คอลัมนิสต์ : ม้าโฉด

คนไม่ใช่ ทำอะไรก็ผิด

7 พ.ย. 2562
 
4 นัดติดต่อกันรวมทุกรายการเข้าไปแล้วนะครับ ที่ อาร์เซน่อล สะกดคำว่าชนะไม่เป็น
 
ทั้ง 4 นัดที่ว่า ล้วนเป็นเกมที่ทีมปืนใหญ่เขวี้ยงโอกาสคว้าชัยหลุดมือไปเองทั้งหมด
 
นำห่าง คริสตัล พาเลซ ตั้งแต่ 10 นาทีแรก 2-0 แต่กลับปล่อยให้เกมจบด้วยผลเสมอ 2-2
 
เท่านั้นไม่พอ ระหว่างเกมดังกล่าวยังเกิดเหตุการณ์อื้อฉาว ที่นำมาสู่การเสียตำแหน่งกัปตันทีมของ กรานิต ชาก้า และมันเป็นเกมที่ทำให้แฟนปืนใหญ่เข้าใกล้จุดสิ้นสุดของความศรัทธา
 
ถัดจากนั้นมา 3 วัน พวกเขาเกือบทำให้แฟนๆ ยิ้มมุมมาก เมื่อกำลังจะเป็นทีมแรกในปี 2019 ที่ทำให้ ลิเวอร์พูล พบกับความพ่ายแพ้คาแอนฟิลด์
 
ในเกมรอบ 4 ของศึก คาราบาว คัพ ทีมปืนใหญ่อุตส่าห์นำห่าง 4-2 แต่ก็ปล่อยให้หงส์แดงไล่เจ๊า 4-4 และขนาดยิงนำอีกครั้งเป็น 5-4 ก็กลับมาโดน ดิว็อค โอริกี้ ซัดตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนจะดวลจุดโทษพ่ายไปแบบเจ็บปวด
 
แทนที่ทีมตัวเองจะชนะและเหลือถ้วยเล็กๆ ไว้ให้ลุ้นอีกถ้วย กลับกลายเป็นโยนความยุ่งยากไปให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ต้องแบ่งสองทีม ลงเล่นในสองวัน เพราะรอบ 8 ทีม คาราบาว คัพ มันอยู่ในสัปดาห์เดียวกันกับรอบรองชนะเลิศสโมสรโลก
 
พอขึ้นเดือนพฤศจิกายน แทนที่ อาร์เซน่อล จะเปิดฉากเดือนใหม่ด้วย 3 แต้มในเกมลีก ก็กลับโดน วูล์ฟแฮมป์ตัน ไล่เจ๊า 1-1
 
และล่าสุดก็ปล่อยโอกาสทองที่จะเป็นทีมแรกที่เข้ารอบน็อคเอาต์ ยูโรปา ลีก แบบหล่อๆ หลุดมือไปอีก
 
ขึ้นนำเขาก่อนในนาที 80 แต่กลับโดน วิตอเรีย กิมาไรส์ ตีเสมอ 1-1 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
 
 
สำหรับถ้วย ยูโรปา ลีก ถึงแม้สถานการณ์จะไม่น่าเป็นห่วง เพราะถ้าหาก ไอน์ทรัคท์ แฟร้งค์เฟิร์ต ช่วยบุกชนะ สตองดาร์ ลีแอช ให้ในวันพฤหัสบดี ปืนใหญ่ก็เข้ารอบไวกว่าใครเพื่อนอยู่ดีนั่นแหละ
 
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทีมของ อูไน เอเมรี่ ยิ่งเล่นยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ...
 
