คอลัมนิสต์ : ม้าโฉด

ประวัติเดิมๆ ไม่ได้การันตี

21 พ.ย. 2562
 
ย้อนไปเมื่อช่วงปีที่แล้ว แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วนใหญ่เรียกร้องให้สโมสรปลด โชเซ่ มูรินโญ่ ออกจากตำแหน่งกุนซือ แล้วอยากได้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ให้มาคุมทีมมากกว่า
 
แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน กลับเป็นการที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ปลดโค้ชที่เพิ่งพาทีมเข้ารอบชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรก แล้วแต่งตั้ง มูรินโญ่ เป็นนายใหญ่แทน ในเวลาห่างกันไม่ถึง 12 ชั่วโมง ของวันที่ 20 พฤศจิกายน
 
หากมองจากโปรไฟล์ที่ผ่านๆ มา ที่ มูรินโญ่ คุมทุกทีมคว้าแชมป์รวมทุกรายการถึง 25 ครั้ง แน่นอนว่าเขาคือคนที่น่าจะการันตีความสำเร็จได้มากกว่าโค้ชชาวอาร์เจนไตน์ ผู้ไม่เคยได้โทรฟี่อะไรเลยในอาชีพกุนซือ
 
แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ การรับงานเป็นนายใหญ่คนใหม่ของ สเปอร์ส อย่างเร่งด่วน มันไม่เหมือนกับทุกสโมสรที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เคยรับงานที่ผ่านๆ มา
 
 
โชเซ่ มูรินโญ่ เซ็นสัญญาคุมทีมในถิ่น ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ยาวจนถึงจบฤดูกาล 2022-23 หรือมีอายุสัญญายาว 3 ปีครึ่ง
 
ถ้าหากไม่โดนปลดกลางอากาศไปซะก่อน นี่จะเป็นทีมที่เขาจะได้ทำงานด้วยนานที่สุด
 
โดยสถิติเดิมที่ดีที่สุดที่ มูรินโญ่ เคยทำเอาไว้ คือ 3 ปีกับอีก 3 เดือน สมัยคุม เชลซี รอบแรก (มิถุนายน 2004 - กันยายน 2007)
 
ถึงแม้จะการันตีเรื่องการมีแชมป์ติดมือไม่ว่าจะคุมทีมไหน แต่ มูรินโญ่ ในวันนี้ ยังเป็นที่น่าสงสัยว่าเขายังเจ๋งเหมือนตอนที่พา เชลซี ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกรวมกัน 3 สมัย หรือเคยพาทีมอย่าง ปอร์โต้ และ อินเตอร์ มิลาน ได้แชมป์ยุโรปอยู่หรือเปล่า?
 
หลังจากได้แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งสุดท้าย ด้วยการพาสิงโตน้ำเงินครามชูถ้วยในปี 2015 อีก 4 ปีถัดมา เขาพาทีมจบฤดูกาลในลีกด้วยการติดท็อปโฟร์เพียงครั้งเดียว 
 
นั่นคือตำแหน่งรองแชมป์ฤดูกาล 2017-18 กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งโดน แมนฯ ซิตี้ ทิ้งขาดถึง 19 แต้ม
 
ในรอบ 4 ปี เขาโดนไล่ออกไป 2 ครั้ง ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือผลงานที่ย่ำแย่ และมีปัญหากับคนในทีม
 
นอกจากนั้นแล้ว นี่คือการกลับมาคุมทีมครั้งแรกในรอบ 11 เดือน ซึ่งตั้งแต่เริ่มอาชีพกุนซือ เขาไม่เคยว่างงานจากข้างสนามนานขนาดนี้มาก่อน
 
 
การรับงานกับทีมอื่นช่วงที่ผ่านๆ มา เขายังมีภาพลักษณ์ของสุดยอดโค้ชผู้ประสบความสำเร็จ 
 
แต่นี่คือครั้งแรกที่เขาได้งานใหม่โดยที่ยังมีสถานะ “ลูสเซอร์” จากสโมสรล่าสุดที่เขาคุม
 
แม้แต่ตอนที่โดน เชลซี ไล่ออก เขาก็ยังจากออกมาด้วยดีกรีแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2015 ไม่เหมือนกับการพา แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แค่แชมป์อย่าง ลีก คัพ หรือ ยูโรปา ลีก ทั้งที่ลงทุนไปหนักกว่า 
 
