คอลัมนิสต์ : ทีมงาน Vivasoc

บันทึกความอยู่รอดของช้างศึก

20 พ.ย. 2562
 
18 พ.ย. เวลา 21.00 น. เครื่องแลนดิ้งลงถึงพื้นดิน ก้าวเข้าสู่ประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมกับพกความมั่นใจมาเต็มอัตรากับความเชื่อว่า รอบนี้เรามาคว้า 3 แต้มกลับบ้านแน่นอน ...
 
จริงๆ ก็อยากถามตัวเองอยู่เหมือนกันนะว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น และไปเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหน แต่ก็นะ เราคนไทยอ้ะ! ถ้าเราไม่เชียร์ไทย แล้วใครจะเชียร์เรา! 
 
แต่ความฮึกเหิมของวันน่าจะหมดไปเพียงเท่านี้ เพราะด้วยเวลามาถึงที่ดึกเหลือเกิน ทำให้สภาพแฟนบอลในคราบนักข่าวตัวน้อยๆ ต้องหมดแรงไปเสียก่อน ฮึบบบ! นอนเอาแรงก่อนแล้วกัน ค่อยว่ากันใหม่ในวันพรุ่งนี้ 
 
ซินจ่าว เวียดนาม! สวัสดีวันที่ 2 ของชีวิตในกรุงฮานอย วันนี้แล้วสินะ ที่ไทยต้องทำศึกหนัก ด้วยความที่ว่าตื่นเช้ามากก อย่างแรกที่ทำขอเช็คสภาพอากาศหน่อย นอกจากจะอยากรู้อุณหภูมิแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ของเหยี่ยวข่าวให้ครบถ้วน คอยรายงานเหตุการณ์สด และอัพเดทสถานการณ์ให้แฟนบอลที่อยูไทยได้รับทราบกันด้วย 
 
 
19 พ.ย. 12.00 น. ออกเดินทางสู่สนาม มีดินห์ สเตเดี้ยม กันเถอะ! สำหรับใครที่เป็นแฟนเพจเราที่ได้อ่านข้อความนี้ ก็คงทราบกันดีแล้วว่า การเดินทางไปสนามสำหรับเราที่มากันเอง ไม่ได้เช่ารถ ไม่ได้ลำบากอะไรเลย ที่เวียดนามไม่ได้มีอะไรยาก นอกจากบ้านเมืองของเขาไม่มีป้ายภาษาอังกฤษเลยแค่นั้นเอง!
 
ในที่สุดก็เข้าเรื่อง เพราะเรามาถึงสนามกันสักที! พอมาถึงสนามยอมรับตามความจริงเลยว่าตกใจมาก ใครไปที่ไปเชียร์บอลนัดไทย-เวียดนาม ในบ้านเรา คงนึกภาพออกถึงจำนวนแฟนบอลเวียดนาม ที่มากันที่สนาม มธ.รังสิต แต่ขอบอกเลยว่า ที่นี่คึกคักมากกว่าหลายเท่าตัว 
 
ตอนที่ไปถึงสนาม เป็นเวลาประมาณยังไม่ถึงบ่าย 2 เลย แต่ปริมาณแฟนบอล ความคึกคัก และความฮึกเหิมของแฟนบอลเจ้าบ้านบอกเลยว่าสุดมาก เพราะมาเต็มทั้งรถแห่ ขบวนกองเชียร์ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ นานา ที่เราเองยังอดขนลุกไม่ได้ ถ้าเราเป็นแฟนเวียดนามก็คงไปกระโดด ร่วมวงกับเขาแล้ว เพราะมันโคตรปลุกเร้าเลือดนักสู้ในตัวเราจริงๆ
 
ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเปิดประตูสนามให้เราเข้าไปด้านในได้ ก็เรียกว่ามีเวลามากอยู่พอสมควร กับการเก็บบรรยากาศ ดื่มด่ำความเป็นเวียดนาม คือจะบอกว่า ฟุตบอลบ้านเขาฟีเวอร์มากเลยนะ หลายๆ สถานที่ หลายๆ ผลิตภัณฑ์เลือกแข้งนักเตะมาเป็นพรีเซนเตอร์เต็มไปหมด 
 
