คอลัมนิสต์ : ม้าโฉด

ยังไงกัน บัลลงดอร์?

4 ธ.ค. 2562
 
การที่ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ต้องพลาดรางวัล บัลลง ดอร์ อย่างที่แฟนบอลหลายคนมองว่า “ค้านสายตา” ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่า โอกาสที่กองหลังจะโดดเด่นกว่ากองหน้า มันแทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
 
และมันยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก ถ้าหากมันเป็นปีที่ ลิโอเนล เมสซี่ คือกองหน้าที่โดดเด่นที่สุดประจำฤดูกาล
 
ผลงานของ ฟาน ไดค์ ถือเป็นปรากฏการณ์ ไม่มีนักเตะคนไหนในพรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2018-19 จะเลี้ยงผ่านเขาไปได้ 
 
และมันยิ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเข้ามาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ของเขา คือการยกระดับแนวรับจากที่เคยหละหลวม ให้กลายเป็นทีมที่ล้มยากที่สุดในยุโรป
 
แต่ความโหดร้ายที่ต้องยอมรับ ก็คือนักเตะตำแหน่งกองหลัง จะไม่มีใครรู้ว่าฟอร์มเทพจริงๆ จนกว่าจะนั่งตั้งใจดูเกมเต็มๆ หรือติดตามสถิติผลงานอยู่ตลอดทั้งปี
 
ถ้าจะว่ากันตามตรง ต้องใช้คำว่า “มีตัวหารเยอะ” เพราะกองหลังเพียงคนเดียว ไม่มีทางช่วยให้ทีมเก็บคลีนชีตได้ มันยังต้องอาศัยความช่วยเหลือของผู้รักษาประตู, ฟูลแบ็กทั้งสองข้าง รวมไปถึงพวกกองกลางที่ช่วยสกรีนคู่แข่งให้
 
ในเมื่อฟุตบอลตัดสินกันที่จำนวนประตู มันก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ที่บรรดาตัวรุกจะมีข้อได้เปรียบในการช่วงชิงความโดดเด่น
 
ถ้าหากวันไหนยิงได้ ก็การันตีแน่นอนว่าจะได้ปรากฏตัวในคลิปไฮไลท์ หรือต่อให้ไม่มีคนเห็นว่ายิงด้วยลีลาแบบไหน แค่ไปเปิดเว็บไลฟ์สกอร์ อย่างน้อยก็มีชื่อขึ้นมาแล้ว 
 
 
การที่กองหลังคนสุดท้ายที่ได้รางวัล บัลลง ดอร์ คือ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ เมื่อปี 2006 คือสิ่งที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดี ว่าพวกนักเตะตำแหน่งตัวรับ จะได้เครดิตไม่มากนักในการลุ้น “รางวัลผลงานส่วนตัว”
 
ทุกรายการแข่งขัน มีรางวัลสำหรับดาวซัลโว แต่แทบไม่มีรายการไหน ที่จะมีรางวัลมอบให้กับกองหลังจอมแกร่ง
 
นับตั้งแต่ปี 1956 ที่รางวัล บัลลง ดอร์ ถูกจัดขึ้นครั้งแรก มีนักเตะกองหลังคว้าลูกบอลทองคำได้แค่ 3 คนเท่านั้น
 
ฟร้านซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ ทำได้ 2 สมัยในปี 1972 และ 1976, มัทธิอัส ซามเมอร์ กับบทบาทสวีปเปอร์ในปี 1996 และ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ในปี 2006
 
สังเกตให้ดีว่า 3 คนนี้ กว่าจะได้รางวัลแต่ละที ต้องเล่นได้ในระดับ “เป็นพระเอก” ในปีที่มีทัวร์นาเมนต์ทีมชาติใหญ่ๆ อย่างฟุตบอลโลก หรือยูโร ถึงจะได้คะแนนพิศวาสพิเศษเพิ่มมากพอ จนพอจะล้มกองหน้าได้
 
แต่ถ้าหากเป็นปีที่ทีมชาติไม่ได้เล่นรายการใหญ่ โอกาสจะล้มนักเตะที่ทำประตูได้มากที่สุดของฤดูกาล เป็นเรื่องยากพอๆ กับเข็นครกขึ้นภูเขา
 
