คอลัมนิสต์ : มิวสิค

ว่าที่ตัวแทนของ สารัช อยู่เย็น

1 มิ.ย. 2563
การขาดหายไปของผู้เล่นที่เป็นหัวใจสำคัญของทีมอย่าง สารัช อยู่เย็น มันทำให้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด จำเป็นจะต้องหาผู้เล่นรายใหม่ มาทำหน้าที่ทดแทน เพื่อเติมเต็มพื้นที่แดนกลางของทีมให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
 
การหาตัวแทนในครั้งนี้ มันไม่ใช่งานง่ายนัก เพราะการขาดหายไปของ เจ้าตังค์ ที่มีประสบการณ์ในไทยลีกมายาวนานเกือบ 10 ปี และยังมีชื่อติดทีมชาติต่อเนื่องมาอีกหล่ยปีนั้น มันยากจะหาใครเข้ามาทดแทนได้จริงๆ
 
แม้โจทย์นี้ จะไม่ใช่งานง่ายสำหรับทีม แต่ถ้าดูจากบทสัมภาษณ์ของคุณระวิ โหลทอง ผู้ก่อตั้งสโมสร ที่ให้สัมภาษณ์กับ เฟซบุคแฟนเพจ บี บางปะกง - Bebangpakong เอาไว้เมื่อ 2-3 วันก่อน มันอ่านดูแล้ว มันมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการเลือกผลักดันเด็กปั้นของทีมขึ้นมาทดแทน
 
ซึ่งส่วนนี้ก็สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของ บิ๊กเป้ รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผู้อำนวยการสโมสร ที่เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า เวลานี้คือโอกาสที่ดีของบรรดาผู้เล่นดาวรุ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ทีมก็ต้องให้ทาง อเล็กซานเดร กาม่า กุนซือของทีมพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วยว่าจะดึงผู้เล่นต่างชาติเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้หรือไม่
 
จากการให้สัมภาษณ์ของผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมมานานนับสิบปี นับว่าผู้เล่นดาวรุ่งในตำแหน่งมิดฟิลด์ตอนนี้ ถือว่ามีโอกาสได้ครอบครองตำแหน่งของอดีตกัปตันทีม ที่เลือกย้ายข้ามฟากไปอยู่กับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
 
การจะเลือกตัวแทนของ "สารัช อยู่เย็น" จากผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ ที่มีรวมกันมากกว่า 10 ชีวิตนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทีมเช่นกัน เพราะตัวแทน มีได้เพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น
 
แล้วดาวรุ่งคนไหนกัน ที่พอจะมีสิทธิ์ถูกเลือกขึ้นมาทำหน้าที่แทนอดีตกัปตันได้บ้าง
 

 

พัชรพล อินทนี
เด็กปั้นจากรั้วกิเลนผยอง ที่พ่วงมาด้วยดีกรี 1 ใน 5 นักเตะเยาวชน ที่ได้บินลัดฟ้าไปร่วมฝึกซ้อมกับทีมอะคาเดมี่ของ บาเยิร์น มิวนิค ในโครงการ "Bayern Munich Youth Cup" เมื่อปี 2014
 
เจ้าพีมถือว่าเป็นนักเตะที่ได้โอกาสขึ้นมาเล่นชุดใหญ่เร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่น เพราะตอนปี 2018 เมืองทอง เจอวิกฤตขาดแคลนผู้เล่นเซนเตอร์แบ็กอย่างหนัก เนื่องจากทุกคนโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานกันหมด เจ้าตัวเลยได้รับเลือกให้ขึ้นมาทำหน้าที่ทดแทนรุ่นพี่ที่บาดเจ็บไป
 
หลังจากที่ขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ได้ไม่นาน เจ้าตัวซื้อใจแฟนบอลได้ทันที ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน ชนิดที่ว่าลืมไปเลยว่าเด็กคนนี้เพิ่งจะเคยเล่นในไทยลีกเป็นปีแรก และผลงานของเจ้าตัวจะโดดเด่นมากเป็นพิเศษ เวลาที่ได้จับคู่กับรุ่นพี่เก๋าประสบการณ์อย่าง อี โฮ
 