ในที่สุดก็ถึงเวลาเข้าสนามสักที ก้าวแรกที่เข้าสู่ประตูสนามพูดเลยว่าขนลุกสุดๆ สนามอันกว้างใหญ่ที่จุแฟนบอลได้ 40,000 ที่นั่ง (สองเท่าของมธ.รังสิต) ล้นไปด้วยแฟนบอลฝั่งเจ้าบ้าน พร้อมกับเสียงเป่าแตร หนึ่งในอุปกรณ์เชียร์ที่เกือบทุกคนต้องถือติดมือมา ที่อื้ออึงไปทั้งสนาม คือถ้าใจนักเตะไม่แข็งพอ ก็น่าจะโดนข่มขวัญไปเยอะทีเดียว 
 
อ้อ! อีกเรื่องที่อยากจะบอก แฟนบอลที่นี่เชียร์บอลกันเสียงดังมาก ตลอดระยะเวลา 90 นาที เสียงดังพวกนั้นไม่มีหาย ถ้าเทียบกับที่ไทยก็คือน้อยนิดไปเลย นี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เวลาเราไปเยือนใครแล้วบ้านเขาน่ากลัว
 
 
ปรี๊ดดดดดดดด!! เสียงนกหวีดเริ่มเกมเริ่มต้นขึ้น ทั้งคู่เปิดหน้าแลกใส่กันแบบไม่มีใครยอมใคร แต่การได้กลับมาแข่งกันในรอบนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะทั้งคู่ไม่ได้เปิดหมัดแลกกันแบบไร้ทิศทาง ไม่ได้เอาแรงเข้าสู้ แต่เป็นการขับเคี่ยวกันด้วยกึ๋น เป็นการเล่นเกมฟุตบอลแบบมีชั้นเชิง แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นฝั่งเจ้าบ้านเองที่ถือไพ่เหนือกว่า และในช่วงแรกเราเจาะเขาค่อนข้างยากเลย ดูเหมือนเราไม่มีค่อยมีโอกาสเข้าทำสักเท่าไหร่
 
สไตล์การเล่นของทีมเวียดนามในวันนี้ ไม่รู้จะเปรียบว่ายังไงดี เรียกว่าจับปูใส่กระด้งได้ไหม บางจังหวะที่คิดว่าเราดักเขาอยู่แล้ว แต่ความจริงดันไม่ใช่ โยกซ้าย โยกขวา จนหลุดผ่านเราไปได้ทุกทีเลย และอีกจังหวะได้เปรียบของทัพดาวทองก็คือจังหวะโต้กลับไว พอบททีมไทยกำลังจะได้ลุ้น กลับโดนฉกบอลและสวนกลับไวไปซะงั้น 
 
หลายจังหวะเลยนะ ที่เราต้องรีบวิ่งหวดตาตั้ง เพื่อไปดักทางบอลให้ได้ โดยเฉพาะพี่อุ้มของเราเนี่ย น่าจะหืดจับ ลมใส่พอตัว
 
ที่นี้ตัดมาที่ถึงจังหวะลูกโทษสุดงง งงชนิดที่ว่าเราเป็นช่างภาพอยู่ในสนาม มองทุกจังหวะผ่านเลนส์ ตอนแรกยังไม่เห็นเลยว่าเกิดอะไรขึ้น จุดโทษมาเฉย! จนต้องถามคนข้างๆ ว่า "เกิดอะไรขึ้นหรอ?"
 
เอ่อออ เอาจริงๆ แล้ว จุดโทษนี้ก็ได้ง่ายสำหรับเราด้วยนะ เรียกได้ว่าบุญเข้าข้างจริงๆ แต่ท้ายสุดแล้ว บุญก็ไม่ได้รักษาเรา เพราะอุ้ม ธีราทร บุญมาทัน ผู้รับผิดชอบสังหาร จุดโทษในครั้งนี้ไม่แม่นเป้าพอ ทำให้เราไม่สามารถฉกชิงสกอร์มาจากเวียดนามได้ 
 
ดัง วาน ลัม นายทวารมือฉกาจก็ไม่รู้ไปกินอะไรมา หนึบเหลือเกิน หรือจะเป็นเพราะ "อะไรที่มันไม่ใช่ของเรา มันก็ไม่ใช่" กันแน่นะ?
 