โทรฟี่สุดท้ายที่เขาคว้าได้อย่าง ยูโรปา ลีก ต้องย้อนไปไกลถึง 30 เดือนที่แล้ว
 
อีกสิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ ในสมัยที่เขาได้แชมป์ลีกสูงสุดกับ เชลซี ทั้ง 3 ครั้ง มันเกิดขึ้นตอนที่พรีเมียร์ลีกยังไม่เคยมีผู้จัดการทีมที่ชื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับ เจอร์เก้น คล็อปป์
 
ความสำเร็จทั้งหมดที่ มูรินโญ่ คว้ามาได้กับทุกทีม ยังล้วนเกิดขึ้นในตอนที่มี รุย ฟาเรีย เป็นผู้ช่วย แต่ ณ วันนี้ มือขวาคู่ใจไปเป็นนายใหญ่ของ อัล-ดูฮาอิล ที่กาตาร์แล้ว
 
ในซีซั่นสุดท้ายของจ่ามูกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เราคงได้เห็นกันแล้วว่าพอไม่มี ฟาเรีย อยู่ข้างๆ ผลงานและทรงบอลผีแดงมันเป็นยังไง
 
 
โอเคว่า เป้าหมายหลักของ สเปอร์ส ย่อมไม่ใช่แชมป์พรีเมียร์ลีก ภารกิจเร่งด่วนคือปลุกไฟในทีมกลับมาอีกครั้ง และทำให้สถานะการเป็นทีมที่ได้ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทุกปีกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด
 
แต่ไก่เดือยทองชุดที่ มูรินโญ่ จะต้องมาสานต่อจาก โปเช็ตติโน่ อยู่ในสภาพพร้อมแค่ไหน เพื่อเป้าหมายที่ว่า?
 
การที่ขุมกำลังชุดปัจจุบันก้าวเข้าสู่ช่วงขาลงพร้อมๆ กัน หลังอกหักจากนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก คือสาเหตุหลักที่ทำให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ หมดไฟ ก่อนที่ผลงานจะออกทะเล แล้วก็โดนปลดในที่สุด
 
คริสเตียน เอริคเซ่น อยู่เหมือนรอวันย้าย ขณะที่นักเตะอย่าง แยน แฟร์ต็องเก้น, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ และ แดนนี่ โรส กำลังเข้าช่วงปลายอาชีพ
 
แฮร์รี่ เคน ที่เป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษ และขึ้นสู่ระดับเวิลด์คลาสในวัยพีค เต็มไปด้วยคนที่แนะนำให้เขาย้ายไปทีมใหญ่กว่านี้ซะ ถ้าอยากจะมีเกียรติยศติดตัวก่อนเลิกเล่น
 
จากการที่ตอนนี้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ตามหลังอันดับ 4 อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ห่างถึง 11 แต้ม ถ้าสุดท้ายแล้ว มูรินโญ่ ไม่สามารถพาไก่เดือยทองไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีหน้าได้ ตำแหน่งของเขาก็ยังปลอดภัย เพราะโจทย์ที่เขาได้รับ มันยากเกินกว่าจะตีให้แตกทันที ในเวลาอันรวดเร็ว
 
แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือเมื่อถึงช่วงซัมเมอร์ปีหน้า มูรินโญ่ จะได้รับการสนับสนุน ในการยกระดับทีมตามที่ต้องการได้หรือเปล่า? 
 
 
ประธานอย่าง แดเนียล เลวี่ ไม่ใช่เจ้าบุญทุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากสโมสรใช้เงินไปมากในการเนรมิตสนามใหม่ 
 
เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อดเสริมทัพในฤดูกาล 2018-19 ขณะที่ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนมีปัญหาผิดใจกันภายในมาแล้ว
 
สถิตินักเตะค่าตัวแพงที่สุดของ สเปอร์ส คือ 55 ล้านปอนด์ ที่จ่ายให้ โอลิมปิก ลียง เพื่อเป็นสินสอดของ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ 
 
นั่นคือตัวเลขที่มากกว่าค่าตัวของ เฟร็ด ที่ มูรินโญ่ ดึงตัวไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นคนท้ายๆ ก่อนโดนไล่ออก เพียง 3 ล้านปอนด์
 
ใช่...นี่คือกุนซือที่โคตรเก่ง ถ้ามีขุมกำลังที่ต้องการให้ทุกตำแหน่ง แต่ต้องไม่ลืมว่าเมื่อเขาไม่ได้นักเตะที่ต้องการ ผลงานมันจะเป็นอีกเรื่อง
 
