คอลัมนิสต์ : บิ๊กแชมป์

3 ต้องลุ้นช้างศึกบุกแดนอิเหนา

9 ก.ย. 2562
 
ในที่สุด เกมที่ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย จะต้องบุกไปเยือน อินโดนีเซีย ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 2 ของกลุ่มจี ก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
 
สิ่งที่น่าจับตามองครั้งนี้หนีไม่พ้น การได้กลับมาโชว์เพลงแข้งที่สนาม เสนายัน ของขุนพลช้างศึก 
 
ซึ่งสนามอดีตความจุหลักแสนคน ในปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อปรับปรุงใหม่เป็น เกโลรา บุง การ์โน พร้อมใส่เก้าอี้ให้เป็นไปตามหลักสากล ภายใต้ความจุที่ดุเหมือนเดิมที่ 7 หมื่นที่นั่ง
 
พร้อมสถิติที่ไม่สวยหรูของทีมไทย ที่ไม่สามารถบุกมาเอาชนะอินโดนีเซีย ที่สนามแห่งนี้มา 11 ปีแล้ว
 
ฉะนั้น ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยในยุคที่มี อากิระ นิชิโนะ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน จึงมี 3 โจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ หากลุ้นให้ทีมไทยได้ก้าวเดินต่อไปในฟุตบอลโลก 2022
 
 
1. ลุ้นประตูแรก
เป็นเครื่องคำถามในทันที หลัง อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย บรรจงใส่ชื่อ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เป็นกองหน้าในเกมเปิดประเดิมสนามฟุตบอลโลก 2022 กับเวียดนาม
 
พร้อมลงเอยด้วยการจบด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์ จน นิชิโนะ  ถูกวิจารณ์อย่างหนักที่ไม่ยอมใช้งานกองหน้าอาชีพอย่าง ศุภชัย ใจเด็ด ตัวเลือกเดียวของทีมไทยชุดปัจจุบันให้สนาม
 
กระนั้น กุนซือแดนซามูไร ก็มาพบกับเรื่องปวดหัวอีกครั้งเมื่อ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ มีได้รับบาดเจ็บจากเกมเสมอ เวียดนาม 0-0
 
ทำให้ ผู้สันทัดกรณี เชื่อว่า ทีมชาติไทยน่าจะได้ฤกษ์ส่ง ศุภชัย ใจเด็ด เป็นศูนย์ตัวจริงในเกมนี้ สักที
 
แต่ที่น่าสนใจ คือ นักเตะไทยคนไหนจะสามารถประเดิมประตูให้ อากิระ นิชิโนะ มั่นใจศักยภาพทำทีมคงต้องลุ้น
 
ถึงขั้นที่ นิชิโนะ ต้องเอ่ยปากในงานแถลงข่าวว่า “การที่เราจะชนะเกมนี้ได้ ก่อนอื่นเลยเราต้องทำประตูให้ได้ เราจึงต้องเน้นไปที่การสร้างโอกาสให้ได้มากๆ และให้นักเตะทุกคนมีส่วนร่วมในการเข้าทำประตู”
 
“ในเกมที่ผ่านมา เรามีโอกาสส่งบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้ายของฝ่ายตรงข้ามแค่เพียง 60 ครั้ง ซึ่งเราต้องพยายามทำตรงนี้ให้มากขึ้นให้ได้”
 
 
2. ลุ้นให้ระบบทีมลงตัว
ต่อเนื่องจากข้อแรกนอกจากปัญหาเรื่องการจบสกอร์ของทีมชาติไทยที่ยังไม่ขั้นในเกมแรก  การลุ้นระบบการเล่นให้ลงตัวในยุคของ กุนซือแดนบูชิโดก็เป็นอีกอรรถรสที่น่าสนใจ 
 
เพราะเกมแรก สิ่งที่ทีมชาติไทยถูกวิจารณ์มากคือคู่เซนเตอร์แบ็ค พรรษา เหมวิบูลย์ กับ มานูเอล ทอม  
 