 
ก่อนจบครึ่งแรก เวียดนามสามารถพาบอลเข้าตุงตาข่ายได้สำเร็จ แต่กลับถูกริบไปเช่นกัน เพราะผู้เล่นของฝั่งเจ้าบ้านไปปะทะกับ ตอง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ นายทวารที่ได้รับโอกาสลงมาเล่นในเกมนี้ แทน ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่ไม่ฟิตพร้อม
 
ซึ่งถ้าเราเจอผู้ตัดสินที่เขี้ยวๆ กว่านี้ ก็อาจจะไม่ริบประตูคืนก็ได้ เพราะจังหวะมัน 50-50 ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น (ในมุมที่เห็นจากข้างสนามนะ) สุดท้ายครึ่งแรกก็จบกันไปด้วยสกอร์ 0-0 
 
เริ่มเข้าสู่เกมครึ่งหลัง ทุกอย่างจะดุเดือดขึ้น เกมในสนามมันส์มากๆ แต่โดยแท็กติกที่ดูไม่ต่างจากเดิม ทำให้รูปเกมไม่ได้ต่างกัน จะมีก็แต่นักเตะไทย วิ่งสู้ฟัดกันมากขึ้น 
 
เพิ่งจะมารู้ทีหลังว่า กุนซือเลือดซามูไร พูดในห้องแต่งตัวกับนักเตะว่า เชื่อว่าในวันนี้ ทุกคนสามารถเล่นได้ดีกว่าครึ่งแรก สำหรับแรงมีเท่าไหร่ก็อยากจะให้เอาออกมาสู้กันให้หมด
 
คำพูดนั้นศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เพราะนักเตะก็วิ่งไม่กลัวตายกันแบบที่เห็น
 
เกมเริ่มเปลี่ยนเมื่อประมาณนาทีที่ 60 กว่าๆ รู้ทั้งรู้อยู่แล้ว การแบ่งคนละ 1 แต้มกับทีมชาติไทยไม่ได้ทำให้ทีมหัวตารางสะเทือนสักเท่าไหร่ ดังนั้นพอเกือบถึงช่วงท้ายเกม เวียดนามเริ่มลงไปรับต่ำขึ้น หรือถ้าจะเรียกก็คือลงไปอุดไม่ให้โดนแล้ว เพราะการจบสกอร์นี้ไม่ได้เสียหายอะไรกับพวกเขาเลย 
 
ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ได้เห็นทัพช้างศึกได้มีโอกาสขึ้นมาอยู่ในแดนหน้ามากขึ้น ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย หลายลูกที่เรามีจังหวะให้ได้หวาดเสียว จนคิดว่างานนี้เราน่าจะได้ 3 แต้มกลับบ้านล่ะว้าาา 
 
ท้ายที่สุดแล้วเมื่อเวลาหมดลง เรากลับทำได้เพียงแค่บุกไปเสมอเวียดนามได้เท่านั้น เนื่องด้วยเกมในนัดนี้ มันเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ถ้าไทยอยากกลับไปอยู่ที่จุดเดิม อยากให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในมือเรา เราต้องชนะเท่านั้น การที่เราทำได้แค่นี้เท่ากับว่าโอกาสในการเข้ารอบของเรานั้น น้อยลงไปทุกที 
 
ปัจจุบันหากไม่นับนัดอื่น ประเมินกันแค่ตอนนี้ จากหัวตารางของกลุ่ม เราตกไปอยู่ที่อันดับ 3 เรียบร้อยแล้ว ด้วยการตามหลัง มาเลเซีย ที่เอาชนะอินโดนีเซีย 2-0 อยู่ 1 คะแนน และตามหลังเวียดนามอยู่ 3 แต้ม นั่นก็แปลว่า ณ เวลานี้ ทีมชาติไทยหลุดจากวงโคจรของ อันดับ 2 ที่ดีที่สุดไปเรียบร้อยแล้ว 
 