แต่หลังจากที่ อเล็กซานเดร กาม่า เข้ามารับงานคุมทีมในถิ่นเอสซีจี สเตเดี้ยม เจ้าพีมก็โดนจับโยกมาเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวตัดเกม ซึ่งการปรับตำแหน่งหนนี้ เจ้าตัวก็ทำมันออกมาได้ดีไม่แพ้แข้งเก๋าประสบการณ์เลยทีเดียว แม้ช่วงแรกๆ จะยังจับจังหวะไม่ค่อยดี จนโดนใบเหลืองมาบ้างก็ตาม
 
ด้วยฟอร์มการเล่นที่ทำได้ดีทั้งสองตำแหน่งนี้เอง มันทำให้เจ้าพีม ถูกเรียกติดทีมชาติไทยชุดยู-23 และทีมชุดใหญ่ไปเมื่อปีที่แล้ว แต่น่าเสียดาย ที่เจ้าตัวยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสเกมกับทัพช้างศึกชุดใหญ่แม้แต่นาทีเดียว
 

 

ซัลดี้ วงษ์เดอรี
เด็กปั้นจากรั้วอะคาเดมี่ของเมืองทอง อย่าง ซัลดี้ นั้น ถือว่าตอบโจทย์ในการผลักดันเยาวชนของทีมได้เป็นอย่างดี เพราะเด็กคนนี้เข้ามาสวมยูนิฟอร์มกิเลนตั้งแต่อายุ 12 ปี และยังเป็นนักเตะรุ่นเดียวกับเจ้าพีมด้วย
 
ดีกรีในวัยเด็กก็ไม่ธรรมดา เพราะเคยได้เป็นหนึ่งในตัวแทนเด็กไทย 2 คน ที่ได้บินลัดฟ้าไปฝึกซ้อมฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ เมื่อหลายปีก่อน แถมหลังจากกลับมาได้ไม่กี่ปี ก็พาทีมชุดยู-19 คว้าแชมป์ฟุตบอลลีกเยาวชนแห่งชาติ 2018 และรองแชมป์โค้ก คัพ 2017 มาแล้ว
 
นอกจากนี้ ระหว่างที่ยังเป็นนักเตะเยาวชนอยู่นั้น ทีมก็ได้ส่งตัว ซัลดี้ ไปให้ อุดรธานี เอฟซี ยืมตัวไปใช้งานในช่วงปี 2017-2018 มาก่อนด้วย ซึ่งเวลานั้นเจ้าตัวก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทุกครั้งที่ลงสนาม และมีส่วนช่วยพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีก 2 ด้วย
 
สิ่งเดียวที่ ซัลดี้ ยังสู้รุ่นพี่ที่เติบโตมาจากรั้วอะคาเดมี่เหมือนกันไม่ได้ คงจะเป็นแค่เรื่องการลงสนามในนามทีมชาติไทย ที่เจ้าตัวไม่เคยมีโอกาสได้ติดธงเลยสักครั้ง

 

สรวิทย์ พานทอง
เจ้าโอ๊ต จะให้เรียกว่าเติบโตมารั้วอะคาเดมี่เมืองทองก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะจริงๆ แล้วเจ้าตัวย้ายมาจากทีมโรงเรียนพันธมิตรอย่าง อัสสัมชัญธนบุรี และผลงานช่วงเป็นเยาวชนนั้น ก็เป็นการทำหน้าที่ในนามของ อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด และโรงเรียน เสียมากกว่า
 
แต่พอเรียนจบจากอัสสัมชัญ ธนบุรี เจ้าโอ๊ตก็ได้โยกย้ายมาอยู่กับ เมืองทอง แต่ก็ยังเบียดแย่งพื้นที่จากพี่ๆ ในทีมไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่ ก่อนจะโดนส่งไปหาประสบการณ์กับ ศรีสะเกษ เอฟซี และโปลิศ เทโร
 
