คอลัมนิสต์ : ม้าโฉด

ภาพที่สร้างไว้ไม่ดีจริง

15 เม.ย. 2563
 
ใครคือประธานสโมสรของ บาร์เซโลน่า ที่ดีที่สุดกันแน่?
 
คือในประวัติศาสตร์ของ บาร์เซโลน่า ยังไม่มีประธานสโมสรคนไหนจะพาทีมประสบความสำเร็จมากไปกว่า โจเซป หลุยส์ นูนเยซ ที่เสียชีวิตไปในเดือนธันวาคม 2018
 
นูนเยซ ดำรงตำแหน่งประธานของอาซูลกราน่าเป็นเวลานานถึง 22 ปี ตั้งแต่ปี 1978-2000 และในระหว่างนั้น สโมสรกวาดโทรฟี่รวมกันไปทั้งหมด 27 ถ้วย
 
 
ในจำนวนนั้นมีแชมป์ยุโรปสมัยแรกของสโมสรเมื่อปี 1992, ครองแชมป์ ลา ลีกา ถึง 7 สมัย, โกปา เดล เรย์ อีก 2 ครั้ง, แชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ ครบทั้ง 4 ครั้ง ในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับแชมป์ โกปา เด ลา ลีกา (สแปนิช ลีก คัพ) สมัยสุดท้ายก่อนทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวถูกยกเลิก ล้วนเกิดขึ้นในยุคของเขา
 
จากนั้นประธานสโมสรที่โดดเด่นรองลงมา หนีไม่พ้น โจน ลาปอร์ต้า ที่ดำรงตำแหน่งนาน 7 ปี ระหว่างปี 2003-2010 และเป็นประธานคนแรก ที่พาสโมสรคว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" และ "แชมป์โลก" ได้ในปี 2009
 
ช่วง 7 ปีที่ว่า บาร์ซ่า กวาดแชมป์ ลา ลีกา ไป 4 สมัย ได้แชมป์ยุโรปอีก 2 ครั้ง ซึ่งแม้จะได้แชมป์บอลถ้วยอย่าง โกปา เดล เรย์ แค่สมัยเดียว แต่เขาคือประธานสโมสรเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ บาร์ซ่า คว้าแชมป์ครบทั้ง 6 รายการที่ลงแข่งใน 1 ปีปฏิทิน
 
อย่างไรก็ตาม หากนับที่จำนวนโทรฟี่ล้วนๆ โดยไม่ต้องจำแนกว่าเป็นรายการไหนบ้าง ประธานสโมสรของ บาร์เซโลน่า ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคมิลเลนเนียม (ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา) ก็คือเจ้าของตำแหน่งคนปัจจุบันอย่าง โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว นี่แหละ
 
 
บาร์ซ่าได้แชมป์ไปทั้งหมด 13 ครั้งในยุคของ บาร์โตเมว เยอะกว่ายุคของ ลาปอร์ต้า ที่ได้ไป 12 แชมป์
 
ในจำนวนนั้นคือการคว้าแชมป์ ลา ลีกา กับ โกปา เดล เรย์ รายการละ 4 สมัย
 
โดยที่ "ทริปเปิ้ลแชมป์" สมัยที่ 2 ของสโมสรเมื่อปี 2015 ที่ทำให้บาร์ซ่าคือทีมเดียวของยุโรป ที่กวาด 3 แชมป์ใหญ่ในฤดูกาลเดียว (ลีก+บอลถ้วย+แชมเปี้ยนส์ ลีก) ได้ถึง 2 ครั้ง ก็อยู่ในยุคของ บาร์โตเมว
 
บาร์โตเมว ขยับจากตำแหน่งรองประธาน เข้ามารับตำแหน่งแทนที่ ซานโดร โรเซลล์ ที่ลาออกไปเมื่อเดือนมกราคม 2014 เพื่อสู้คดีเรื่องการยักยอกเงินในตอนที่สโมสรคว้าตัว เนย์มาร์ จาก ซานโตส เมื่อปี 2013 ก่อนจะนั่งเก้าอี้ยาวมานานกว่า 6 ปีแล้ว
 