อย่างที่ผมบอกไป เวลาทีมไหนเล่นเกมรับได้ยอดเยี่ยม มันจะมี “ตัวหาร” หลายคนที่จะได้รับคำชม เพราะกองหลังไม่ใช่ตำแหน่งที่สามารถตัดสินผลการแข่งขันได้ด้วยตัวคนเดียว
 
เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ แกร่งจริง ไม่มีใครเถียง แต่มันสามารถมองอีกมุมได้ว่า จำนวนคลีนชีตหลายๆ นัด มันต้องให้เครดิตกับนักเตะอย่าง อลีสซง เบ็คเกอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โฌแอล มาติป และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ด้วย
 
แต่พวกตัวรุกหรือกองหน้า ถ้าเขามีชื่อทำประตูขึ้นมา จะเป็นที่จดจำได้ง่ายกว่า เรื่องนี้คือความจริง
 
 
อย่างไรก็ตาม ผลงานตลอดฤดูกาล 2018-19 ของ ลิโอเนล เมสซี่ มันอยู่เหนือระดับตัวรุกทุกคนในโลกจริงๆ
 
ยิงรวมทุกรายการทั้งทีมชาติและสโมสรมากถึง 54 ประตู กดแอสซิสต์อีก 23 ลูก ครองดาวซัลโวอันดับหนึ่งของยุโรปด้วยการซัด 36 ลูกใน ลา ลีกา 
 
หากใครว่าลีกสเปนยิงกันง่ายเพื่อดิสเครดิต เมสซี่ ขอให้คิดใหม่ เพราะนอกจากซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินาแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือ ไม่มีใครยิงเยอะกว่า 21 ประตู
 
ขนาด คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่เล่นในลีกที่แบเบอร์มากๆ อย่าง ลีก เอิง ยังยิงให้ เปแอสเช ในซีซั่นก่อนได้น้อยกว่า (33 เม็ด) หรือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่ไร้คู่แข่งในบุนเดสลีกา ก็ซัดในลีกเมืองเบียร์ฤดูกาลที่แล้วไม่ถึง 30 ลูก
 
บางทีเพราะการยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำของ เมสซี่ มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยจนชิน ทำให้ใครๆ ไม่คิดว่า มันคือผลงานระดับมาสเตอร์พีซอีก
 
เมสซี่ ไม่เพียงแค่ยิงเยอะ เขายังครองสถิติจ่ายให้เพื่อนยิงประตูมากที่สุดในลีกด้วยจำนวน 13 แอสซิสต์ และเป็นผู้เล่นที่สร้างโอกาสได้มากที่สุด, เลี้ยงบอลผ่านบ่อยที่สุดในบรรดานักเตะทุกคนของ 5 ลีกใหญ่ยุโรป
 
นอกจากจะเป็นพระเจ้าใน ลา ลีกา กัปตันทีมบาร์ซ่ายังคว้าดาวซัลโว แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกรายการ ด้วยผลงาน 12 ประตู 
 
ซึ่งถ้าหาก เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ไม่วางหมากผิดพลาดให้ทีมโดนบุกยำข้างเดียวที่แอนฟิลด์ จนแพ้เละ 0-4 ในเกมชี้ชะตาของรอบรองชนะเลิศ บางทีความโดดเด่นเมื่อซีซั่นก่อนของ เมสซี่ จะไม่มีใครสงสัยอีกต่อไป
 
หลายคนมักเอาความพ่ายแพ้ย่อยยับของ บาร์เซโลน่า เพียงนัดเดียวที่แอนฟิลด์ ไปดิสเครดิตสิ่งที่ เมสซี่ ทำได้ดีตลอดซีซั่น ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง
 
 
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ เมสซี่ จะยิงกระจุยกระจาย ทำแอสซิสต์มากกว่าใครๆ ได้จริง แต่ถ้าจะให้ความยุติธรรมกับ ฟาน ไดค์ เช่นกัน เขาก็เป็นกองหลังที่ทำมาตรฐานในซีซั่นก่อนได้แบบไม่มีนักเตะตำแหน่งเดียวกันคนไหนในโลกทำได้
 
คนบ้าอะไร ไม่มีนักเตะคนไหนเลี้ยงผ่านได้ทั้งฤดูกาล แถมยังเติมขึ้นไปช่วยพังประตูสำคัญหลายลูกอีกต่างหาก!! 
 
