คอลัมนิสต์ : ไกด์เถื่อน

แปดวันอันตราย...ชี้ขาด Project Restart

11 พ.ค. 2563
ไม่รู้จะตีความว่าเป็น "ข่าวดี" ได้รึเปล่าเหมือนกัน กับประกาศของ บอริส จอห์นสัน เมื่อวันอาทิตย์
 
เพราะแม้จะผ่อนปรนล็อคดาวน์เมืองผู้ดีในบางแง่ แต่ก็ต้องถือว่า "ไปไม่สุด" และยังเป็นคำถามสำคัญต่อ Project Restart ที่พรีเมียร์ลีก ล็อคคิวไว้จะมีประชุมในวันนี้ 
 
ในการแถลงเมื่อวาน นายกฯ จอห์นสัน (ซึ่งก็เป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่หายเมื่อสิ้นเดือน เม.ย.) เผยถึงการคลายล็อคดาวน์ "อย่างมีเงื่อนไข" (conditional plan) ปลดล็อคหลายภาคส่วนอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งหลักใหญ่ใจความคือ "ปลดแบบยังไม่ปลด" -- The coronavirus lockdown will not end yet
 
ภาครัฐกำลังร่างแผนเพื่อค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ตามแผนการ Covid Alert System ที่มี 5 ระดับ แต่ในช่วงนี้ (และอนาคตอีกพัก) ผู้คนยังควร work from home กันอยู่ ส่วนคนที่ไม่อาจทำงานที่บ้านได้ ก็ให้กลับเข้ากรมเข้ากองกัน แต่พยายามหลีกเลี่ยงระบบขนส่งสาธารณะ 
 
นับตั้งแต่วันพุธ 13 พ.ค. เป็นต้นไป ประชาชนจะได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านมาทำ "กิจกรรมกลางแจ้ง" ได้อีกครั้ง เช่นการใช้งานสวนสาธารณะ, สัญจรด้วยรถส่วนตัว หรือการทำกิจกรรมต่างๆ (รวมถึงเล่นกีฬา) กับสมาชิกในครอบครัว แต่ยังคงต้องรักษาระยะห่าง social distancing อย่างเคร่งครัด
 
ขั้นต่อไปของการคลายล็อคดาวน์ "อาจ" เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดต้นเดือนหน้า 1 มิ.ย. ที่โรงเรียนประถมบางส่วนจะกลับมาเปิดทำการ เช่นเดียวกับร้านรวงธุรกิจการค้า ก็น่าจะเปิดได้อีกครั้ง -- แต่การจะเปิดไฟเขียว ต้องมีมาตรการรับรองแล้วเท่านั้น
 
ประกาศยังเผยถึง "5 ปัจจัยสำคัญ" ที่จะทำให้ UK สามารถกลับไปสู่แนวทางที่เป็นปกติได้อีกครั้ง 
 
• มีความสามารถในการจัดการกับวิกฤตได้อย่างเพียงพอ
• อัตราการเสียชีวิตลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง
• อัตราผู้ติดเชื้อลดน้อยลง
• มีชุดทดสอบเชื้อเพียงพอต่อความต้องการ
• ไม่มีความเสี่ยงของการติดเชื้อคลื่นลูกที่สอง
 
คำกล่าวทั้งหมดทั้งปวงของ บอริส จอห์นสัน ไม่ได้ระบุถึง "ฟุตบอล" อย่างชัดเจน (เดอะ การ์เดี้ยน พาดหัวแบบแอบเหน็บ - "Premier League begins crunch talks with NO HELP from Boris Johnson") เพียงแต่ก็มีส่วนที่เชื่อมโยงได้อยู่เหมือนกัน เช่นตรงที่บอกว่า "คนที่ไม่อาจทำงานที่บ้านได้ ให้กลับเข้าทำงาน แต่พยายามหลีกเลี่ยงขนส่งสาธารณะ"
 
นั่นหมายความกลายๆ ว่า นักฟุตบอล, เฮดโค้ช, สตาฟฟ์โค้ช และเจ้าหน้าที่สโมสรฟุตบอล สามารถกลับไปทำงานกันได้แล้ว 
 
เพียงแต่ก็อีกนั่นแหละ นอกจากมาตรการสุขอนามัยที่ต้องเน้น มันก็ยังเป็นคำถามว่าเอาเข้าจริง พรีเมียร์ลีก จะ "กลับมาได้รึเปล่า?"
 
