คอลัมนิสต์ : มิวสิค

เหตุผลที่ทำให้ท่าเรือ-บีจีต้องลงทุนหนัก

25 พ.ค. 2563
กระแสในวงการฟุตบอลไทยตอนนี้ นอกเหนือจากข่าวคราวการย้ายทีมของ ตังค์ สารัช อยู่เย็น และเก่ง อดิศร พรหมรักษ์ แล้ว เรื่องที่ตีคู่กันมาก็คงจะหนีไม่พ้นสโมสรปลายทางของทั้งสองคน ที่เลือกจะไปอยู่กับสโมสรที่แตกต่างกันออกไป
 
ตังค์ สารัช เลือกที่จะย้ายไปอยู่กับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่มีเพื่อนซี้อย่าง นิว ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ค้าแข้งอยู่ ส่วน เก่ง อดิศร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เลือกที่จะส่งไปอยู่กับ การท่าเรือ เอฟซี ซึ่งในกรณีนี้ หากลองนับดูดีๆ เซนเตอร์แบ็กรายนี้ นับเป็นนักเตะคนที่ 4 จากรั้วกิเลนผยอง ที่ย้ายข้ามฟากจากปากเกร็ดไปอยู่คลองเตย
 
ด้วยรายละเอียดต่างๆ ที่ออกมาในช่วง 3-4 วันนี้ มันทำให้คนพุ่งความสนใจไปที่สาเหตุของการย้ายทีมของทั้งสองมากกว่า ที่มองมาลงไปถึงเรื่องที่ว่า ทำไมทั้งสองทีม ถึงยอมลงทุนหนักในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกมันกำลังแย่อยู่แบบนี้
 
แต่อะไรที่ทำให้ทั้งสองทีม ต้องเดินหน้าช้อปนักเตะกระจุยกระจาย ในช่วงเวลาที่ต้องเซฟค่าใช้จ่ายแบบนี้มันคืออะไร ลองมาดูกัน
 
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.พ. ไทยลีก 2020 เริ่มเปิดฉากฟาดแข้งนัดแรกกันไปในวันวาเลนไทน์ ซึ่งคู่เปิดสนามอย่าง สมุทรปราการ ซิตี้ ที่โคจรมาพบกับ แชมป์เก่าอย่าง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด นั้น ผลการแข่งขันออกมาที่เสมอกัน 1-1
 
แต่เกมหลังจากวันเปิดสนาม ต้องบอกว่าดุเดือดทั้งหมด แม้สกอร์จะไม่ได้สูงมากนัก แต่ดีกรีความเดือดในสนามไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเกมในนัดที่ 3 และ 4 ที่เรียกได้ว่าลุ้นกันตลอดทั้งเกมแบบไม่มีจังหวะพักหายใจ แถมยังมีม้ามืดที่ขึ้นมาแย่งพื้นที่ท็อป 4 อย่าง ราชบุรี มิตรผล เอฟซี เกิดขึ้นมาอีก มันยิ่งทำให้ไทยลีก 2020 เข้มข้นขึ้นอีกหลายสิบเท่าตัว
 
แต่ช่วงที่กำลังจะเข้าเกมสัปดาห์ที่ 5 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กลับต้องเบรกความสนุกสุดเหวี่ยงนี้ลง เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย และโปรแกรมทั้งหมดก็โดนเลื่อนออกไปอีกถึง 2 ครั้ง
 
ระหว่างนั้น ทางรัฐบาลก็ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาอีก ซึ่งนี่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการฟุตบอลไทยเลยทีเดียว
 
เมื่อทุกอย่างมันแน่ชัดแล้วว่า ไทยลีกคงจะไม่ได้กลับมาเร็วๆ นี้แน่นอน สมาคมฯ ก็เริ่มเดินหน้าวางแผนปรับระบบลีกกันใหม่ ซึ่งมันได้ข้อสรุปว่า ไทยลีกจะโยกเวลาเปิด-ปิดฤดูกาลใหม่เป็นช่วงเดียวกับลีกยุโรป รวมถึงมีการทำเรื่องขอเปิดตลาดนักเตะรอบใหม่ และการมอบโควต้าลุย ACL ให้กับทีมอันดับ 1-4 จากตารางคะแนนในเลกแรก
 
การขอเปิดตลาดนักเตะรอบใหม่นี้ ทำให้หลายสโมสรเริ่มขยับขยายสมาชิกกันใหม่ ด้วยการยกเลิกสัญญาคนเก่าที่ไม่อยู่ในแผน หรือไม่เข้าระบบ และมองหานักเตะคนใหม่เข้ามาเสริมทีมเพิ่มเติม ซึ่งทีมที่ตัดสินใจยกเลิกสัญญานั้นก็จะแบ่งได้ 2 กลุ่ม คืองบน้อย กับวางเป้าหมายเอาไว้สูง
 