แน่นอนว่าเกมรับคือสิ่งที่บรรดา เดอะ กันเนอร์ส ห่วงมาตลอด พวกเขาเก็บคลีนชีตไม่ได้เลยในรอบ 6 เกมหลังสุด และโดนส่องตาข่ายรวมกันถึง 12 ตุง
 
แต่เกมรุก ที่เหมือนจะเป็นจุดเด่น ก็ยังมาตรฐานห่วยแตกลงเรื่อยๆ
 
จากที่สร้างโอกาสยิงได้ 15 ครั้ง ในวันที่แซงชนะ วิตอเรีย กิมาไรส์ 3-2 และเสมอ คริสตัล พาเลซ 2-2
 
พอมาเจอกับกับทีมชุดสองของ ลิเวอร์พูล ใน คาราบาว คัพ พวกเขาทำได้เหลือเพียง 13 ครั้ง
 
โอเคว่าบอลถ้วยเล็กไม่ควรไปนับ แต่พอกลับมาลงเล่นเกมลีกที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม คืนวันเสาร์ พวกเขาหาจังหวะยิงใส่ วูล์ฟแฮมป์ตัน ลดเหลือ 10 ครั้ง ตรงกรอบ 4
 
ส่วนทีมเยือนได้ลุ้นถึง 24 หน ตรงกรอบ 8 นี่สรุปใครเป็นเจ้าบ้าน?
 
ขณะที่ผลงานซิงเกิ้ลล่าสุด ที่ปรับโหมดมาเล่น ยูโรปา ลีก อีกครั้ง พวกเขาหาจังหวะลุ้นใส่ วิตอเรีย กิมาไรส์ ได้แค่ 5 หน และตรงกรอบแค่ครั้งเดียว คือจังหวะที่ นิโกล่าส์ เปเป้ เปิดฟรีคิกเข้าไปให้ ชโคดราน มุสตาฟี่ โหม่งขึ้นนำ
 
 
มาร์ติน คีโอว์น อดีตตำนานปราการหลังของทีมปืนใหญ่ชุดรุ่งเรือง ออกโรงวิจารณ์ยับสำหรับผลงานของรุ่นน้องในเกมที่โปรตุเกสนัดล่าสุด
 
การยิงตรงกรอบตลอดทั้งเกมเพียงแค่หนเดียว แถมยังมาจากจังหวะเซตพีซ ในการพบกับคู่แข่งระดับ ยูโรปา ลีก มันสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพที่ไม่ดีพอ
 
ถึงแม้ดาวยิงตัวความหวังอย่าง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง จะไม่อยู่ในสนาม แต่ นิโกล่าส์ เปเป้ ก็ลงครบ 90 นาที แถม อเล็กซองดร์ ลากาแซ็ตต์ ก็ลงมาช่วยตั้งแต่กลางครึ่งหลัง มันควรจะคุกคามเขาได้มากกว่านี้
 
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเกมที่กิมาไรส์ อูไน เอเมรี่ เน้นความรัดกุมด้วยระบบหลังสาม ทำให้สร้างโอกาสได้ไม่มาก
 
แต่การที่นาที 90+1 อาร์เซน่อล ปล่อยให้นักเตะคู่แข่งที่เหลืออยู่ในกรอบเขตโทษแค่คนเดียว ได้ลุ้นประตูจากลูกครอสในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทั้งที่ในพื้นที่ 18 หลามีนักเตะปืนใหญ่ลงไปช่วยกันถึง 8 คน มันแสดงให้เห็นว่า ถึงอัดกองหลังลงไปมากแค่ไหน ก็ยังไร้วินัยและขาดสมาธิอยู่ดี
 
และสุดท้าย กิมาไรส์ ตีเสมอได้จริงๆ จากลูกยิงจักรยานอากาศของ บรูโน่ ดูอาร์เต้
 
 
อย่างที่ผมบอกไป ไอ้เรื่องลุ้นเข้ารอบ ไม่ใช่ประเด็น ยังไงก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ความสำคัญคือทรงบอลและรูปแบบการเล่นที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ต่างหาก
 
มาร์ติน คีโอว์น จำกัดความสถานการณ์ของทีมเก่าในตอนนี้ไว้อย่างชัดเจน
 
“เรากำลังอยู่ในสถานการณ์อันตราย ที่จะสูญเสียเอกลักษณ์บางอย่างของทีม ที่สร้างขึ้นมาด้วย อาร์แซน เวนเกอร์”
 
