คอลัมนิสต์ : ม้าโฉด

อยู่เงียบๆ ได้เปรียบสุด

27 พ.ย. 2562
 
ในขณะที่บรรดาทีมหัวตารางพรีเมียร์ลีก ต่างพะวงกับโปรแกรมฟุตบอลยุโรปนัดสำคัญกลางสัปดาห์ ทีมเดียวที่อยู่ใน 4 อันดับแรก และไม่ต้องเครียดอะไรกับเรื่องนั้น นั่นคือ เลสเตอร์ ซิตี้
 
5 นัดติดต่อกันเข้าไปแล้ว ที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส พาทีมคว้า 3 คะแนนเต็มในเกมลีก โดยที่ 3 นัดหลังสุด พวกเขาไม่เสียประตูเลย
 
ทั้ง 5 นัดที่ว่า “บีร็อด” จัด 11 ตัวจริงเหมือนกันเป๊ะๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่ตำแหน่งเดียว ซึ่งทีมที่จะทำอะไรแบบนั้นได้ มันต้องไร้ปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บ
 
และแน่นอนว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร สามารถใช้ทีมที่กำลังฟอร์มดีอยู่แล้วได้ต่อเนื่องเรื่อยๆ นั่นก็เป็นเพราะโปรแกรมแข่งที่ไม่หนักหน่วง และไม่มีถ้วยสำคัญอื่นๆ เข้ามากวนใจ
 
ทุกคนคงไม่ลืมว่าในซีซั่น 2015-16 ที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ พาจิ้งจอกสยามค่อยๆ ก้าวไปถึงแชมป์ นั่นก็เป็นเพราะความได้เปรียบข้อนี้
 
เลสเตอร์ ซิตี้ 2016 คือหนึ่งในแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่ผู้คนจดจำ 11 คนแรกได้อย่างแม่นยำที่สุด และนั่นก็เป็นเพราะ รานิเอรี่ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องโรเตชั่นนักเตะ
 
 
ระบบการเล่นง่ายๆ คือ 4-4-2 ผู้รักษาประตูมือหนึ่งเป็น แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล
 
แผงแบ็กโฟร์จากขวาไปซ้ายคือ แดนนี่ ซิมพ์สัน, เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ และ คริสเตียน ฟุคส์ 
 
อาจมีบางช่วงที่ฟูลแบ็กบาดเจ็บ แต่ว่า ริทชี่ เดอ แลต กับ เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ ก็รู้หน้าที่ตัวเองดี ว่าเป็นอะไหล่เสริม
 
คู่กลาง แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ จับคู่กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ 2 คนนี้แทบไม่เคยโดนดร็อป หรือถ้าหากใครไม่สมบูรณ์จริงๆ ก็มี แอนดี้ คิง ที่รอซัพพอร์ต
 
ปีกขวาอย่าง ริยาด มาห์เรซ ซึ่งเป็นสุดยอดผู้เล่นประจำซีซั่น พลาดลงสนามตลอดทั้งฤดูกาลเพียงนัดเดียว ส่วน มาร์ค อัลไบรท์ตัน ที่ยืนฝั่งซ้าย ลงครบ 38 นัด โดยมีถึง 34 นัดที่ออกสตาร์ทตั้งแต่นาทีแรก
 
เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าตัวเก่งประจำทีม ลงเล่นมากถึง 36 เกม โดยไม่เคยเป็นตัวสำรอง ซึ่งสถิติซัดประตู 11 นัดติดต่อกัน นานที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก มันยังคงเป็นของเขามาจนถึงทุกวันนี้
 
คู่ขาตัวเลือกแรกคือ ชินจิ โอกาซากิ แต่ถ้าหัวหอกชาวญี่ปุ่นไม่ใช่ตัวจริง ก็ยังมี เลโอนาร์โด้ อูยัว ได้ลงบ้างกะปริดกะปรอย
 