คือถ้าคุณเล่นเป็นกองหลัง แล้วโชว์ฟอร์มได้ขนาดนี้ เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบจนไม่รู้จะหาดีกว่านี้จากไหนได้แล้ว
 
ส่วน เมสซี่ ถึงแม้จะยังรักษามาตรฐานฟอร์มเด่น แต่ปี 2019 เขาไม่ได้เล่นด้วยผลงานที่ดีที่สุดในชีวิต
 
ในขณะที่ฝ่ายปกป้อง เมสซี่ หลายคน ต้องไปขุดคุ้ยสถิติเพื่อมาเถียงคอบอลพรีเมียร์ลีกว่าเขาเจ๋งแค่ไหน แต่ไม่มีแฟนบอลบ้านเราคนไหนเลย ที่บอกว่า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ไม่ดีพอจะได้รางวัลสุดยอดแข้งตัวจริงแห่งปี 2019
 
ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่คิดแบบนั้น เพราะความเคยชินกับตรรกะที่ว่า “ถ้าได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ใครเด่นสุดของทีมมาเอา บัลลง ดอร์ ไป”
 
แต่ถ้าทำความเข้าใจที่มาที่ไปของการโหวตคะแนน บัลลง ดอร์ กันจริงๆ คุณจะรู้เลยว่า สถิติต่างๆ หรือจำนวนแชมป์ที่คว้ามา สุดท้ายมันไม่ได้มีอะไรที่จะมีผลของการตัดสินมากไปกว่า “ความรู้สึก” ของผู้สื่อข่าว
 
____________________________________________________
 
นับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน คะแนนโหวตของ บัลลง ดอร์ มาจากนักข่าวล้วนๆ นะครับ 
 
พวกโค้ชและกัปตันทีมชาติไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก เพราะรางวัลได้แยกออกมาจาก ฟีฟ่า เรียบร้อยแล้ว
 
ผู้คิดค้นรางวัล บัลลง ดอร์ คือนิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล ของฝรั่งเศส ไม่ใช่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ไม่ใช่องค์กรนักเตะอาชีพ มันคือรางวัลที่มาจากมุมมองของสื่อมวลชนล้วนๆ
 
คณะกรรมการโหวต จะมาจากทั้งหมด 176 ประเทศ แต่ละประเทศจะส่งนักข่าวเพียง 1 คนเป็นตัวแทนของชาติในการเลือกลงคะแนน
 
ตัวแทนจากประเทศไทยคือ คุณอุไร ปทุมมาวัฒนา เจ้าของนามปากกา “มาเฟียรี่” คอลัมนิสต์สุภาพสตรีผู้มากประสบการณ์แห่ง สตาร์ ซอคเก้อร์ ซึ่งคอบอลต่างประเทศตัวจริงคงรู้จักกันดี
 
การลงคะแนน จะให้ใส่ชื่อนักเตะเรียงลำดับ 1-5 โดยอันดับ 1 ได้แต้มเยอะสุดคือ 6 คะแนน นอกนั้นอันดับ 2-5 จะได้คะแนน 4, 3, 2, 1 ตามลำดับไป 
 
เท่ากับว่านักข่าว 1 คน มีคะแนนในมือ 16 คะแนน เมื่อคูณกับ 176 ประเทศ เท่ากับว่าคะแนนเต็มจากทั้งโลกคือ 2,816 คะแนน ไม่มีมากน้อยไปกว่านี้ 
 
ทุกอย่างโปร่งใส ไร้ “คะแนนเขย่ง” แน่นอน เพราะ ฟร้องซ์ ฟุตบอล เปิดเผยชัดเจนทันที ว่าใครคือตัวแทนชาติใด มาจากสื่อไหน โหวตให้ใครบ้าง
 
สุดท้ายผู้ที่ได้คะแนนรวมมากเป็นอันดับหนึ่งคือ เมสซี่ กวาดไป 686 คะแนน (24.36%) เฉือนชนะ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ตามมาเป็นอันดับสอง ด้วย 679 คะแนน (24.11%) 
 
นี่ถือเป็นผลการตัดสิน บัลลง ดอร์ ที่สูสีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 เรียกได้ว่าการพลาดรางวัลของ ฟาน ไดค์ อาจเป็นความน่าเสียดายสำหรับนักเตะตัวรับมากที่สุดในประวัติศาสตร์ บัลลง ดอร์ ก็เป็นได้
 