และที่เทโรนี่เอง ที่เจ้าโอ๊ต ได้โอกาสแสดงความสามารถของตัวเองต่อเนื่อง จนต้นสังกัดที่แท้จริงอย่างเมืองทอง ต้องเรียกตัวกลับไปช่วยงานในฤดูกาลนี้ รวมถึงทีมชาติไทยยู-23 ก็เรียกตัวไปใช้งานในศึกชิงแชมป์เอเชีย 2019 เมื่อปลายปีที่แล้วด้วย
 

 

วีระเทพ ป้อมพันธุ์
แม้จะไม่ตอบโจทย์เรื่องเด็กปั้นของสโมสร เพราะทีมไปซื้อตัวมาจากจามจุรี ยูไนเต็ด เมื่อปี 2018 แต่เรื่องของความสามารถที่มีอยู่นั้น ถือว่าเจ้าเตอร์ตอบโจทย์ของสโมสรได้ในระดับหนึ่ง
 
แม้แรกเริ่มเดิมที เจ้าเตอร์ จะไม่ใช่ผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์จ๋า เพราะเติบโตมากับสนามฟุตซอลตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน แถมยังเป็นผลผลิตจากรั้วโรงเรียนปทุมคงคา ที่โดน พีทีที บลูเวฟ ยักษ์ใหญ่จากวงการโต๊ะเล็กหมายตาเอาไว้เสียด้วย ดังนั้นเรื่องความสามารถการันตีได้ว่าดีแน่นอน
 
พอเข้ามหาวิทยาลัย เจ้าเตอร์ เลือกที่จะเบนเข็มจากวงการโต๊ะเล็ก สู่วงการฟุตบอล โดยมีจามจุรี ยูไนเต็ด เป็นสโมสรแรก ในฐานะนักเตะอาชีพ
 
หลังจากที่สวมยูนิฟอร์มของ จามจุรี ยูไนเต็ด ได้ 2 ปี เจ้าเตอร์ก็เรียกเสียงฮือฮาในหมู่แฟนบอลได้ระรอกใหญ่ ด้วยการย้ายข้ามฟากจากสามย่าน มาเซ็นสัญญากับเมืองทอง แน่นอนว่าจากไทยลีก 3 สู่ไทยลีก 1 ปีแรกนั้น ตัวสำรองยาวๆ
 
แม้โอกาสจะน้อยนิด แต่ทุกครั้งที่ได้รับโอกาส เจ้าเตอร์ ก็ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง เพราะลีลาการเล่นของเจ้าตัวนั้นถือว่าจี๊ดจ๊าดพอสมควร ด้วยความที่เคยเป็นนักฟุตซอลมาก่อน ทั้งความเร็ว ความคล่องแคล่ว ทุกอย่างถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ลงตัวที่สุด ติดแค่ประสบการณ์ในลีกสูงสุดยังไม่ค่อยเยอะเท่านั้น
 
เข้าฤดูกาล 2020 เจ้าเตอร์ ที่พอจะมีประสบการณ์ในลีกสูงสุดมาบ้างแล้ว ก็เริ่มที่จะสอดแทรกขึ้นมาเป็นตัวจริงได้ถึง 2 นัด และสำรองอีก 1 นัด จากโปรแกรมแข่ง 4 นัดที่ผ่านมา
 
หากช่วงที่ทีมกลับมาฝึกซ้อมได้ตามปกติแล้ว เจ้าเตอร์สามารถทำผลงานออกมาได้ดี เขาก็อาจจะเป็นคนที่ถูกเลือกให้ทำหน้าที่ทดแทนพื้นที่ของอดีตกัปตันทีมก็ได้
 
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในทีมจะมีผู้เล่นดาวรุ่งหลายคน ที่พร้อมจะขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีม แต่คนที่จะตอบได้ว่า ใครคือคนที่เหมาะสมที่สุด ในการขึ้นมาเป็นตัวแทนของ สารัช อยู่เย็น นั้น มีเพียงแค่ อเล็กซานเดร กาม่า กุนซือของทีมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถตอบคำถามนี้ได้
 
ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไป ว่าสุดท้ายแล้ว ใครที่จะเป็นผู้ที่ได้รับเลือก หรือสุดท้ายแล้ว มันจะเป็นการเสริมผู้เล่นต่างชาติในโควต้าที่ยังเหลืออยู่แทน