เขามีการปิดดีลที่สำคัญคือคว้าตัว มาร์ค-อันเดร แทร์ สเตเก้น, อิวาน ราคิติช และ หลุยส์ ซัวเรซ เข้ามาเป็นตัวหลักจนถึงตอนนี้
 
บทบาทของประธานสโมสรบาร์เซโลน่า ไม่ใช่ดูแลแค่ทีมฟุตบอลอย่างเดียว (อย่าลืมว่าต้องบริหารทีมหญิงเช่นกัน) แต่ยังมีทีมฟุตซอล, ฟุตบอลชายหาด, บาสเกตบอล, แฮนด์บอล, ฮอกกี้น้ำแข็ง และ โรลเลอร์ฮอกกี้ อีกด้วย
 
ตลอด 6 ปีเศษๆ ที่ บาร์โตเมว เป็นประธาน บาร์เซโลน่ากวาดแชมป์ในทุกกีฬารวมกันถึง 71 รายการ ถือเป็นมหาอำนาจวงการกีฬาอันดับหนึ่งของสเปนอย่างไม่ต้องสงสัย
 
บาร์เซโลน่า คือทีมกีฬาทีมแรกของโลก ที่ทำรายได้ถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในช่วงระยะเวลา 1 ปี
 
ในช่วงวิกฤติเชื้อโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลกแบบนี้ บาร์โตเมว ยังเป็นหัวเรือใหญ่ในการเจรจาให้นักเตะยอมลดค่าเหนื่อยลงถึง 70% เพื่อช่วยให้ลูกจ้างของสโมสรยังมีความมั่นคงเรื่องรายได้ และยังช่วยเหลือสังคม ด้วยการบริจาคหน้ากากอนามัย และอุปกรณ์ที่จำเป็นทางการแพทย์ให้กับหน่วยงานสาธารณสุขของกาตาลุนญ่าอีกจำนวนมาก
 
อ่านมาถึงตรงนี้ ดูเหมือนว่า โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว น่าจะเป็นสุดยอดประธานสโมสรของทีมแชมป์ ลา ลีกา สเปน 2 ปีหลังสุดใช่ไหมครับ?
 
 
แต่ความเป็นจริงก็คือ เขาทำงานได้ไม่ราบรื่นเลยกับบุคคลภายในที่เกี่ยวข้องกับสโมสร ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน บอร์ดบริหารของ บาร์เซโลน่า ถึง 6 คนยื่นใบลาออก พร้อมเรียกร้องให้มีการทำการเลือกตั้งประธานสโมสรใหม่ทันทีที่วิกฤติโควิด-19 ผ่านพ้น
 
เอมิลี่ รูเซาด์ อดีตรองประธานที่เพิ่งยื่นซองขาว ยืนยันว่า บาร์โตเมว มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่นนำเงินจากสโมสรไปเข้ากระเป๋าของตัวเอง โดยมีการตกแต่งบัญชีอย่างแนบเนียน ซะจนมั่นใจว่าจะไม่ถูกตรวจสอบได้แน่
 
นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือการบริหารงานของ บาร์โตเมว ในช่วงหลัง ถือว่าไม่ได้ทำให้สโมสรเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นสักเท่าไร
 
ไม่ว่าจะเป็นการเสริมทัพที่แย่มาตั้งแต่ปล่อยให้ เนย์มาร์ ฉีกสัญญาย้ายไปอยู่กับ เปแอสเช ด้วยค่าตัวสถิติโลกเมื่อปี 2017 โดยนักเตะค่าตัวแพงอย่าง อุสมาน เดมเบเล่, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ อองตวน กรีซมันน์ ต่างทำผลงานในสนามได้อย่างน่าผิดหวัง
 
การตัดสินใจปลด เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ออกจากตำแหน่งเฮดโค้ชช้าเกินไป แล้วเลือกกุนซือที่ไม่น่าไว้ใจอย่าง กีเก้ เซเตียน เข้ามาแทน
 
