คอลัมนิสต์ : ม้าโฉด

เมื่อไรที่ฟุตบอลจะกลับมา?

26 มี.ค. 2563
 
ถึงพรีเมียร์ลีกจะประกาศออกมาตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่แล้ว (19 มีนาคม) ว่าเกมฟุตบอลอาชีพทุกระดับในอังกฤษจะเลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนเป็นอย่างน้อย
 
แต่จนป่านนี้ยังไม่มีใครรู้นะครับ ว่าเมื่อถึงเวลานั้น เกมลูกหนังจะกลับมาหวดกันอีกครั้งจริงๆ ได้หรือไม่
 
ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าล่าสุดที่สหราชอาณาจักร (ล่าสุดนับถึงช่วงบ่าย 3 โมงบ้านเรา วันที่ 26 มีนาคม) พุ่งสูงไปถึง 9,574 คน ถือว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 7,000 คนในเวลาห่างกันเพียงสัปดาห์เดียว และมีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 465 ราย
 
แม้แต่มกุฏราชกุมารของราชวงศ์อังกฤษอย่าง เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ก็เพิ่งเป็นผู้ติดเชื้อไปเมื่อวันพุธ นั่นบ่งบอกว่าเจ้าเชื้อวายร้ายอย่างโควิด-19 ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าใครก็ตามก็มีโอกาสเป็นเหยื่อของมันทั้งสิ้น
 
 
ตอนนี้ บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ พยายามขอร้องให้ประชาชนอยู่กับบ้าน โดยมีเหตุผลเพียง 4 ข้อเท่านั้นที่จะอนุญาตให้คนออกมาข้างนอกได้ ประกอบด้วย..
 
1. ออกมาซื้อของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
 
2. สามารถไปออกกำลังกายข้างนอกได้วันละ 1 ครั้ง
 
3. ออกไปด้วยเหตุผลทางการแพทย์ เช่นไปตรวจโรค, เข้ารับการรักษา หรือไปรับยาที่โรงพยาบาล
 
4. ออกไปทำงานได้ ถ้าหากเป็นงานที่สำคัญมาก
 
สถานที่ที่ถูกสั่งปิดไปแล้วประกอบด้วย ยิม, สนามกีฬา, สถานศึกษา, ศาสนสถาน รวมถึงแหล่งชอปปิ้งต่างๆ แต่สวนสาธารณะยังคงเปิดให้บริการสำหรับประชาชนไปออกกำลังกายได้ เพียงแต่ต้องรักษาระยะห่าง ห้ามจับกลุ่มใกล้ชิดกันโดยเด็ดขาด
 
งานแต่งงาน และอีเว้นท์ต่างๆ ห้ามจัดในช่วงนี้ งานสังคมงานเดียวที่ยังไม่ถูกห้ามคือ งานศพ
 
อย่างไรก็ตาม ประชาชนในอังกฤษยังไม่ค่อยให้ความร่วมมือนัก หลายคนยังไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัย หลายคนยังออกไปเดินเล่น ทำกิจกรรมกันในที่สาธารณะ ทำให้ตำรวจต้องทำงานกันเหนื่อย ในการไล่คนกลับบ้าน
 
 
เพราะเหตุนี้แหละ สถานการณ์โควิด-19 ที่อังกฤษ มันถึงไม่ยอมบรรเทาลงซะที และทำให้กระทรวงสาธารณสุขแดนผู้ดีฟันธงว่า แนวโน้มการแพร่ระบาดของเชื้อโรคจะยังไม่ดีขึ้นแน่ และอาจต้องกินเวลาไปจนถึงเดือนมิถุนายนเลยทีเดียว
 
ด้วยสถานการณ์แบบนี้ จึงแทบมองไม่เห็นเลยว่า พอพ้นเดือนเมษายนไปแล้ว พรีเมียร์ลีกจะกลับมาฟาดแข้งอีกครั้งได้อย่างไร เพราะคุณคงปฏิเสธไม่ได้แน่ ว่าอีเว้นท์กีฬาคือสิ่งแรกๆ ที่ต้องถูกห้ามอยู่แล้วในช่วงที่เกิดโรคระบาด
 
ก็ขนาดร้านอาหารยังต้องบังคับให้คนซื้อกลับบ้าน แล้วเกมฟุตบอลมันจะมีความเหมาะสมตรงไหนที่จะมาจัดแข่งกันได้อยู่
 
บางคนอาจบอกว่า “ก็ปิดสนามไม่ให้แฟนบอลเข้าชมสิ” แต่คุณต้องไม่ลืมว่าการแข่งขันฟุตบอลแต่ละนัด อย่างน้อยก็ต้องมีการรวมกันของผู้คนนับร้อย
 
นักเตะตัวจริงและตัวสำรองของทั้งสองทีมรวมกันต่ำๆ ก็ 36 คนแล้ว ยังไม่รวมทีมงานสต๊าฟโค้ช, ทีมงานถ่ายทอดสด, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และทีมแพทย์ที่ต้องสแตนด์บายไว้เผื่อมีใครได้รับบาดเจ็บอีก
 