เพราะเอาเข้าจริง เส้นกราฟผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในอังกฤษ ก็ยังขยับขึ้นอยู่ในทุกวัน เฉลี่ยบวกวันละพัน หรือถ้านับรวมทั้งสหราชอาณาจักร ก็ยิ่งเป็นกราฟพุ่งขึ้นชัดเจนมากกว่าอีก (Active cases 185,410 ขึ้นจากวันก่อนร่วมๆ สี่พัน)
 
แน่นอน ที่มองข้ามไม่ได้คือบุคลากรของพรีเมียร์ลีกเอง ที่เมื่อวานนี้มีการเผยว่า นักเตะนิรนามของ ไบรท์ตัน & โฮฟ อัลเบี้ยน ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มเป็นรายที่ 3 หลังตรวจเชื้อรอบใหม่กันไปเมื่อวันเสาร์
 
เป็นตรรกะง่ายๆ ว่าถ้าลีกไหนอยากกลับมาเปิดทำการ ก็ควรต้อง "ปลอดเชื้อ" ทั้งในกลุ่มนักเตะและสตาฟฟ์โค้ช -- เรื่องนี้ เคลีก เกาหลีใต้ ทำตัวอย่างให้เห็นแล้วกับการจับนักเตะทุกคนของทุกสโมสร, บรรดาโค้ชและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1,100 ชีวิต เข้าตรวจเชื้อ และไม่เจอ...
 
ไม่เจอหมอ--ไม่ใช่--ไม่เจอเชื้อเลยแม้แต่คนเดียว ผลตรวจเป็นลบ 100% ก่อนที่ฤดูกาลใหม่ 2020 จะเริ่มต้นไปได้เรียบร้อยเมื่อวันศุกร์ (ชนบุค ฮุนได มอเตอร์ส 1-0 ซูวอน ซัมซุง บลูวิงส์)  
 
แต่พรีเมียร์ลีก ชัดเจนว่ายังไปไม่ถึงตรงนั้น
 
พอล บาร์เบอร์ รองประธานไบรท์ตัน เป็นอีกคนที่ส่งเสียงประมาณว่า "ถ้าไม่เซฟ ก็อย่าเลยดีกว่า"
 
"เราค่อนข้างกังวลกับเรื่องนี้ และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่สโมสรจะต้องมีความกังวลในเรื่องนี้เช่นกัน เราต้องการความแน่ใจได้ว่าเราได้ทำทุกอย่างตามมาตรการที่จะปลอดภัย และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด"
 
ก็นั่นล่ะฮะท่านผู้ชม... Project Restart มีคำถามแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่อย่างไร
 
วันนี้ น่าจะพอเห็นทิศทางบางอย่าง
 
และถ้าเสียงส่วนใหญ่ของพรีเมียร์ลีกยังคงชูมือสนับสนุนให้เดินหน้าต่อ 
 
เดอะ มิร์เรอร์ ก็บอกว่านี่จะเป็น "แปดวันอันตราย"
 
ช่วงเวลาสุดสำคัญที่จะชี้ขาด Project Restart แห่งพรีเมียร์ลีก
 
เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป...
 
จันทร์ 11 พฤษภาคม
20 สโมสรสมาชิก มีนัดประชุมทางไกล วิดีโอคอนเฟอเรนซ์กัน เพื่อหารือมาตรการผ่อนปรนล็อคดาวน์ล่าสุดจากภาครัฐ ซึ่งจะครอบคลุมถึงประเด็นอื่นๆ ด้วยอย่างเช่น การจัดการกับนักเตะที่จะหมดสัญญาในวันที่ 30 มิ.ย., การโหวตเพื่อเปลี่ยนแปลงโควตาการใช้ตัวสำรอง (แม้ฟีฟ่าจะไฟเขียว แต่ขึ้นอยู่กับลีกนั้นๆ จะตกลงใช้หรือไม่), การประกาศมาตรการด้านสุขอนามัยของบรรดานักเตะ การบังคับให้มีการตรวจสุขภาพ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพียงพอหรือไม่อย่างไร
 
