คอลัมนิสต์ : ทีมงาน Vivasoc

พรีเมียร์ลีก 2019/20 ซีซั่นใหม่-เรื่องใหม่-ของเล่นใหม่

9 ส.ค. 2562
 
เวทีพรีเมียร์ลีก 2019/20 ได้ฤกษ์เปิดฉากอย่างเป็นทางการคืนนี้ เวลา 02.00 น. โดยคู่เปิดสนามคือรองแชมป์เก่าอย่าง ลิเวอร์พูล จะเปิดบ้านรับน้องใหม่ นอริช ซิตี้ ที่เพิ่งเลื่อนชั้นกลับขึ้นมา
 
การขับเคี่ยวในการลุ้นแชมป์คงจะดุเดือดเหมือนเช่นทุกปี แต่ในปีนี้จะแตกต่างกับฤดูกาลก่อนๆ ตรงที่จะเอาเทคโนโลยีช่วยตัดสิน VAR เข้ามาใช้เป็นครั้งแรก และยังมีกฎกติกาใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา
 
จะมีผลกระทบกับการแข่งขันมากแค่ไหนยังไม่มีใครรู้
 
การใช้จ่ายซื้อ-ขายนักเตะในปีนี้ ก็น่าจะทำให้การแย่งแชมป์สนุกขึ้นไปอีก หลังจากหลายๆ ทีมต่างทุ่มเงินช็อปปิ้ง ทั้งทีมเล็กทีมใหญ่ทำลายค่าตัวสถิติสโมสรกันไปไม่น้อย และใช้จ่ายกันขนาดนี้ จะบอกว่าไม่หวังความสำเร็จกันก็คงไม่ได้
 
ทั้งหมดที่จะยกมาเล่าคือสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019/20
 
 
VAR จะถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก
พรีเมียร์ลีกถึงคราวเปิดรับ VAR เข้ามาใช้ในซีซั่นใหม่นี้ หลังจากที่ปฏิเสธการพึ่งพามาโดยตลอด จนทำให้ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานของผู้ตัดสิน ที่โดนตำหนิกันอยู่ในทุกสัปดาห์ และถูกเมินในการไปตัดสินรายการใหญ่ด้วย 
 
พรีเมียร์ลีก เป็นลีกสุดท้ายใน 5 ลีกใหญ่ ที่นำระบบ VAR เข้ามาช่วยตัดสิน และยังคงเป็นข้อถกเถียงกันหลังจากฝ่ายหนึ่งก็มองว่า มันจะช่วยลดความผิดพลาดในการตัดสิน ทำให้การแข่งขันยุติธรรมมากขึ้น แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็คิดว่าการเรียกใช้ VAR บ่อยๆ มัน "ขาดตอน" หมดความสนุกในการแข่งขัน
 
ถ้ามองในมุมของความต่อเนื่องของเกม แน่นอนมันทำให้ความสนุกลดลงไปจริงๆ แต่ความถูกต้องล่ะ มันดีต่อการใช้งานจริงๆไหม
 
ในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ VAR ในฟุตบอลโลก 2018 ก็มีปัญหาให้ต้องพูดถึง ในเกมของกลุ่มซีที่ ฝรั่งเศส พบ ออสเตรเลีย จากจังหวะที่ อองตวน กรีซมันน์ ถูก จอช ริสดอน เกี่ยวล้มลงในเขตโทษ
 
ตอนนั้น อันเดรส คุนญ่า ผู้ตัดสินชาวอุรุกวัย ได้โบกมือให้กองหน้าฝรั่งเศสลุกขึ้นมา แต่หลังจากมีการขอดูภาพ VAR จึงกลับคำตัดสินให้เป็นจุดโทษแก่ทีมชาติฝรั่งเศส 
 
ช็อตนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก โดยบางกลุ่มก็มองว่าเป็นการตัดสินที่ถูกแล้ว แต่อีกกลุ่มกลับมองว่ามันผิดพลาด ริสดอน เข้าถึงบอลก่อนในจังหวะสไลด์ใส่ กรีซมันน์ ก่อนที่จะโดนขาแล้วล้มลง
 
