คอลัมนิสต์ : ม้าโฉด

เป็นวัยรุ่นยังไม่ต้องใจร้อน

10 ม.ค. 2563
 
ย้อนไปเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2019 ชื่อของ มัทไธส์ เดอ ลิกท์ น่าจะเป็นนักเตะที่เนื้อหอมที่สุดของตลาดซื้อขายยุโรป ณ เวลานั้น จากการที่เป็นปราการหลังกัปตันทีม อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ชุดเกือบเข้าชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก และเหมาแชมป์ในประเทศทั้ง เอเรดิวิชี่ และ เคเอ็นวีบี คัพ
 
เดอ ลิกท์ ถูกยกให้เป็นว่าที่กองหลังที่ดีที่สุดในโลกแห่งอนาคต เพราะมองไปยังนักเตะรุ่นราวคราวเดียวกันชในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ถือว่าหาใครที่มีชื่อชั้น และผลงานโดดเด่นเทียบกับวันเดอร์คิดดัตช์แมนรายนี้ได้เลย
 
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เขาจะกลายเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ค่าตัวแพงเป็นอันดับ 4 ของโลกต่อจาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ ลูก้าส์ แอร์กนองเดซ ในวัยเพียง 19 ปี เมื่อเลือกย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ด้วยค่าตัว 75 ล้านยูโร โดยมีโอกาสที่ค่าตัวจะพุ่งสูงไปถึง 85.5 ล้านยูโรในอนาคต
 
ก่อนที่เจ้าตัวจะเลือกซบทีมม้าลาย เขาได้รับความสนใจจากหลายทีมดังแทบจะทั่วทั้งยุโรป ซึ่งทีมที่ตกเป็นข่าวอย่างจริงจังก็ยังมีทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ต้องการเสริมแดนหลัง (ก่อนจะไปลงเอยกับ แม็กไกวร์ ด้วยค่าตัวสถิติโลก) รวมถึง บาร์เซโลน่า ที่ก่อนหน้านี้ เพิ่งเอาตัวอดีตเพื่อนร่วมทีม อาแจ็กซ์ อย่าง เฟรงกี้ เดอ ยอง ไปอยู่ด้วยก่อนแล้ว
 
แต่ เดอ ลิกท์ ตัดสินใจเลือกยูเว่ โดยให้เหตุผลว่า เขาต้องการพัฒนาฝีเท้าให้เป็นกองหลังที่ดีที่สุดของโลก และการไปเล่นให้สโมสรที่ดีที่สุดของอิตาลี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการมีจุดแข็งด้านการป้องกัน จะทำให้เขาพัฒนาฝีเท้าให้เก่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
 
 
อย่างไรก็ตาม การได้ลงสนามให้ ยูเวนตุส รวมกันเพียง 14 นาที จาก 5 นัดหลังสุดรวมทุกรายการ โดยมีถึง 4 เกมที่เป็นเพียงตัวสำรองไม่ได้ใช้ ถือว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ เดอ ลิกท์ คาดหวังไว้แน่ในตอนที่ตัดสินใจเลือกย้ายมาเล่นใน เซเรีย อา
 
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจ ที่มีข่าวออกมาว่า มิโน่ ไรโอล่า เอเยนต์ของเจ้าตัว กำลังพยายามหาทางพาเขากลับไปเล่นที่ อาแจ็กซ์ แบบยืมตัวจนจบซีซั่นนี้ก่อน เพื่อไม่ให้ความมั่นใจของนักเตะหดหายไปกว่านี้ ก่อนที่ศึก ยูโร 2020 จะมาถึงในช่วงกลางปีนี้
 
ทุกคนรู้ว่า ยูเวนตุส มี 2 เซนเตอร์แบ็กที่ดีที่สุดของอิตาลี อย่าง จอร์โจ้ คิเอลลินี่ และ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ไว้ในครอบครอง นั่นทำให้ เดอ ลิกท์ ต้องต่อสู้อย่างหนัก หากหวังเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงจากรุ่นพี่จอมเก๋ามาครองได้
 
ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ไม่ต้องรอโอกาสนานนัก เพราะ คิเอลลินี่ วัย 35 ปี เจ็บเอ็นเข่าอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ช่วงเปิดฤดูกาลได้แค่สัปดาห์เดียว และยังคงไม่สามารถกลับมาลงสนามได้จนถึงทุกวันนี้ 
 
นั่นทำให้ เดอ ลิกท์ มีชื่อลงตัวจริงให้ ยูเวนตุส ไปแล้วทั้งหมด 16 นัดรวมทุกรายการ และเป็นฮีโร่ซัดประตูชัยพาทีมบุกชนะ โตริโน่ 1-0 ในเกมดาร์บี้แมตช์เมืองตูริน จึงดูเหมือนเป็นสถิติที่สวยงาม
 