ซึ่งตอนนี้เรากำลังพูดถึงกลุ่มหลัง
 
กลุ่มที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้สูงนั้น จาก 16 ทีม เราสามารถมองเห็นภาพได้ชัดๆ นั้นจะมีทั้งหมด 5 ทีม คือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด, ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, การท่าเรือ เอฟซี และบีจี ปทุม ยูไนเต็ด
 
3 ทีมแรก เราคงจะไม่พูดถึง เพราะบุรีรัมย์เองก็การเสริมทีมโหดมันคือเรื่องปกติไปแล้ว ส่วน แบงค็อก กับ ราชบุรี สองทีมนี้ก็ไม่ได้ออกตัวแรงอะไรเรื่องการเสริมทีม และดูจะพอใจกับขุมกำลังชุดปัจจุบันดีอยู่แล้วด้วยซ้ำ
 
แต่มันไม่ใช่กับ บีจี และท่าเรือ
 
สองทีมนี้ ดูเผินๆ ขุมกำลังของทีมก็ถือว่าพร้อม และโหดในระดับหนึ่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับท่าเรือ ที่เสริมนักเตะกระจุยกระจาย ชนิดที่ว่าคนไหนเขาว่าดี เราเอาหมด ส่วนบีจี ขุมกำลังหลักก็ยังอยู่กันครบ และมีเสริมตัวใหม่เข้ามาบ้างเล็กน้อย
 
จากผลงานของทั้งสองทีมตลอด 4 นัดที่ผ่านมา ต้องบอกว่าดูดีไม่น้อย แม้จะมีสะดุดเสมอไปฝั่งละเกม แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรนัก เพราะเกมที่เสมอกันมาก็เจอคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อพอสมควร ผลมันจะออกมาหน้านั้นก็ไม่น่าแปลกใจ
 
แต่ถ้าย้อนกลับไปดูผลงานช่วงปรีซีซั่น มันอาจจะดูไม่ค่อยน่าพอใจนัก โดยเฉพาะกับการท่าเรือ ที่ตั้งเป้าไปลุย ACL มาตั้งแต่ในมุ้ง แต่กลับโดนหวดร่วงตั้งแต่รอบคัดเลือกนัดแรก ทำเอาแฟนบอลช็อกไปเป็นแถบๆ ทั้งที่ขุมกำลังที่มีอยู่นั้น แทบจะเรียกได้ว่าดีที่สุดในลีกแล้วแท้ๆ
 
แน่นอนว่าผลงานจากตอนนั้น สโมสรคงจะมีแผนปรับทัพอยู่ในใจกันอยู่แล้ว เหลือแค่ลีกเบรกเปิดตลาดนักเตะรอบ 2 เท่านั้น พวกเขาก็พร้อมทุ่มเม็ดเงินลงทุนเพื่อซื้อแข้งหน้าใหม่เข้ามาเสริมทีมอย่างไม่ต้องสงสัย
 
และการที่ลีกต้องเบรกหนีไวรัส บวกกับการขออนุมัติเปิดตลาดเพิ่มก่อนกลับมาเตะอีกรอบนั้น มันทีมที่ต้องการปรับทัพ เลือกคว้าโอกาสนี้มาใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะกับ ท่าเรือ และบีจี
 
ย้อนกลับไปตลาดนักเตะรอบแรกก่อนเปิดฤดูกาล สิงห์เจ้าท่าของ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ทุ่มงบแบบจัดหนักจัดเต็ม เพื่อเป้าหมายในการคว้าแชมป์ไทยลีก และลุย ACL ฤดูกาล 2021
 
รอบนั้นท่าเรือได้นักเตะใหม่คุณภาพดีเข้ามาเพียบ ไม่ว่าจะเป็น อดิศักดิ์ ไกรษร, เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส, ชาริล ชัปปุยส์ รวมถึงแข้งสัญชาติไทยอีกเพียบ เรียกได้ว่าถ้วยแชมป์ปีนี้ ต้องมาตั้งอยู่ที่แพท สเตเดี้ยม เท่านั้น
 
แม้ว่าขุมกำลังที่มีอยู่ตอนนี้จะโหดพอตัวแล้ว แต่ท่าเรือก็ยังเดินหน้ากวาดนักเตะไม่หยุด โดยรอบล่าสุด ก็ไปคว้าตัว เก่ง อดิศร มาจากเมืองทองเพิ่มอีกคน เรียกได้ว่า ตอนนี้คนแน่นทุกตำแหน่ง จนต้องแย่งกันลงตัวจริงเลยทีเดียว
 