และถ้าหากมีการแข่งขันฟุตบอลขึ้นในช่วงที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังมหาศาล มันก็จะเพิ่มงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมากขึ้นด้วย เพราะรัฐบาลต้องทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีการรวมกลุ่มเชียร์บอลในที่สาธารณะ หรือผับ-บาร์ต่างๆ มันจะไม่แอบเปิดให้บริการ
 
 
ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง เอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-0 มีแฟนบอลชาวฝรั่งเศสเลือกไปรวมตัวกันจับกลุ่มเชียร์ข้างนอกแทนจำนวนหลายร้อยคน หลังจากโดนห้ามเข้าไปดูที่สนาม
 
นั่นหมายความว่าถ้ามีเกมลูกหนังหวดกันวันละหลายๆ คู่ โอกาสที่ความวุ่นวายจะเกิดขึ้นก็มีไม่น้อย เราจึงไม่แปลกที่ลีกฟุตบอลทั่วโลกทยอยกันหยุดแข่ง
 
เท่าที่ผมเห็น เกมฟุตบอลลีกอาชีพเหลือแค่ที่ประเทศเบลารุส กับ นิการากัว ที่ยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เท่านั้น ที่ยังมีเตะกันอยู่ในช่วงนี้
 
ทีนี้ปัญหาก็คือ ถ้าหากสมมติว่าพรีเมียร์ลีกเลื่อนออกไปอีกเดือน จะสามารถทำการแข่งขันโปรแกรมที่ตกค้างกันอยู่ให้มันจบซีซั่นลงอย่างสมบูรณ์ได้หรือไม่
 
ลิเวอร์พูล เหลือโปรแกรมแค่เฉพาะพรีเมียร์ลีกล้วนๆ แต่มันสำคัญยิ่งสำหรับพวกเขาที่จะต้องกลับมาแข่งต่อให้ได้ เพราะต้องการชัยชนะอีกแค่ 2 นัดจาก 9 เกมที่เหลือ เพื่อการันตีแชมป์ลีกสูงสุดที่รอคอยมานานถึง 30 ปี
 
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีโอกาสต้องลงเล่นอีกถึง 19 นัดรวมทุกรายการ เอาแค่เกมลีกก็ปาเข้าไปแล้ว 10 นัด เพราะก่อนจะเบรกยาวพวกเขาก็ยังไม่ได้ลงเตะนัดตกค้างที่จะต้องเปิดบ้านพบ อาร์เซน่อล ส่วนฟุตบอลถ้วยรายการอื่นๆ ก็ยังมีลุ้นทั้งหมด
 
ทางด้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มีโอกาสต้องแข่งอีกถึง 18 เกม เนื่องจากกำลังไปได้สวยในถ้วย ยูโรป้า ลีก เช่นเดียวกับในศึก เอฟเอ คัพ ที่เข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนโปรแกรมลีกก็กำลังขับเคี่ยวลุ้นท็อปโฟร์กับ เชลซี อย่างสูสี
 
 
ยูฟ่า ตั้งเป้าหมายใหญ่เอาไว้ว่าเกมทั้งหมดของฤดูกาลนี้ จะต้องจบลงภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ก็จริง แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเลื่อนเดดไลน์ออกไปให้ไกลกว่านั้น
 
คีย์เวิร์ดของมติการประชุมจากทาง เอฟเอ เมื่อสัปดาห์ก่อน คือคำว่า “จะขยายช่วงเวลาออกไปไม่มีกำหนด” (To be extended indefinitely) โดยเผยว่าจะไม่มีเกมใดลงเตะ จนกว่าจะถึงวันที่ 30 เมษายนเป็นอย่างน้อยแน่ๆ
 
ส่วน ยูฟ่า เน้นย้ำว่า ฟุตบอลควรกลับมาแข่งกันใหม่ได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์มันเหมาะสม และการเล่นกันต่อมีความปลอดภัยมากพอเท่านั้น (should the situation improve and resuming playing be appropriate and prudent enough)
 
ในเมื่อทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่รออยู่ในช่วงซัมเมอร์ทั้ง ยูโร, โคปา อเมริกา และ โอลิมปิก ต่างถูกเลื่อนยาวออกไปกลางปีหน้าหมดแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเขาก็ยังมีเวลาที่จะรอดูสถานการณ์ต่อไปก่อนอีกพอสมควร
 
และถ้าพวกนักฟุตบอลและฝ่ายบริหารของสโมสรต่างๆ ยินยอมที่จะให้ปีนี้ไม่มีช่วง “ปรีซีซั่น” โดยออกสตาร์ทฤดูกาล 2020-21 ต่อเลยทันทีที่ซีซั่นนี้จบ การที่ฟุตบอลจะกลับมาแข่งกันอีกครั้งในเดือนมิถุนายน ก็ยังไม่สายเกินไป
 
