแล้ว ถ้าเหลือหนึ่งปีนั่นหมายความว่าพวกเขาได้พยายามต่อสัญญาแล้วไม่สำเร็จ หรือพวกเขาเลือกจะไม่ต่อสัญญาเอง ในเคสแรกตัวอย่างคือ แดนนี่ เวลเบ็ค ในเคสหลังก็คือ โคเฮน บรามอลล์ ที่หมดสัญญาและไม่ได้รับสัญญาใหม่ เป็นต้น
 
 
ความเห็นส่วนตัว การตัดสินใจนี้ไม่ใช่ อูไน เอเมรี่ จะทำได้เพียงคนเดียว
 
การตัดสินใจนี้ต้องได้รับการเห็นชอบจากบอร์ดบริหารด้วยนี่ไม่ใช่การตัดนักเตะคนหนึ่งออกจากทีม แต่นี่คือการตัดซูเปอร์สตาร์ออกจากทีม ผลในวงกว้างมีมากกว่า คุณไม่ใช้งาน โจเอล แคมป์เบลล์, คาร์ลอส เวล่า, พาร์ค ชู-ยอง หรือ แซร์จ นาบรี้ ในยุคของเวนเกอร์ มันต่างกันฟ้ากับเหว เอฟเฟกต์แรงไม่แรง ดูได้จากกระแสออนไลน์ของแฟนบอลมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว
 
โอซิล ไม่ใช่นักเตะที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไป หรือหากแต่สำคัญมากก็ไม่ได้หมายความว่าจะย้ายออกจากทีมไม่ได้
 
เราเคยเสีย เธียร์รี่ อองรี ออกจากทีมมาแล้ว เราเสีย เชส ฟาเบรกาส มาแล้ว เราเสีย โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ มาแล้ว หากต้องเสีย เมซุต โอซิล ไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
 
แต่วิธีการปฏิบัติต่อนักเตะหนึ่งคนมันไม่ควรเป็นเช่นนี้
 
อูไน ตอนนี้อยู่ได้ด้วยผลงานในสนามเวลานี้ยังดีก็ดีไป แต่ถ้าผลงานแย่วันใด แฟนบอลไม่ลืมเรื่องนี้อย่างแน่นอน และมันจะเอฟเฟกต์รุนแรงมากเสียด้วย
 
ขอให้โชคดีกับการตัดสินใจในครั้งนี้ อูไน เอเมรี่
 
 
-BoyDacZ-