แต่ไปๆ มาๆ ช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2019 เดอ ลิกท์ ก็หลุดจากตำแหน่งตัวจริงไปดื้อๆ และคนที่เข้ามายึดตำแหน่งเซนเตอร์พาร์ทเนอร์ของ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ แทน กลายเป็นตัวละครลับอย่าง เมรีห์ เดมิรัล ปราการหลังดาวรุ่งทีมชาติตุรกี 
 
 
เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือทีมม้าลาย เคยเผยถึงเหตุผลที่ดร็อป เดอ ลิกท์ ไว้ข้างสนามในช่วงหลัง เป็นเพราะนักเตะจำเป็นต้องใช้เวลาในการพัฒนาการสื่อสารภาษาอิตาเลียนให้ดีกว่านี้ รวมถึงอยากให้ปรับตัวเข้ากับจังหวะเกมของ เซเรีย อา ที่เร็วกว่าลีกฮอลแลนด์พอสมควร 
 
แถมในช่วงต้นเดือนธันวาคม เดอ ลิกท์ มีปัญหาเจ็บข้อเท้า และหัวไหล่ติดตัวด้วย นั่นทำให้อดีตโค้ชเชลซี ไม่มั่นใจในสภาพความฟิตของนักเตะเท่าไรนัก
 
ส่วน เดมิรัล ดูจะคุ้นชินกับเกมลูกหนังแดนพิซซ่ามากกว่า จากการที่เคยเล่นให้ ซาสซูโอโล่ มาก่อนแล้ว 6 เดือน ก่อนกลายเป็นนักเตะยูเว่เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีก่อน 
 
ในเดือนกุมภาพันธ์ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ก็เตรียมคัมแบ็กกลับมาจากอาการบาดเจ็บอีกคน นั่นทำให้โอกาสยึดตัวจริงในทีม ยูเวนตุส ที่ เดอ ลิกท์ ต้องการ มันยังคงเป็นสถานการณ์ที่คลุมเครือ
 
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่วันก่อน เมาริซิโอ ซาร์รี่ เพิ่งให้สัมภาษณ์ยืนยันกับ สกาย สปอร์ตส์ อิตาเลีย ว่า เดอ ลิกท์ จะเป็นกำลังสำคัญของทัพเบียงโคเนรี่ในระยะยาวแน่
 
“ผมคือคนแรกๆ ที่จะมั่นใจว่าเขาสามารถเป็นกองหลังที่ดีที่สุดในโลกได้”
 
“เขามีช่วงเวลา 5 เดือนที่ยากลำบาก จากการต้องมาลงสนามในทุกๆ 3 วัน และต้องปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตในประเทศใหม่, ลีกที่ต่างไปจากเดิม และเรียนภาษาใหม่”
 
เดอ ลิกท์ ไม่ใช่นักเตะใหม่คนเดียว ที่เพิ่งย้ายข้ามประเทศมาเล่นให้ ยูเวนตุส ในฤดูกาลนี้ เพราะคนอื่นๆ ทั้ง อารอน แรมซี่ย์, อาเดรียง ราบิโอต์, เมรีห์ เดมิรัล และ ดานิโล่ ก็ได้โอกาสลงสนามอย่างจำกัด และใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเป็นตัวสำรองมากกว่าดาวรุ่งชาวดัตช์ทั้งนั้น
 
มันเป็นแค่สถานการณ์ที่แตกต่างจากทีมเก่า เพราะตอนอยู่กับ อาแจ็กซ์ เขาคือกัปตันทีม เขาคือฮีโร่ และอาจเรียกได้ว่าเป็น “เดอะแบก” ในแผงหลัง 
 
เพราะฉะนั้น เมื่อคุณย้ายไปอยู่กับทีมที่ใหญ่กว่าเดิม มีนักเตะเก่งๆ ในทีมเยอะกว่าเดิม และเจอกับการแข่งขันในระดับที่ยากกว่าเดิม คุณต้องทำความเข้าใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องความกดดัน และการแข่งขันทั้งจากภายในและภายนอกให้มากขึ้น
 
ด้วยความที่ ยูเวนตุส คือสโมสรที่เคยดึงนักเตะต่างชาติพรสวรรค์สูงเข้ามาค้าแข้งด้วยนับไม่ถ้วน ทำให้ มัทไธส์ เดอ ลิกท์ ย่อมไม่ใช่คนแรกที่เจอปัญหาในเรื่องของการปรับตัวเข้ากับทีมๆ นี้ที่มีฉายาในต่างประเทศว่า Old Lady
 
ในปี 1996 ซีเนอดีน ซีดาน ซึ่งเป็นนักเตะหนุ่มที่กำลังมาแรงแห่งยุค เพิ่งย้ายจาก บอร์กโดซ์ ไปค้าแข้งใน เซเรีย อา เป็นปีแรก ก็เคยเจอปัญหาคล้ายๆ กันแบบนี้มาแล้ว
 