ทีมชาติไทยยังเหลือโปรแกรมลงเล่นอีก 3 นัด นั่นคือการเปิดบ้านรับอินโดนีเซีย และ มาเลเซีย คาดว่าน่าจะการันตี 6 แต้มได้จาก 2 เกมนี้ และที่เหลืออีก 1 นัด คือการออกไปเยือน ยูเออี ซึ่งถือว่าเป็นเกมที่ยากที่ทีมจากแถบอาเซียนจะขโมยแต้มออกมาได้ ถึงแม้ว่าฟอร์มของทีมจากอาหรับจะแย่แค่ไหนก็ตาม 
 
ดังนั้น ถ้ารวม 3 เกมที่เหลือไปแล้ว ทีมชาติไทยน่าจะเก็บได้ทั้งหมด 14 แต้ม โดยมาตรฐานแล้ว ไม่น่าพอต่อการเป็นอันดับ 2 ที่ดีที่สุด ซึ่งนอกจากจะหลุดเส้นทางไปแล้ว เรายังต้องลุ้นให้ทีมที่มีคะแนนเหนือเราสะดุด และตัดแต้มกันเองเสียด้วย ความหวังก็แทบจะริบหรี่สุดๆ ไปเลย
 
หลังเกมวันนี้ก็มีเรื่องให้พูดคุยกันอยู่พอสมควรนะ อย่างแรกเลยคงหนีไม่พ้นเรื่องการยิงจุดโทษพลาดของ เจ้าอุ้ม ที่ทำให้เราพลาดโอกาสชนะเกมนี้ไป จนเจ้าตัวต้องออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ขอโทษแฟนบอลไทยทั้งประเทศว่า "ทุกคนทำเต็มที่มากๆ ผิดที่ผมเองที่ยิงไม่เข้า มาลงที่ผมคนเดียววันนี้ ขอโทษด้วยสำหรับทีมชาติไทย"
 
อืมมมมม ก็น่าคิดนะ ว่าหลังจากจบเกม ทำไมตัวนักบอลเอง ถึงต้องออกมาโพสต์อะไรแบบนี้ เป็นเพราะแฟนบอลไทยชอบทำร้ายจิตใจนักบอลไทยกันเองหรือเปล่า? 
 
ก็แอบคิดไม่ได้จริงๆ ว่าการที่เจ้าอุ้ม ออกมาทำแบบนี้ คือการออกตัวเพื่อปกป้องเพื่อนๆ และน้องๆ ในทีมจากการตกเป็นเป้าโจมตี หรือ "แพะ" ของการแข่งขัน
 
แต่วันนี้ถ้าคุณดูเกมจริงๆ เชื่อเลยว่าไม่มีแฟนบอลคนไหนออกมา "โทษอุ้ม" จากการยิงจุดโทษพลาดแค่นั้นหรอก การยิงจุดโทษไม่เข้า ไม่ได้แปลว่าคนยิงไม่ดีนะ อาจจะแปลว่าประตูหนึบเกินไปก็เป็นได้ นอกจากนี้ตลอดทั้งเกม แข้งซ้ายปีศาจร้ายนี้ ก็วิ่งจนพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า "แบกทีม" เยอะอยู่เหมือนกัน 
 
ใช่อยู่ ว่าฟุตบอลเล่นกันเป็นทีม แต่ถ้าไม่มีชายผู้สวมเบอร์ 3 คนนี้ ไม่รู้เราจะหายใจได้ทั่วท้องหรือเปล่า ยังไงก็อย่าลืมเข้าไปให้กำลังใจอุ้มกันด้วยนะ :)
 
ส่วนอีกเรื่องก็คือการเปลี่ยนตัวช้าของ "นิชิโนะ" ซึ่งวิธีการแก้เกม และเปลี่ยนตัวนักเตะแบบนี้เราเห็นมาตั้งแต่เกมเจอมาเลเซีย ที่กว่าจะเปลี่ยนตัวได้ ก็นาทีที่ 80 เข้าไปแล้ว คือพอเราไม่ใช่โค้ชเราก็ไม่สามารถตัดสินอะไรได้หรอก แต่ในเมื่อถ้าเปลี่ยนแล้วอะไรจะเกิดขึ้นก็ดีกว่ายังไม่ได้เปลี่ยนหรือเปล่า เหมือนวลีที่ว่าเสียใจเพราะผิดพลาด ก็ยังดีกว่าเสียใจที่ยังไม่ได้ลงมือทำนะ ...
 
พอมาถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะมองว่า เฮดโค้ชของเราเริ่มเกิดอาการป๊อดหรือเปล่า กลัวที่จะผิดพลาดหรืออย่างไรกันแน่ ซ้ำร้ายแอบเห็นคอมเม้นท์แฟนบอลพูดมาว่า "คุมทีมแบบนี้ก็มีแต่ทรงกับทรุด" แต่ถ้าหากเรารู้จักนิสัยใจคอของชาวญี่ปุ่นแล้ว เราจะรู้ได้เลยว่า เขาเชื่อและยึดมั่นในแบบแผน ปณิธาน ความคิดมากแค่ไหน ดังนั้นไม่แปลกใจที่ นิชิโนะ จะปฏิบัติตามที่สิ่งที่วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด จนกว่าจะถึงนาทีสุดท้ายนั่นเอง
 
สุดท้ายหลังจบเกมวันนี้ก็น่าจะเป็นช็อตปัญหาตรงซุ้มม้านั่งระหว่าง ปาร์ค ฮัง ซอ กับ โค้ชจุ่น อนุรักษ์ ศรีเกิด ที่เหมือนจะมีการปะทะคารมอะไรกันเล็กน้อย 
 
พอเข้าแถลงข่าวในห้องเพรส ก็มีนักข่าวเวียดนามสอบถามถึงเรื่องดังกล่าวเหมือนกัน ซึ่งกุนซือแดนกิมจิ ก็ตอบเรื่องนี้ด้วยความขบขัน พร้อมบอกว่าจริงๆ แล้วมันก็แค่จิตวิทยาข่มขวัญคู่ต่อสู้ให้เกรงเราเท่านั้น (แหม จิตวิทยาเก่งมาก!) 
 
ความจริงของเรื่องนี้ไม่มีใครสามารถรู้ได้หรอก นอกจากตัวของโค้ชปาร์ค และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้น เราเป็นแค่แฟนบอล ก็คงทำได้แค่ภาวนาว่า ก็ขอให้มันไม่มีอะไรจริงๆ แบบนั้นแล้วกัน
 
ก่อนจากกันไปต้องขอขอบคุณทุกคนที่อ่านบันทึกเล็กๆ ของนักข่าวตัวน้อยคนนี้จนจบ พร้อมทั้งขอให้ช่วยเชียร์และอยู่ข้างทัพช้างศึกกันต่อไป การบุกไปเสมอในวันนี้ถ้ามองในมุมของคะแนนและโอกาสเข้ารอบ ไม่เถียงเลยว่า เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก 
 
แต่ถ้าหากเทียบกันนัดต่อนัด เกมนี้เราเสมอตัวด้วยซ้ำ การพลาดจริงๆ ของเรา มันคือเกมนัดที่แล้วต่างหาก เพราะจริงๆ แล้วเราเป็นรองเขาตั้งแต่ ฟ็อกซ์ สปอร์ต เอเชีย ตีข่าวว่า "เวียดนามเหนือกว่าเรา" แล้วด้วยซ้ำ 
 
 
การรบครั้งนี้ของนักเตะไทยถือว่าเป็นเกมที่เต็มที่และประทับใจมากอีกเกมหนึ่ง ขอบคุณแฟนบอลชาวไทยหลายๆ คน ที่เดินทางไปเชียร์ และตะโกนส่งเสียงเชียร์ตลอด 90 นาที แบบไม่มีเหน็ดเหนื่อย 
 
และที่ขาดไม่ได้ต้องขอบคุณกำลังใจจากแฟนบอลไทยทั้งชาติที่ส่งให้ทัพช้างศึกได้ลงสนามอย่างภาคภูมิ ทุกสิ่งบนโลกมีโอกาสเสมอ แค่ต้องใช้เวลา 
 
ตราบใดที่เรายังไม่ตกรอบ ก็เปรียบเสมือนเรายังไม่หมดลมหายใจ ดังนั้นลุกขึ้นมาสู้ต่อในเกมหน้า ช่วนกันเชียร์ทีมชาติไทย ถ้าเราไม่เชียร์ไทย แล้วใครจะเชียร์เรา!!
 
 
วิวา