ความต่อเนื่องของฟอร์มการเล่น ทำให้ตลอด 38 นัดในฤดูกาลนั้น เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่เคยแพ้ 2 นัดติดต่อกัน โดยไร้พ่ายในช่วงไคลแม็กซ์ 11 นัดสุดท้าย จนเข้าป้ายซิวแชมป์ และทิ้งห่างทีมตามไม่ต่ำกว่า 10 คะแนน
 
และปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาไปถึงฝั่งฝัน นั่นคือ "ความกดดัน" ที่ไม่เยอะเหมือนพวกทีมใหญ่ๆ
 
 
ตัดภาพมาที่ฤดูกาลปัจจุบัน เลสเตอร์ ซิตี้ ใช้ 11 ตัวจริงเหมือนกันมาตลอด 5 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีก 
 
ครั้งสุดท้ายที่ไลน์อัพแตกต่างไปจากนี้ คือการบุกพ่าย ลิเวอร์พูล 1-2 ซึ่ง อาโยเซ่ เปเรซ เป็นแค่ตัวสำรองที่แอนฟิลด์
 
แต่หลังจากพ้นเบรกทีมชาติเดือนตุลาคม อาโยเซ่ ยึดตำแหน่งตัวจริงในตำแหน่งปีกขวา และตอบแทนความไว้วางใจของ ร็อดเจอร์ส ด้วยการซัดในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 4 ประตู โดยระเบิดฟอร์มหรูกดแฮตทริก ในเกมประวัติศาสตร์บุกยำใหญ่ เซาธ์แฮมป์ตัน 9-0
 
ส่วนตำแหน่งอื่นๆ อีก 10 คน ถ้าหากใครดูจิ้งจอกสยามเล่นตลอดในช่วงหลัง ให้หลับตานึกแปปเดียวก็จำได้แล้วว่ามีใครบ้าง
 
นายประตูมือหนึ่งยังคงเป็น แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ซึ่งตอนนี้คือกัปตันทีมในสนาม หลังจากที่ เวส มอร์แกน ไม่ใช่ตัวจริงอีกต่อไป
 
แผงหลังจากขวาไปซ้ายประกอบด้วย ริคาร์โด้ เปเรยร่า, จอนนี่ อีแวนส์, ชากลาร์ โซยุนซู และ เบน ชิลเวลล์ รวมกันเป็นแนวรับที่เสียประตูน้อยที่สุด (8 ประตู) และเก็บคลีนชีตได้มากที่สุดในเกมลีก (6 นัด) 
 
ขยับขึ้นไปหน้าแบ็กโฟร์ มี วิลเฟรด เอ็นดิดี้ คอยปัดกวาด นี่คือนักเตะเจ้าของสถิติเข้าปะทะสำเร็จมากที่สุด (61 ครั้ง) และดักตัดบอลได้บ่อยที่สุด (37 หน)
 
ตัวทำเกมอีก 4 คนตอนนี้ได้แก่ อาโยเซ่ เปเรซ, ยูรี่ ตีเลมันส์, เจมส์ แมดดิสัน และ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ พวกเขาแต่ละคน ไม่มีใครมีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงน้อยกว่า 5 ลูก
 
และแน่นอน ตำแหน่งหัวหอกตัวเป้ายังคงเป็น เจมี่ วาร์ดี้ ที่กลับมาฟอร์มดุอีกครั้งในวัย 32 เมื่อนำดาวซัลโวเดี่ยวๆ ด้วยผลงาน 12 ประตู 
 
5 นัดหลังสุด เจ้าของเสื้อเบอร์ 9 ของจิ้งจอกสีน้ำเงินมีชื่อบนสกอร์บอร์ดทุกนัด ซัดรวมกัน 7 เม็ด เป็นเต็งหนึ่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนพฤศจิกายน หลังจากเดือนตุลาคมก็เพิ่งได้รางวัลมาหมาดๆ
 
 
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด 11 ชื่อที่ว่า จะยังคงได้ออกสตาร์ทในคืนวันอาทิตย์นี้ ที่จะเปิดบ้านรับมือ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งกำลังป้อแป้
 