คู่จิ้นแนวรับช้างศึก ยังสอดประสานกันไม่ลงตัวเท่าไหร่ในเกมกับเวียดนาม
 
กอปรกับมีความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ตลอดเวลา ตั้งแต่การสื่อสาร การออกบอลที่ช้า และการคุมจังหวะเกมที่ยังไม่นิ่งพอ จนทำให้ ทีมไทย เกือบโดนลงโทษตั้งแต่ต้นเกมไล่ไปยันท้ายเกม
 
โดยสาเหตุน่าจะเป็นเรื่องของเวลาในการทำงานร่วมกันของทั้งสองซึ่งมีน้อยไปหน่อยนิดที่สำคัญคู่แข่งอย่าง เวียดนาม ก็ไม่ใช่เนื้อสมันให้รับประทานง่ายๆ เหมือนในอดีต
 
แนวรับที่ยังไว้ใจไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์จึงเป็นเหตุสำคัญให้บอลไทยยังครองเกม และ ดาหน้าบุก ไม่ได้ถึงจุดที่หวังไว้เข้าตำรา ห่วงหน้าพะวงหลัง นั่นเอง
 
อีกจุดคือ แดนกลาง ที่เกมแรกเต็มไปด้วยนักเตะประเภท มดงาน เยอะไปหน่อย อย่าง สารัช อยู่เย็น, พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล และ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ 
 
โดยมีตัวรุกที่ดูจะเด่นสุดแค่ สุภโชค สารชาติ แค่รายเดียว ผลลัพธ์คือ ไทยครองบอลไทยเยอะจริง
 
แต่ไม่มีน้อยครั้งมากที่จะสามารถ ครีเอท เกมรุกแจ่มๆได้ ยิ่งคู่แข่งประกบติด ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยิ่งให้เกมรุกช้างศึกดร็อปลงไปเป็นช่วง 
 
ทั้งหมดคงต้องมาลุ้นกันว่า  อากิระ นิชิโนะ จะแก้อย่างไรให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น 
 
 
3. ลุ้น 3 แต้มแรก
คงจะไม่เป็นการกดดันทีมชาติไทย หากจะบอกว่า ถ้าจะทำอะไรในเกมเยือน อินโดนีเซีย เกมนี้ ก็ควรรีบทำ โดยเฉพาะการคว้า 3 แต้มหรือชนะในเกมนี้ให้ได้
 
เพราะหากไปหวังกับเกมนัดที่ 3 ที่ช้างศึก จะเปิดบ้านพบ ยูเออี ในช่วงกลางเดือนตุลาคม มากก็นาน และ ลุ้นเหนื่อยเช่นกัน
 
ดังนั้น เอามันซะตั้งแต่เกมเยือน อินโดนีเซีย เลยแล้วกัน...แต่ความฝันครั้งนี้มีอุปสรรคใหญ่อยู่
 
ไม่ว่าจะเป็น ตัวเลขสถิติที่ทีมไทย เคยบุกมาพบกับ อินโดนีเซีย ที่สนามเสนายัน 15 นัดรวมทุกรายการ ด้วยชัยชนะเพียง 4 นัด  เสมอ 2 นัด และแพ้ถึง 9 นัด
 
โดยเกมล่าสุดที่ ไทย เป็นฝ่ายชนะ อินโดนีเซีย ที่สนามเสนายัน เกิดขึ้นในชิงแชมป์อาเซียน เมื่อปี 2008 โดยชนะ 1-0 จากการยิงของ ธีรศิลป์ แดงดา
 
มันก็กินเวลามากว่า 11 ปีแล้ว แถมคนยิงประตูชัยอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา แม้จะยังค้าแข้งอยู่ แต่ก็ไม่มีรายชื่อเดินทางมาแดนอิเหนาในครั้งนี้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีอาการบาดเจ็บรบกวน
 
3 แต้มแรกของช้างศึก ในยุคที่มี อากิระ นิชิโนะ เป็นกุนซือ จึงถือเป็นงานที่แสนท้าทาย และอาจจะต้องใช้ดวงชะตา เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดปาฏิหาริย์
 
 
บิ๊กแชมป์