คอลัมนิสต์ : ไกด์เถื่อน

สบายดีรึเปล่า...ม้าขาว

18 พ.ค. 2563
 
 
กาลครั้งหนึ่ง นึกถึง... สามเหลี่ยมทองคำ
 
หากว่าแวดวงจอตู้บ้านเราเคยมีซิทคอม "สามหนุ่มสามมุม" เป็นตัวชูโรง แวดวงบุนเดสลีกายุคหนึ่งก็มีสามหนุ่ม "เอลบาโบ" เป็นเสมือนตัวท็อปเบอร์ตองของบอลเยอรมัน เช่นกัน
 
เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท จัดเป็นหนึ่งในทีมเปี่ยมเสน่ห์ของบุนเดสลีกา นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ 126 ปีก่อน ทีมม้าขาวทีมนี้ควบเข้าถึงแชมป์บุนเดสลีกามาแล้ว 5 ครั้ง เดเอฟเบ โพคาล อีก 3 หน และยังเคยเป็นที่ซ่องสุมของสุดยอดแข้งแห่งเมืองเบียร์มากมาย มัทธีอัส ซามเมอร์, เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์, กีโด้ บุ๊ควัลด์, ฟริตซ์ วอลเตอร์, ไอเค่ อิมเมล, โธมัส สตรุนซ์ ฯลฯ
 
และแน่นอน 'เอลบาโบ' โจวานเน่ เอลแบร์ - คราซิเมียร์ บาลาคอฟ - เฟรดี้ โบบิช
 
จุดเริ่มต้นของสามเหลี่ยมทองคำที่มีสตอรี่เหนือจริงเหมือนการ์ตูนฟุตบอล และเป็นภาพจำสำคัญอย่างหนึ่งของสตุ๊ตการ์ท คือฤดูกาล 1994/95 เฟรดี้ โบบิช ศูนย์หน้าตาตี่เชื้อสายยูโกสลาฟ ถูกคว้ามาจาก สตุ๊ตการ์ท คิกเกอร์ส ภายหลังโชว์ฟอร์มยิง 26 ประตูในสองปีที่เล่นให้คิกเกอร์ส ซึ่งเขาไม่ได้มาคนเดียว ยังมาพร้อม โจวาเน่ เอลแบร์ หัวหอกแซมบ้าจาก กราสส์ฮ็อปเปอร์ ซูริค ที่ไม่ได้โอกาสแจ้งเกิดกับ เอซี มิลาน (1990-1994) แต่ไปยิงกระจายร่วมครึ่งร้อยลูกในสวิตเซอร์แลนด์
 
เจอร์เก้น โรเบอร์ กุนซือม้าขาวเวลานั้น ดึงกองหน้าคนใหม่เข้ามาพร้อมกันทั้งสองราย และจัดว่า "เปิดปุ๊บติดปั๊บ" ทันที โดยเฉพาะในราย โบบิช ที่ยิงต่อเนื่องตลอด 5 นัดแรกของ 94/95 กระทั่งจบซีซั่นด้วยยอด 14 ประตู ขณะที่ เอลแบร์ เจอปัญหาต้องปรับตัวเข้ากับบอลเมืองเบียร์พอสมควร รวมลงสนาม 24 นัดยิง 8 ประตู
 
เมื่อผ่านปีแรกของการจูนเข้าหากันของสองกองหน้าแล้ว "Magisches Dreieck" (magic triangle) ก็ถูกสร้างขึ้นในซีซั่นถัดมา 1995/96 ที่ คราซิเมียร์ บาลาคอฟ เพลย์เมกเกอร์บัลแกเรีย ย้ายเข้ามาจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน
 
ตำนาน "เอลบาโบ" เริ่มต้นที่ตรงนั้น บาลาคอฟ ยืนจอมทัพปั้นเกมให้คู่หน้า เอลแบร์-โบบิช คอยเข้าทำ
 
1995/96 โบบิช กดไป 18 ประตู เป็นดาวซัลโวบุนเดสลีกา ขณะที่ เอลแบร์ สอยไป 16 ลูก กระนั้นผลงานภาพรวมของทีมม้าขาวก็ดูไม่ดีนัก จบที่เพียงอันดับ 10 และร่วงรอบแรก เดเอฟเบ โพคาล (แพ้จุดโทษมาราธอน ซานด์เฮาเซ่น 12-13)
 