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่เห็นประเด็นเรื่องให้ฤดูกาลนี้เป็น “โมฆะ” หรือ “ตัดจบ” ออกมาอย่างเป็นทางการจากทางสมาคมหรือสหพันธ์ฟุตบอลใดๆ นอกจากเป็นแค่ไอเดียลอยๆ จากตัวแทนของบางสโมสร หรือการคาดการณ์กันไปของสื่อเท่านั้น
 
แน่นอนว่าจากการที่ปฏิทินฟุตบอลได้รับผลกระทบกันไปหมด มันไม่มีทางเลยที่จะไม่มีใครยอมเสียสละผลประโยชน์เพิ่มเติมไปต่อจากนี้
 
 
ถ้าหากจะให้ฤดูกาลนี้แข่งต่อกันจบภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ได้โดยไม่มีการโมฆะหรือตัดจบ นั่นคือทางออกในอุดมคติ แต่ ณ เวลานี้ โอกาสที่มันจะไม่เป็นแบบนั้นมีสูงกว่า
 
ทีนี้ถ้าหากฤดูกาลถูกยืดเยื้อออกไปจบสิ้นในเดือนกรกฎาคม ก็ต้องมีความยุ่งยากกับเรื่องของสัญญานักเตะกับต้นสังกัดปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่มีอายุถึงแค่ 30 มิถุนายน ต่างกันแค่จะไปหมดลงในปีไหน
 
ขณะที่พวกสปอนเซอร์ชุดแข่ง หรือเจ้าของลิขสิทธิ์อะไรต่อมีอะไร ก็ต้องเจรจาเงื่อนไขกันใหม่ให้วุ่น
 
ตลาดซื้อขายนักเตะก็ต้องมีการกำหนดช่วงเวลาใหม่ โปรแกรมปรีซีซั่น หรือแผนการทัวร์เพื่อโปรโมทสโมสรก็อาจต้องมีการพิจารณายกเลิกไป
 
แต่ถ้าหากจะให้ซีซั่นเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายน บางรายการอาจต้องเสียสละยอมโดนตัดตอน
 
พวกรอบน็อคเอาต์ของยูฟ่า คงต้องไปเตะที่สนามกลางเพียงรอบละ 1 นัด หรือบางทีนักเตะอาจต้องยอมลดเวลาพัก โดยต้องลงเล่น 2 นัดติดๆ กันในช่วง 2-3 วัน เพื่ออัดโปรแกรมให้มันครบได้ในช่วงเวลาที่มีจำกัด
 
ผมยังเชื่อว่าการให้เกมลีกฤดูกาลนี้เป็นโมฆะ หรือโดนตัดจบโดยยึดตารางคะแนนล่าสุด จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจจะให้มันเกิดขึ้น ถ้าหากไม่มีใครยอมสละเวลาทิ้งจริงๆ
 
 
ตัดภาพกลับมาที่บ้านเรา ล่าสุดสมาคมฟุตบอลฯ ก็สั่งเลื่อนโปรแกรมไทยลีกออกไป จนกว่าจะถึงเดือนพฤษภาคมแล้วนะครับ
 
ตอนแรกไทยลีกแพลนกันไว้ว่าจะกลับมาแข่งกันได้ในช่วงหลังสงกรานต์ แต่มันก็ไม่เป็นแบบนั้น เพราะประเทศเข้าสู่สถานการณ์ฉุกเฉิน
 
สาเหตุที่ฟุตบอลมันยังแข่งกันไม่ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับที่อังกฤษ เพราะประชาชนไม่ค่อยให้ความร่วมมือด้วยการช่วยกันยอมเก็บตัวอยู่กับบ้านอย่างเข้มงวด การจะควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้มันก็ยิ่งล่าช้า
 
สิ่งสำคัญในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ฤดูกาลนี้จะกลับมาแข่งกันได้ตอนไหน หรือสุดท้ายจะให้มันจบลงอย่างไร เพราะตอนนี้มันไม่มีใครให้คำตอบคุณได้หรอก
 
คำถามที่ใหญ่ที่สุดก็คือ เมื่อไรกันที่เราจะปลอดภัย เมื่อไรกันที่ผู้คนจะไม่ละเลยความรับผิดชอบต่อตัวเองและคนรอบข้างต่างหาก ที่ทุกคนต้องคิด
 
เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า “ฟุตบอลมักเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในบรรดาสิ่งที่มีความสำคัญน้อยที่สุดอยู่เสมอ”
 
เพราะฉะนั้นถ้าหากในตอนนี้หรือต่อจากนี้ ผู้คนยังโฟกัสผิดจุด และไม่รู้ว่าสิ่งใดสำคัญที่สุด บรรยากาศของฟุตบอลที่ทุกคนต้องการ มันอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วก็เป็นได้
 
“สุขภาพและชีวิตคน” คือสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือความจริงแท้ที่สุดครับ
 
 
...ม้าโฉด