ในซีซั่นที่ 3 กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาถูกปฏิเสธคำร้องขอที่อยากได้ปีกตัวจี๊ดๆ และเซนเตอร์แบ็กตัวเทพๆ ซึ่งนำไปสู่จุดแตกหักกับบอร์ด ก่อนจะกลายเป็นแพะรับบาปความล้มเหลวที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งแฟนผีแดงบางส่วนยังตามสาปแช่งไม่เลิกมาจนถึงตอนนี้
 
แล้วถ้าหากปีหน้า สเปอร์ส พลาดรายได้ก้อนโตจากการอดไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ล่ะ? เลวี่ จะให้ความช่วยเหลือ มูรินโญ่ อัพเกรดทีมได้มากแค่ไหน?
 
ขนาดขวัญใจนักเตะและแฟนบอลอย่าง โปเช็ตติโน่ ยังอยู่ไม่ได้ จะมีอะไรที่การันตีได้บ้างว่าชะตากรรมของจอมอหังการจากโปรตุเกส มันจะไม่จบลงแบบนั้น?
 
 
แทบนึกภาพไม่ออกเลยว่าคนอย่าง แดเนียล เลวี่ จะยอมทุ่มเงินเสริมซูเปอร์สตาร์ให้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ได้เหมือนอย่างที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยยอมจ่าย 75 ล้านปอนด์เป็นค่าตัวของ โรเมลู ลูกากู, 89 ล้านปอนด์สำหรับ ปอล ป็อกบา หรือการทำลายเพดานค่าเหนื่อยเพื่อนักเตะอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ
 
ในสมัยที่ มูรินโญ่ คุมเชลซีรอบแรก เขาอยากได้ใคร โรมัน อบราโมวิช ก็จัดมาให้ไม่ติดขัด
 
ทริปเปิ้ลแชมป์ที่คว้าได้กับ อินเตอร์ มิลาน ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ถ้าทีมงูใหญ่ไม่อัดฉีดการเสริมทัพ เวสลี่ย์ สไนเดอร์, ติอาโก้ ม็อตต้า, ลูซิโอ หรือ ดีเอโก้ มิลิโต้ เข้ามาเป็นตัวหลักให้
 
เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อาจจะใช้เงินเสริมทัพไป 353.8 ล้านปอนด์ แต่ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เขาหาเงินคืนสโมสรได้ถึง 244.5 ล้านปอนด์ 
 
หักลบแล้ว พอช ควักเงินออกจากคลังไปแค่ 100 ล้านปอนด์นิดๆ หรือเฉลี่ยปีละไม่เกิน 27 ล้านปอนด์ นับตั้งแต่รับตำแหน่งกุนซือแทน ทิม เชอร์วู้ด เมื่อปี 2014 และนักเตะที่ซื้อเข้ามา แทบทุกคนคือผู้เล่นที่แบกความหวังของทีมได้หลายปี
 
นั่นคือสิ่งที่ มูรินโญ่ ทำไม่สำเร็จในการคุมทีมก่อนหน้าอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
 
 
คำถามที่สำคัญอีกอย่างก็คือ สไตล์ฟุตบอลของ มูรินโญ่ จะชนะใจบรรดา ยิด อาร์มี่ ได้หรือไม่ เพราะนี่คือกุนซือที่ขึ้นชื่อเรื่องการเน้นผลการแข่งขัน ไม่ใช่ความเอนเตอร์เทน
 
ถ้าหากหยิบแชมป์มาให้ทีมได้ เสียงวิจารณ์จะเงียบลงไปทันที แต่ถ้าหากทำไม่สำเร็จ สไตล์บอลน่าเบื่อนี่แหละ ที่จะทำให้แฟนบอลเร่งให้เขาโดนไล่ออกมากขึ้น ในวันที่ผลการแข่งขันไม่เข้าเป้า
 
โอเคว่าถ้าหากมีอาวุธครบมือ มูรินโญ่ ก็พร้อมทำทีมที่ยิงประตูเป็นว่าเล่นได้เหมือนกัน เหมือนอย่างที่เคยพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ลา ลีกา ด้วย 100 แต้ม พร้อมสถิติยิงประตูใน 1 ซีซั่นมากที่สุดตลอดกาลของวงการบอลสเปน ด้วยผลงาน 121 ตุง เมื่อฤดูกาล 2011-12 
 