อันที่จริง ฟาน ไดค์ คือนักเตะที่มีคนโหวตให้เป็นอันดับ 1 มากกว่าใครๆ โดยได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 จากผู้สื่อข่าวถึง 69 ประเทศ (คุณมาเฟียรี่ ตัวแทนของไทยคือหนึ่งในนั้น) 
 
ประเทศที่โหวตให้ปราการหลังกัปตันทีมชาติฮอลแลนด์เข้าป้ายที่หนึ่ง ส่วนใหญ่จะมาจากเอเชีย และยุโรป นำโดยบ้านเกิดของเขาอย่าง เนเธอร์แลนด์ และประเทศที่เขาค้าแข้งอยู่อย่าง อังกฤษ
 
แม้แต่ สเปน ซึ่งเป็นประเทศที่ เมสซี่ ใช้ชีวิต ยังเลือกที่จะโหวตให้ ฟาน ไดค์ เลยนะครับ เช่นเดียวกับผู้สื่อข่าวจากอิตาลี อีกหนึ่งชาติที่มีลีกระดับสูงก็เทใจให้ เฟอร์จิล ด้วยเช่นกัน
 
ขณะที่ เมสซี่ ได้รับเลือกให้เป็นอันดับ 1 จากนักข่าว 61 ชาติ โดยคะแนนเสียงส่วนใหญ่มาจากทวีปบ้านเกิดอย่างอเมริกาใต้ และดินแดนที่อาจไม่ได้ติดตามข่าวสารฟุตบอลรอบโลกมากนักอย่าง โอเชียเนีย, แอฟริกา และ พวกชาติจากโซนคอนคาเคฟ
 
อย่างไรก็ตาม เพราะการที่อันดับ 2-5 ยังได้คะแนนด้วยนี่แหละ ที่ช่วยให้คะแนนรวมทั้งหมดของสตาร์ดังบาร์ซ่าชนะไป
 
นักเตะระดับ เมสซี่ ที่ยืนระยะระดับสูงมานานเกิน 10 ปี ถือว่ายังมีอิทธิพลมากพอที่คนส่วนใหญ่จะต้องใส่ชื่อไว้เป็น 1 ใน 5 คนสุดท้าย
 
แต่ ฟาน ไดค์ อยู่ในจุดที่บางชาติที่ไม่คิดว่าเขาคือที่หนึ่ง ก็มองข้ามไปเลย โดยมีไม่ต่ำกว่า 15 ประเทศ ที่ไม่ใส่ชื่อของกองหลังตัวเก่งหงส์แดงไว้สักอันดับ
 
นอกจากนั้นแล้ว เรายังได้เห็นผู้สื่อข่าวจากบางชาติ ลงคะแนนแบบ “เอาฮา” ก็มี
 
 
ที่เป็นข่าวดังก็คือ ฮาฟิซ มาริคาร์ จากศรีลังกา ที่มาแนวอินดี้ล้วนๆ โดยเลือก เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เป็นอันดับหนึ่ง โดยไม่มีชื่อของ เมสซี่, ฟาน ไดค์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ติดหนึ่งใน 5 อันดับแรก
 
สุดท้ายแล้ว ถ้าทำความเข้าใจที่มาที่ไปของ บัลลง ดอร์ มันก็คือรางวัล “ขวัญใจสื่อมวลชน” ดีๆ นี่เอง
 
ซึ่งจะว่าไปแล้ว สื่อมวลชน ก็คือคนเหมือนๆ กับแฟนบอลนี่แหละ ที่มีความคิดเห็น มีมุมมองของตัวเอง และมีสิทธิ์ที่จะบอกว่า นักเตะที่เด่นที่สุดของปีในสายตาของพวกเขาคือใคร โดยไม่มีผิด และไม่มีถูก
 
ไม่มีใครสมควรถูกเหยียดความคิดว่าไม่มีสมอง หรือโดนบอกว่า “น่าขำ” หรือโดนกดดันว่า ต้องเลือกคนนี้เท่านั้น ถึงจะถูกต้อง
 
การเคารพความแตกต่าง คือสิ่งสำคัญมาก สำหรับสังคมที่คิดจะเป็นประชาธิปไตย 
 
และสุดท้าย คำว่า “นักเตะที่โดดเด่นที่สุด” กับ “นักเตะเด่น ของทีมที่ดีที่สุด” มันก็คนละความหมายกัน
 
 
...ม้าโฉด