ด้วยการมีอยู่ของ ลิเวอร์พูล ที่ไม่ยอมสะดุดซะที ทำให้โอกาสที่ เลสเตอร์ ซิตี้ จะขึ้นบัลลังก์ มันยากยิ่งกว่าฤดูกาลปาฏิหาริย์ ที่อัตราต่อรองคว้าแชมป์ก่อนเปิดซีซั่น จ่ายสูงถึง 5,000 ต่อ 1 เสียอีก
 
แต่ช่วงต่อจากนี้ เรากำลังจะได้เห็นว่า การเป็นทีมเดียวในกลุ่มท็อปโฟร์ที่ไม่ต้องพะวงโปรแกรมฟุตบอลยุโรป มันได้เปรียบมากขนาดไหน
 
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งจะไม่มี เซร์คิโอ อเกวโร่ ไปสักระยะ ต้องลงหวดเป็นคู่แรกของคืนวันเสาร์ โดยมีเวลาพักหลังเสร็จศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค แค่ 3 วัน
 
ลิเวอร์พูล ต้องใส่เต็มแม็กซ์ในเกมเปิดรังรับมือ นาโปลี คืนวันพุธ ก่อนได้พักแข้งเพียง 2 วัน แล้วค่อยรับมือ ไบรท์ตัน ช่วงสุดสัปดาห์
 
ทางด้าน เชลซี ก็ต้องลงเตะเกมชี้ชะตาโอกาสเข้ารอบน็อคเอาต์ฟุตบอลยุโรป ด้วยการออกไปเยือน บาเลนเซีย ในวันพุธเช่นกัน ก่อนจะบินกลับอังกฤษ เพื่อเปิดบ้านพบ เวสต์แฮม โดยมีเวลาฟื้นร่างกายเท่ากับทีมหงส์แดง
 
ส่วน เลสเตอร์ ซิตี้ ได้พัก 7 วันเต็มๆ ก่อนเตรียมขย้ำ เอฟเวอร์ตัน ต่อในวันอาทิตย์นี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด สถิติชนะรวดในลีก น่าจะขยายเป็นเกมที่ 6 ติดต่อกัน
 
เหลือบดูโปรแกรมลีก 4 นัดที่รอทัพจิ้งจอกสยามอยู่ต่อจากนี้ ถือว่าตามมาตรฐานแล้ว ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ทีมรองจ่าฝูง ณ ปัจจุบัน จะยังคงรักษามาตรฐานสุดยอดเอาไว้ให้ต่อเนื่อง
 
หลังจากเปิดบ้านรับมือทอฟฟี่ จะต่อด้วย วัตฟอร์ด (เหย้า), แอสตัน วิลล่า (เยือน) และ นอริช (เหย้า) 
 
ถ้าหากไม่มีตัวหลักบาดเจ็บ ความน่าจะเป็นคือต้องได้เพิ่มอีก 10 แต้ม ซึ่งถ้าระหว่างนั้น อาร์เซน่อล, สเปอร์ส และ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงทรงๆ ทรุดๆ ไม่เลิก ต้องบอกว่าโอกาสที่ เลสเตอร์ จะติดท็อปโฟร์ มันจะยิ่งแน่นอนขึ้นไปอีก
 
 
เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ย้ำชัดเจนมาตลอด ว่าเป้าหมายที่วางไว้ให้จิ้งจอก ไม่ใช่การลุ้นแชมป์ แต่เป็นการเบียดลุ้นติดท็อปโฟร์ให้ได้ต่างหาก
 
นั่นหมายความว่า ตราบใดที่พวกเขาไม่แย่เกินกว่าที่จะทำโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก หลุดมือ…
 
ต่อให้สุดท้ายแล้ว เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่ดีพอจะไปขัดขวาง ลิเวอร์พูล ได้ พวกเขาก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ
 
 
...ม้าโฉด