ผลจาก VAR ในบอลโลกที่รัสเซีย ทุบสถิติการแจกจุดโทษไปทั้งหมด 29 ครั้ง และเป็นจุดโทษจาก VAR ทั้งหมด 11 ครั้ง ซึ่งมากกว่าสถิติเดิมในปี 1990, 1998, 2002 ที่แจกไปทั้งหมด 18 ครั้ง
 
แต่สถิติการตัดสินจากฟุตบอลโลกหญิงในปี 2019 ผลการตัดสินทั้งหมด 100% มีทั้งหมด 93.08% ที่ตัดสินอย่างถูกต้องโดยไม่ได้ใช้ VAR แต่หลังจากใช้ VAR สถิติเพิ่มขึ้นเป็น 98.5% 
 
สิ่งนี้พอทำให้เห็นว่า VAR ช่วยให้การตัดสินถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจากความคุ้นเคยหลังที่ได้ใช้มาสักพักแล้ว ก็มีเวลาเฉลี่ยต่อการใช้อยู่ที่ 58 วินาที
 
ในอังกฤษเอง ก็ได้ทดลองใช้ VAR มาแล้วในบอลถ้วย ลีก คัพ และ เอฟเอ คัพ ซึ่งก็เคยเจอปัญหาเช่นกัน ในเกมระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เวสต์บรอมวิช เมื่อ เคร็ก พอว์สัน ผู้ตัดสินในเกมนั้น ได้กลับคำตัดสิน ที่ เคร็ก ดอว์สัน ทำประตูให้ เวสต์บรอมวิช ขึ้นนำลิเวอร์พูล 3-1 ซึ่ง อันเดร มาริเนอร์ เปาอีกท่านที่อยู่ในออฟฟิศ VAR นั้นมองว่า แกเร็ธ แบร์รี่ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า 
 
จากการที่ได้ชิมลางกันมาบ้างแล้วในบอลถ้วย รวมถึงกรณีศึกษาของหลายลีก ทำให้ปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้นกับ VAR ของพรีเมียร์ลีก น่าจะลดลงไป ไม่มีปัญหาเหมือนรายการอื่น
 
...หวังว่าน่ะนะ
 
 
เฮดทูเฮดมาแล้วจ้า
ก่อนหน้านี้กฎเดิมของพรีเมียร์ลีก ระบุไว้ว่า หากมีทีมที่จบฤดูกาลด้วยคะแนนที่เท่ากัน จะตัดสินตำแหน่งที่ยืนจากลำดับตามนี้ 
1. ผลต่างประตูได้-เสีย 
2. วัดจำนวนประตูที่ยิงได้
3. เตะเกมเพลย์ออฟอีกหนึ่งเกม (เฉพาะอันดับที่มีผลต่อการไปต่อซีซั่นหน้า)
 
แต่กฎใหม่ที่จะนำมาใช้นั้น หากมีสองทีมหรือมากกว่านั้น จบฤดูกาลโดยมีคะแนนเท่ากันทั้งในกลุ่มลุ้นแชมป์, ลุ้นโควตาฟุตบอลยุโรป และตกชั้น จะมีการนำสถิติ "เฮดทูเฮด" ระหว่างทีมนั้นๆ มาใช้ แต่ก็ไม่ใช่มุ่งไปที่เฮดทูเฮดแต่แรกเหมือน ลา ลีกา หรือ กัลโช่ เซเรีย อา
 
ลำดับขั้นของการวัดผล มี 5 สเต็ป
1. ผลต่างประตูได้-เสีย 
2. จำนวนประตูที่ยิงได้
3. วัดจากเฮดทูเฮด ยึดจากแต้มที่ทำได้ในการเจอกัน 
4. ถ้าแต้มยังเท่ากัน เฮดทูเฮดจะวัดจาก "อเวย์โกล" ทีมที่ยิงประตูนอกบ้านได้มากกว่า
5. เตะเพลย์ออฟตัดสิน
 