อังคาร 12 พฤษภาคม
คาดว่าจะมีการประชุมของแต่ละสโมสร เพื่อแจกแจงมาตรการด้านสุขอนามัยของบรรดานักเตะภายในทีม โดยจะมีกัปตันทีม และตัวแทนของพีเอฟเอ เข้าร่วมพูดคุยกับผู้บริหารและทีมแพทย์ เพื่อเพิ่มระดับความมั่นใจในการกลับมาเตะ
 
พุธ 13 พฤษภาคม
อาจมีการประชุมระหว่าง 3 องค์กรใหญ่ - พรีเมียร์ลีก, สมาคมนักเตะอาชีพของอังกฤษ (พีเอฟเอ) และ สมาคมผู้จัดการทีม (แอลเอ็มเอ) เพื่อชี้วัดทิศทางความเห็นของบรรดานักเตะและกุนซือ ต่อประเด็นกลับมาเตะ
 
พฤหัสบดี 14 พฤษภาคม
ตัวแทนภาครัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเข้าประชุมกับ พรีเมียร์ลีก และ อิงลิชฟุตบอลลีก (อีเอฟแอล) เพื่อหารือความคืบหน้า Project Restart ซึ่งคาดว่าจะเป็นการหาข้อสรุปในเรื่องการลงเตะสนามกลาง 8-10 แห่ง ซึ่งจนถึงตอนนี้ ท่าทีของตำรวจคือการสนับสนุนไอเดียเตะสนามกลาง เพื่้อให้ง่ายขึ้นต่อการทำงานด้านความปลอดภัย และในวันนั้น พรีเมียร์ลีก ยังต้องยืนยันกับทางรัฐบาลด้วยว่า พวกเขาสามารถดำเนินการแข่งขันต่อได้จริง
 
ศุกร์ 15 พฤษภาคม
เสาร์ 16 พฤษภาคม
อาทิตย์ 17 พฤษภาคม
ตามสบายพัก แยกย้ายซ้อมตามอัธยาศัย สโมสรไหนจะเรียกประชุมเป็นการภายในหรืออะไรก็ตามแต่
 
จันทร์ 18 พฤษภาคม
วันที่อาจเป็น "วันชี้ชะตา" วันที่สำคัญที่สุดต่อความเป็นไปของพรีเมียร์ลีก 2019/20 โดยคาดว่าจะเป็นการประชุมเพื่อให้ 20 สโมสรได้ออกเสียงโหวตสุดท้าย สำหรับการจะกลับมาหรือไม่ใน Project Restart
 
ส่วนเรื่องของ "กรอบเวลา" กรณีที่พรีเมียร์ลีกจะคืนกลับมา ถึงตอนนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
 
1) นักเตะกลับมารายงานตัว เริ่มซ้อมแบบแยกเดี่ยว ต้นเดือน พ.ค.
2) ซ้อมรวมทีมเต็มรูปแบบ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค.
3) พรีเมียร์ลีก 2019/20 เปิดทำการอีกครั้ง เร็วที่สุดคือสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน มิ.ย.
4) การตรวจหาเชื้อในกลุ่มนักเตะสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ออกค่าใช้จ่ายโดยพรีเมียร์ลีก
5) ประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อมาตรการและเครื่องมือเครื่องไม้ที่เหมาะสมในทุกแมตช์เดย์
 
เอาเป็นว่ารอกันอีกนิด อีกนิดเท่านั้น 
 
ยูฟ่า ขีดเส้นตายให้ทุกลีกแจ้งว่า "จะไปต่อหรือพอแค่นี้" 25 พ.ค.
 
แต่พรีเมียร์ลีก--หากเป็นไปตามกรอบเวลานี้ จันทร์หน้าคงได้รู้ หมู่หรือจ่า
 
 
ไกด์เถื่อน