ส่วนทาง บีจี ที่มาเงียบๆ แต่ก็ลงทุนไปเพียบเช่นกัน (ในส่วนของเงินค่าตัวและเงินเดือนนักเตะ) ไม่ว่าจะเป็น ปีโป้ สิโรจน์ ฉัตรทอง, สุมัญญา ปุริสาย รวมถึงการกลับมาของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ส่วนนักเตะหน้าเดิมจากชุดที่พาทีมเลื่อนชั้นจากไทยลีก 2 ก็ยังอยู่กันเกือบครบ
 
ถึงขุมกำลังจะดีพร้อมอยู่แล้วในทุกตำแหน่ง แต่ทีมก็ยังเลือกที่จะปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นกันใหม่ ในตลาดนักเตะรอบก่อนคัมแบ็กอีกสักรอบ โดยหนนี้ พวกเขาเลือกเสริมแดนกลางให้แข็งแกร่งมากขึ้น ด้วยการซื้อตัว ตังค์ สารัช มาจากเมืองทองเพิ่มอีกราย
 
และการซื้อตัวหนนี้ บีจี ถือว่าทำงานไวใช้ได้ เพราะจากการเปิดเผยของฝั่งเมืองทองนั้น ชัดเจนว่าเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ดีลนี้ก็ใกล้จะปิดได้เรียบร้อยดีแล้ว เหลือแค่ลงรายละเอียดกันเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งส่วนนี้ก็ไม่น่าเกิน 2 สัปดาห์ก็จะเสร็จสมบูรณ์
 
แต่นอกจากเรื่องการเจรจาแล้ว การจ่ายเงินบีจีก็เปย์หนักเหมือนกัน เพราะค่าตัวของเจ้าตังค์นั้น ว่ากันว่าสูงถึง 20-30 ล้านบาทเลยทีเดียว และยังไม่รวมค่าเหนื่อยของนักเตะที่คาดว่าน่าจะหลายแสนบาทอยู่อีก และตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าทีมเดินหน้าเจรจาดีลอื่นไปเพิ่มเติมอีกด้วยหรือเปล่าอีก
 
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ บีจี และท่าเรือ เดินหน้าเสริมทีมกันอย่างหนักหน่วงโดยไม่แคร์สภาพเศรษฐกิจในเวลานี้ มันก็เพราะเป้าหมายที่พวกเขาวางเอาไว้นั้น มันอยู่สูงจนต้องทุ่มทุนอย่างหนัก เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการมาครอง
 
ซึ่งเป้าหมายที่ว่า มันคือการคว้าโควต้าไปแข่งขันรายการ "เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2021" นั่นเอง
 
เงื่อนไขในการคว้าตั๋วไปลุยรายการนี้นั้น ปีนี้มันมีการปรับเปลี่ยนกันเล็กน้อยอย่างที่บอกไปข้างต้น นั่นคือจะต้องเป็นทีมที่จบอันดับ 1-4 จากตารางคะแนนในเลกแรกเท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์ได้โควต้าไปครอง
 
เมื่อพื้นที่มีแค่ 4 ตำแหน่ง แต่ทีมที่ต้องการไปอยู่ในจุดนั้นมันมีมากกว่า การทุ่มงบเสริมนักเตะแบบไม่ยั้ง และการแข่งขันที่ดุเดือดในสนาม มันจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
 
นอกเหนือจากพื้นที่โควต้า ACL 2021 แล้ว การจบคว้าแชมป์ในฤดูกาล 2020/21 ก็ยังเป็นเป้าหมายของหลายๆ ทีมอีกด้วย ซึ่งเหตุผลมันก็แน่นอน ว่าทุกคนก็ย่อมอยากจะสัมผัสโทรฟี่แชมป์ไทยลีกกันสักครั้งในชีวิตอยู่แล้ว และตำแหน่งแชมป์ไทยลีกที่ใฝ่ฝั่นนั้น มันก็ยังพ่วงมาด้วยตั๋วลุยศึก ACL 2022 มาด้วยอีกหนึ่งอย่างนั่นเอง (ถึงโควต้ามันจะปรับเป็น 2+2 แล้วก็เถอะ แต่ยังไงไปแบบทีมแชมป์มันก็เท่กว่าอยู่แล้ว)
 
แต่สิ่งที่จะตอบได้ว่าการลงทุนครั้งนี้มันคุ้มค่าหรือไม่นั้น มันก็ต้องมาดูกันตอนจบเลกแรก ว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดีมากพอจนสามารถอยู่ในพื้นที่ที่ต้องการได้หรือเปล่า ถ้าบอลมันกลับมาเตะได้ตามแผนน่ะนะ