 
กฎกติกาใหม่หลากหลาย
ในฤดูกาล 2019/20 หรือที่จริงคือเริ่มต้นในรายการต่างๆ ของบรรดาทีมชาติช่วงซัมเมอร์ ไอเอฟเอบี (International Football Association Board) ได้ประกาศใช้กฎใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งกฎหลักคร่าวๆ ก็มี
 
ห้ามนักเตะฝั่งทีมรุกแทรกกำแพงฟรีคิก - จากที่ทีมได้ฟรีคิกสามารถใช้นักเตะแทรกกำแพงทีมรับได้ แต่ต่อจากนี้ห้ามผู้เล่นฝ่ายรุกเข้าแทรกกำแพงอีกต่อไป และต้องอยู่ห่างกำแพงอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อป้องกันการถ่วงเวลาและรบกวนกำแพงของเกมรับ และตัดปัญหาเรื่องการมีปากเสียงกันระหว่างทั้ง 2 ทีม
 
การเปลี่ยนตัวผู้เล่น - ตามปกติแล้วการเปลี่ยนตัวผู้เล่นจะต้องเดินมาเปลี่ยนตรงจุดเทคนิค ละแวกม้านั่งสำรอง แต่หลังจากนี้ไม่จำเป็นอีกแล้ว ผู้เล่นที่ถูกเปลี่ยนตัวออกสามารถเดินออกจาก "จุดไหนก็ได้ที่ใกล้ที่สุด" แต่ก็ต้องเดินไปที่ซุ้มม้านั่งสำรองหรือห้องแต่งตัวทันที เพื่อป้องกันการถ่วงเวลาอีกเช่นกัน
 
โค้ชก็โดนเหลือง-แดงได้ - ผู้ตัดสินสามารถมอบใบเหลือง-แดง ให้กับผู้โค้ชหรือผู้ที่ทำหน้าที่ในม้านั่งสำรองได้ และจะมีการติดโทษแบนเหมือนผู้เล่นในสนาม ซึ่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประเดิมใบเหลืองโชว์เป็นตัวอย่างไปแล้ว ในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่เวมบลีย์
 
ผู้รักษาประตูต้องเหยียบเส้น - กฎใหม่ที่ต้องปรับของผู้รักษาประตูในการเซฟจุดโทษ จะต้องมีขาอย่างน้อย 1 ข้างอยู่บนเส้น ในการดวลจุดโทษ
 
แฮนด์บอลไม่ได้ประตูแน่นอน - จบปัญหาเรื่องการได้ประตูจะการใช้มือ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ถ้าโดนมือเมื่อไหร่ ไม่นับเป็นประตู จบนะ ไม่ต้องเถียงกัน
 
บอลโดนตัวผู้ตัดสิน - หากบอลโดนตัวผู้ตัดสินเมื่อไหร่ จะเปลี่ยนทางหรือไม่เปลี่ยนก็แล้วแต่ จะต้องดร็อปบอลทันที และการดร็อปบอล ทีมที่สัมผัสบอลทีมล่าสุดจะได้เล่น ไม่มีการแย่งกันแบบเดิม
 
การเล่นลูกนิ่ง - กฎในการเล่นลูกนิ่ง ผู้เล่นในเกมรุกสามารถเล่นได้ทันทีเมื่อบอลนิ่ง แม้ฝ่ายตรงข้ามจะได้รับใบเหลือง-แดงก็ตาม ผู้ตัดสินสามารถย้อนกลับมาให้ใหม่ได้เมื่อลูกตาย
 
 
ได้เวลาเบรคหนีหนาว
เดิมที ลีกฟุตบอลสูงสุดของอังกฤษ เป็นเพียงที่เดียวในบรรดาลีกบิ๊ก 5 ยุโรปที่ไม่เคยมีการหยุดพักหนีหนาว จึงส่งผลโดยตรงกับนักเตะที่ต้องทำศึกหนัก เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บมากขึ้น และยังส่งผลถึงความเสียเปรียบในลุ้นถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะจะได้พักน้อยกว่า
 