รวมไปถึงการกระทำที่ดูจะมีศีลธรรมต่ำลง จนไม่สมฐานะสโมสรยักษ์ใหญ่ เพราะมีรายงานข่าวว่า บาร์เซโลน่า ได้ตัดสินใจสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ระดับล่างของสโมสรบางส่วน เพื่อผลักภาระให้รัฐบาลจ่ายค่าจ้างให้ 70% ของเงินเดือนแทน หลังจากเจรจาให้พวกนักกีฬายอมโดนตัดเงินเดือนไปก่อนแล้ว
 
 
ทำไม บาร์เซโลน่า ต้องทำอะไรแบบนั้น ทั้งที่พวกเขาคือสโมสรที่มีรายได้สูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก?
 
ในขณะที่ ลิเวอร์พูล กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เพิ่งออกมาแถลงการณ์ขอโทษแฟนบอล จากการพักงานเจ้าหน้าที่ระดับล่างของสโมสรให้ไปเข้าโครงการรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ พร้อมกับประกาศแสดงความรับผิดชอบจ่ายเงินค่าจ้างเหล่านั้นเอง
 
แต่จนป่านนี้ เรายังไม่เห็น บาร์เซโลน่า เคลื่อนไหวอะไรแบบนั้นเลย นอกจากออกมาปฏิเสธข่าวฉาวไปเรื่อยๆ
 
สัญญาณแปลกๆ ที่สำคัญอีกอย่างก็คือการที่บรรดาอดีตตำนาน ยังไม่ต้องการไปทำงานกับบอร์ดบริหารที่นำโดย บาร์โตเมว ในช่วงนี้
 
ในเดือนกันยายน 2019 อดีตปราการหลังกัปตันทีมชุดรุ่งเรืองอย่าง การ์เลส ปูโยล ปฏิเสธจะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬา ก่อนที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชาบี เอร์นานเดซ อดีตกองกลางระดับเทพ ซึ่งปัจจุบันเป็นกุนซือของ อัล ซาดด์ ที่กาตาร์ ก็ปัดโอกาสที่จะเข้ามาเป็นเฮดโค้ชทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ตอนนี้
 
นอกจากนั้น ไม่กี่เดือนที่แล้ว สโมสรยังมีดราม่าระหว่าง เอริก อบิดัล ผู้อำนวยการกีฬาคนปัจจุบัน กับ ลิโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์กัปตันทีมซึ่งเป็นนักเตะคนสำคัญที่สุด ที่ออกมาตอบโต้กันอย่างดุเดือดผ่านโซเชียลมีเดีย
 
แถมเครดิตของ บาร์โตเมว ยิ่งแย่ลงไปอีก จากการมีข่าวฉาวว่าเขาได้ว่าจ้างบริษัทพีอาร์ ให้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียทำคอนเทนต์โจมตีกุนซือและนักเตะตัวเองทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ บาร์โตเมว ดูดีขึ้น
 
การที่ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว มีปัญหากับชาวบ้านชาวช่องเขาไปทั่ว และไม่ว่าจะขยับทำอะไรก็ดูจะโดนขุดคุ้ย โดนโจมตีไปซะหมด ชนิดที่โดนเล่นงานหนักกว่าประธานสโมสรก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาทุกคน แสดงว่าเบื้องหลังมันต้องมีกลิ่นอะไรแปลกๆ 
 
การเลือกตั้งประธานสโมสรของ บาร์เซโลน่า จะมีขึ้นอีกครั้งในปี 2021 ซึ่งดูเหมือนว่าจากทิศทางแบบนี้ เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแน่ๆ
 
แม้ว่าความสำเร็จในสนามในยุคของ บาร์โตเมว จะมากมายแค่ไหน แต่มาทรงนี้ ดู "ไม่น่าจะไปต่อไหว" ซะแล้ว
 
 
...ม้าโฉด