“เราไม่สามารถป้องกัน และสูญเสียรสนิยมในการโจมตีไปแล้ว”
 
4 นัดหลังสุดที่ เดอะ กันเนอร์ส ไม่เจอกับชัยชนะ ยังเป็นเกมที่ อูไน เอเมรี่ ทดลองแผนการเล่นถึง 4 รูปแบบ
 
จากเล่น 4-4-2 ในนัดเสมอ คริสตัล พาเลซ 2-2 พอไปเตะ คาราบาว คัพ ปรับใหม่เป็น 4-2-3-1
 
พอเห็น เมซุต โอซิล เล่นดีเข้าหน่อย ก็จับลงตัวจริงต่ออีกเกมในตำแหน่งจอมทัพ นัดพบกับ วูล์ฟส์
 
แต่แทนที่จะใช้แท็กติกเดิมที่คุ้นเคย คราวนี้ปรับแผนเป็น 4-3-1-2 จนความรัดกุมหายไป และปล่อยให้คู่แข่งได้ลุ้นจบสกอร์มากกว่า มันคือหลักฐานว่าเป็นการเปลี่ยนแผนการเล่นที่ไม่เข้าท่า
 
ล่าสุดพอต้องการผลการแข่งขันในเกมเยือน ยูโรปา ลีก ก็งัดสูตรหลัง 3 มาใช้มันซะเลย แล้วมันก็กลายเป็นเกมที่ชวนหลับอย่างที่เห็น
 
 
นับตั้งแต่ อูไน เอเมรี่ มารับตำแหน่งกุนซือ อาร์เซน่อล เมื่อปี 2018 เขายังไม่เคยพบกับช่วงเวลาที่พาทีมไร้ชัยชนะ 5 เกมซ้อนมาก่อน
 
หลังจากพบกับช่วง 4 เกมซ้อนซึ่งฟอร์มบู่ คู่ดึกคืนวันเสาร์นี้ เขาจะต้องนำทีมบุกไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังดีวันดีคืนถึงคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม
 
ต้องไม่ลืมว่าจิ้งจอกสยาม กำลังรั้งอันดับ 3 มีคะแนนนำทีมปืนใหญ่ถึง 6 แต้ม
 
ขณะที่อันดับ 4 อย่าง เชลซี ก็นำด้วยช่องว่าง 6 คะแนนเช่นกัน และมีโอกาสฉีกออกไปเป็น 9 ถ้าหาก แฟร้งค์ แลมพาร์ด ไม่พลาดในการพาทีมเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ได้ในช่วงสุดสัปดาห์
 
ถ้าสุดสัปดาห์นี้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แสดงให้เห็นว่า การพาทีมเอาชนะปืนใหญ่ของ อูไน เอเมรี่ ไม่ใช่เรื่องยาก ช่องว่างของ เดอะ กันเนอร์ส ที่จะตามหลังพื้นที่ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก จะยิ่งไกลห่างออกไปอีกเป็น 9 แต้ม
 
ซึ่งถ้ามันมากขนาดนั้น จะมีสักกี่คน ที่เชื่อว่า อูไน เอเมรี่ จะพลิกสถานการณ์ในการพาทีมกลับมาอยู่ในท็อปโฟร์ได้ ในเมื่อนับวันยิ่งออกทะเล
 
หลังจบสัปดาห์นี้ จะเข้าสู่ช่วงเบรกทีมชาติ มันอาจจะเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับบอร์ดบริหาร ในการพิจารณาอะไรบางอย่าง
 
ระหว่างเสียค่าฉีกสัญญา กับเสียศรัทธาจากแฟนบอล และเสียสถานะความเป็นทีมระดับท็อปๆ ของลีก
 
อันไหนมันหนักหนาสำหรับ อาร์เซน่อล มากกว่า เชื่อว่าทุกคนคงรู้ดี...
 
 
...ม้าโฉด