แต่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ได้ทำการตกลงร่วมกับพรีเมียร์ลีกและอีแอฟเอล (ฟุตบอลลีก) ที่จะหยุดการแข่งขันในหน้าหนาว ในช่วงต้นเดือน ก.พ. 2020 
 
กรณีนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 131 ปี ตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันในลีกสูงสุดของอังกฤษปี 1888 หลังจากที่มีการเรียกร้องให้มีช่วงหยุดพักฟื้นร่างกายเหมือนลีกอื่นๆ โดยจะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ช่วง คือวันที่ 8 และ 15 ก.พ. วันละ 5 คู่ ส่วนคู่ไหนจะได้แข่งวันใดนั้น จะมีประกาศอีกทีในวันที่ 13 ธ.ค. 2019
 
ยอดโค้ชอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ต่างก็เคยคุมทีมในเยอรมนี ก็ยังเคยพูดถึงประเด็นเบรคหนีหนาวนี้เช่นกัน ว่าการเล่นติดต่อกันอย่างหนัก เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้ทีมไม่ประสบความสำเร็จในเวทียุโรป
 
 
แชมป์นี้ของใคร?
นอกจากนี้ สิ่งใหม่ๆ ที่น่าจะเกิดคงจะเป็นขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ เมื่อปีนี้ทีมใหญ่กลับมาทุ่มซื้อนักเตะกันอีกครั้ง อาร์เซน่อล ทุ่มค่าตัวสถิติคว้า นิโกล่าส์ เปเป้ มาเข้าร่วมทีม, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ทำลายค่าตัวสถิติกองหลังดึงตัว แฮร์รี่ แม็กไกวร์ มาเสริมเกมรับ
 
ส่วน สเปอร์ส ก็กลับมาทุ่มซื้อนักเตะอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ช็อปในตลอดซีซั่นที่แล้ว ฉะนั้นปีนี้คงไม่หวังแค่ท็อปโฟร์อีกแล้ว ส่วน ลิเวอร์พูล รองแชมป์เก่า คล็อปป์ ยังคงมั่นใจในทีมของตัวเองว่านักเตะชุดนี้ยังคงกระหายที่จะลุ้นแชมป์อยู่ 
 
สำหรับ เชลซี ถึงแม้จะถูกแบนจากการซื้อตัว แต่ก่อนจะโดนแบนก็ยังคว้าตัว คริสเตียน พูลิซิช มาแทนที่ เอแด็น อาซาร์ ได้ทัน แต่ในวันสุดท้ายกลับต้องเสีย ดาวิด ลุยซ์ ให้กับปืนใหญ่ไป 
 
ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ เสริมน้อยแต่เสริมนะ และถือว่าเป็นการเสริมที่ถูกจุด กับการดึง โรดรี้ มาอุดตรงกลาง กับ ชูเอา คันเซโล่ มาเติมแบ็ก เท่ากับยังคงน่ากลัวอีกเช่นเคย
 
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็มองว่า การลุ้นแชมป์ในปีนี้ไม่ง่ายแน่นอน โดยเจ้าตัวพูดหลังจบเกม คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ไว้ว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะกลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง อาร์เซน่อล, ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์, เชลซี ผมไม่รู้เช่นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
 
ทั้งหมดคือสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในการโรมรันพรีเมียร์ลีก 2019/20 ความสนุกน่าจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แถมอาจมากขึ้นไปกว่าเดิมอีกด้วย ส่วนโทรฟี่แชมป์ในสุดท้ายแล้วจะไปอยู่ที่ใคร อันนี้คงต้องดูกันไปยาวๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ 
 
ก็ขนาด เลสเตอร์ ยังเคยเป็นแชมป์ได้เลย!