ซีดาน คือนักเตะที่รูปร่างบอบบาง ในฤดูกาลแรกกับทีมม้าลาย เขาต้องเข้าโปรแกรมพิเศษเพิ่มระดับฟิตเนส ภายใต้การดูแลของ จามปิเอโร่ เวนโตรเน่ โค้ชฟิตเนสของยูเว่ ณ เวลานั้น
 
บทบาทในช่วงแรกของเขา ถือว่าต้องเล่นในระบบไม่ถนัดอย่าง 4-3-3 เขาต้องเคลื่อนที่มากกว่าปกติ โดยไม่มีอิสระในการเล่นนัก ร่วมกับกองกลางรุ่นพี่อย่าง ดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์, อันโตนิโอ คอนเต้ และ วลาดิเมียร์ ยูโกวิช
 
2 เดือนแรกกับ ยูเวนตุส ของ ซีดาน อดีตกองกลางหัวไข่ดาวทำประตูให้ทีมไม่ได้เลย มีหลายเสียงตั้งข้อสงสัยว่า การที่ “ซิซู” ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน มันเป็นเพราะแท็กติกที่ไม่เอื้ออำนวย หรือว่าตัวเขาเองที่ปรับตัวไม่ได้กันแน่
 
แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 1996 ที่ อันโตนิโอ คอนเต้ เจ็บหนักในช่วงเบรกทีมชาติ ทำให้กุนซืออย่าง มาร์เชลโล่ ลิปปี้ ปรับแท็กติกมาใช้ระบบ 4-4-2 และนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ ซีดาน โชว์ของออกมากับบทบาทเพลย์เมกเกอร์เต็มตัว
 
ประตูแรกที่ ซีดาน ทำได้ในสีเสื้อยูเวนตุส คือการซัดไกลด้วยเท้าซ้ายอย่างสวยงาม ให้ทีมคว้าชัยชนะเหนือ อินเตอร์ มิลาน อย่างสวยงาม 2-0 ก่อนที่หลังจากนั้น เขาจะกลายเป็นตำนานของยูเว่ กลายเป็นกองกลางที่เก่งที่สุดในโลก แล้วจึงโยกไปค้าแข้งกับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลกในปี 2001
 
 
ถึงแม้ว่า ซีดาน กับ เดอ ลิกท์ จะเล่นคนละตำแหน่งกัน แต่ด้วยวัยเพียง 20 ปีของ เดอ ลิกท์ ถือว่าเขายังมีโอกาสอีกมากในอนาคต 
 
โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงให้ต้นสังกัด จะมาถึงเขาอีกครั้งแน่ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยวัยเพียงแค่นี้ กองหลังดาวรุ่งทีมชาติฮอลแลนด์ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ เพื่อยกระดับฝีเท้าขึ้นไปอีกขั้นอย่างที่เจ้าตัวตั้งใจ
 
รายงานข่าวระบุว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ จานลุยจิ บุฟฟ่อน 2 รุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ขึ้นหิ้งไปแล้วในทีม คือกำลังใจที่สำคัญของ เดอ ลิกท์ ในสนามซ้อม และพยายามบอก เดอ ลิกท์ อยู่เสมอ ว่าเขาจะเป็นคนสำคัญของทีมในอนาคตแน่นอน
 
การเป็นแค่ตัวสำรองเพียงช่วงหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ย่ำแย่เกินไป สุดท้ายในวันที่ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ อำลา หรือในวันที่ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ไม่ได้มีมาตรฐานสูงดังเดิม เขาจะกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของกุนซืออย่างไม่ต้องสงสัย
 
ช่วงระหว่างนี้ มันจึงเป็นบททดสอบที่สำคัญ ซึ่งผู้เล่นที่เพิ่งย้ายออกจากบ้านเกิดทุกคนต้องเจอ และ เดอ ลิกท์ ต้องผ่านมันไปให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องสนกระแสข่าวจากสื่อ ที่ปั่นให้เขาย้ายไปอยู่กับทีมที่เป็นตัวจริงง่ายๆ กว่านี้มากกว่า
 
เตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม แก้จุดอ่อนทั้งเรื่องการสื่อสาร และไหวพริบในการรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากที่เคยเจอ ถือว่า มัทไธส์ เดอ ลิกท์ พร้อมกลายเป็นปราการหลังตัวความหวังของ ยูเวนตุส ได้ไม่ยาก
 
ในเมื่อเคยเป็นถึงกัปตันของทีมที่เกือบเข้าชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก มาแล้ว และเป็นคู่เซนเตอร์ในทีมชาติฮอลแลนด์ ร่วมกับกองหลังที่เก่งที่สุดในโลก นั่นแสดงว่า เดอ ลิกท์ มีทุกอย่างดีพอ ที่จะกลายเป็นผู้เล่นที่ดีกว่าตอนนี้
 
เหลือเพียงแค่ “ใจสู้พอหรือเปล่า” แค่นั้น 
 
 
...ม้าโฉด