แต่ทีมราชันชุดขาวในซีซั่นนั้น มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในวัยพีคเป็นเดอะแบก ที่ยิงคนเดียว 46 ประตู แอสซิสต์อีก 12 ลูกในลีก คิดเป็นการมีส่วนร่วมเกือบครึ่งของประตูทั้งหมดที่ทำได้
 
ขณะที่ศูนย์หน้าตัวเป้าก็เป็นแข้งชั้นยอดอย่าง คาริม เบนเซม่า และ กอนซาโล่ อิกวาอิน แถมยังมีจอมแอสซิสต์ทั้ง เมซุต โอซิล กับ อังเคล ดิ มาเรีย คอยช่วยเหลืออีก 2 แรง
 
จึงไม่แน่ใจว่า แฮร์รี่ เคน จะแบกเกมรุกได้ดีแค่ไหน และเขาจะจำกัดอิสระการเล่นของ ซน ฮึง-มิน หรือไม่ 
 
 
ในเมื่อแท็กติกส่วนใหญ่ที่ มูรินโญ่ ชอบใช้คือ 4-2-3-1 ซึ่งเน้นการยืนประจำตำแหน่ง ส่วนตัวริมเส้นสองข้าง ยังต้องทำงานหนักในการช่วยเกมรับด้วย
 
แฟนบอลสเปอร์ส คงหวังว่า ช่วง 11 เดือนที่ว่างจากงานคุมทีม มูรินโญ่ จะได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ จากการวิเคราะห์เกมพรีเมียร์ลีกของทีมชั้นนำทุกสัปดาห์ แล้วกลับมาในเวอร์ชั่นที่ทำทีมดูสนุกกว่าภาพติดตาที่ผ่านๆ มาของแฟนบอล
 
ด้วยความที่เพิ่งได้งานใหม่ หลังจากคิดถึงบรรยากาศความเข้มข้นของพรีเมียร์ลีกนานถึง 11 เดือน ย่อมทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยู่ในช่วงที่ไฟลุกโชนเต็มเปี่ยม
 
"สิ่งใดที่ผมให้สัญญาได้น่ะเหรอ? นั่นคือแพชชั่นในการทำงาน และแพชชั่นสำหรับสโมสรของผมเช่นกัน” กุนซือวัย 56 ปี ให้สัมภาษณ์ในงานเปิดตัวคุมทีมไก่เดือยทอง
 
แต่ทุกคนรู้จัก โชเซ่ มูรินโญ่ ดี ว่านี่คือคนที่เหมาะกับความสำเร็จระยะสั้น ยังไม่เคยมีทีมไหนฝากความหวังให้เขาวางรากฐาน หรือสไตล์การเล่นที่ทีมจะยึดเป็นดีเอ็นเอได้ในระยะยาว
 
 
จริงอยู่ด้วยชื่อชั้น โปรไฟล์ และทุกแชมป์ที่เคยคว้ามาได้ นี่คือผู้จัดการทีมที่เหนือกว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่
 
ใช่แล้ว การทำทีมติดท็อปโฟร์ มันมีความกดดันน้อยกว่าการทำทีมเพื่อคว้าแชมป์รายการใหญ่
 
แต่ดูเหมือนว่า สิ่งที่ แดเนียล เลวี่ ต้องการจาก มูรินโญ่ มันน่าจะเป็นการคาดหวังที่ยิ่งใหญ่กว่าโค้ชทุกคนที่เขาเคยจ้าง เพราะนี่คือกุนซือที่ได้ค่าเหนื่อยแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร
 
เพราะสิ่งที่ โปเช็ตติโน่ ทำไม่ได้ ทุกคนจะต้องคาดหวังว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องทำได้ ขณะที่สิ่งที่พอชเคยทำไว้ มันจะเป็นมาตรฐานตั้งต้น ว่า มูรินโญ่ ห้ามทำได้แย่กว่า
 
"โชเซ่ มูรินโญ่" ชื่อนี้การันตีความสำเร็จ...
 
แต่จากปัจจัยทุกอย่างที่ว่ามา ดูเหมือนว่างานคุม สเปอร์ส มันไม่น่าจะราบรื่นง่ายๆ เหมือนสมัยที่เขาอยู่ในยุครุ่งเรือง
 
 
...ม้าโฉด