แต่ในซีซั่นรุ่งขึ้น 1996/97 ต้องถือว่าเป็นการพุ่งขึ้นถึงขีดสุดของ "สามเหลี่ยมทองคำ" ภายใต้การผลักดันของกุนซือคนใหม่ โยอัคคิม เลิฟ ในวัยเพียง 36
 
การประสานงานของสามเหลี่ยมทองคำชุดนี้--ในปีที่สอง ลื่นไหลลงตัว เข้าขารู้ใจ มองปราดเดียวก็รู้ว่าใครจะทำอะไร ใครต้องการบอลตรงไหน และต่างคนต่างก็มีคุณภาพฝีเท้า & เซนส์บอลที่พูดได้ว่ามัน "เหนือกว่าชาวบ้านเขา"
 
ภาพที่คุ้นชินสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า เดือนแล้วเดือนเล่าตลอดทั้งซีซั่น คือบาลาคอฟแอสซิสต์ เอลแบร์กับโบบิชโป้งปิดบัญชี
 
บุนเดสลีกา สตุ๊ตการ์ททะยานไปจบอันดับ 4 ห่างแชมป์ บาเยิร์น มิวนิค แค่สิบแต้ม โบบิชกดไป 21 ประตู เอลแบร์สอยไป 20 ลูก
 
ประเด็นสำคัญอยู่ที่บอลถ้วย เดเอฟเบ โพคาล สตุ๊ตการ์ทไล่ตบทั้ง ฟอร์ทูน่า โคโลญ, แฮร์ธ่า เบอร์ลิน, ซวิคเคา, ไฟรบวร์ก และ ฮัมบูร์ก ในตลอดเส้นทางสู่นัดชิง และในเกมชิงดำที่โอลิมปิกสเตเดี้ยม เบอร์ลิน ม้าขาวก็เชือดนิ่ม เอเนอร์กี้ ค็อตต์บุส 2-0 จากสองประตูของ โจวานเน่ เอลแบร์
 
นั่นนับเป็นแชมป์โพคาลหนแรกของสโมสรในรอบ 39 ปี และยังเป็นแชมป์ที่ช่วยเติมเต็มความสุดยอดให้ "เอลบาโบ" อย่างเป็นรูปธรรม
 
...แต่ก็สั้นกุดเพียงเท่านั้นแหละ สามเหลี่ยมมหัศจรรย์แห่งม้าขาว 
 
ซัมเมอร์ 1997 เอลแบร์ ตัดสินใจย้ายไป บาเยิร์น มิวนิค เท่ากับสามเหลี่ยมแหว่งมุมไปทันที แม้ทั้ง โบบิช กับ บาลาคอฟ จะอยู่เป็นตำนานของสตุ๊ตการ์ทมาอีกยาวๆ (จนบาลาคอฟถูกยกให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสร) ก็ตาม
 
แค่สองปีที่อยู่เล่นด้วยกัน ก็ตูมตามโครมครามได้ถึงขั้นนั้น นี่คือ เอล-บา-โบ
 
 
ตัดสลับภาพมาที่ปัจจุบัน 
 
เป็นคำถามสำคัญว่า... สตุ๊ตการ์ท อยู่ไหน? (ฟะ)
 
ตำนานสามเหลี่ยมทองคำจบไปนานแล้ว แต่ละคนมีก้าวเดินเป็นของตัวเอง
 
โบบิช นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการกีฬา ไอน์ทรัคท์ แฟร้งค์เฟิร์ต ตั้งแต่ 2016 เป็นต้นมา
บาลาคอฟ รับงานโค้ชมาตลอด ล่าสุดคุมทีมชาติบัลแกเรีย แต่ก็ลาออกไปปลายปีที่แล้ว สังเวยความฉาวคดีแฟนบอลเหยียดผิว
เอลแบร์ หลังเลิกเล่น (2006) ก็ไม่ค่อยปรากฏข่าวคราวนัก มีเป็นคอมเมนเตเตอร์ประปราย
 
ส่วนม้าขาวตัวนี้... น่าละเหี่ยใจที่พวกเขากลายเป็นทีม "เกรดรอง" ของลีกเมืองเบียร์ ไปอย่างสมบูรณ์แบบ
 
ถัดจากซีซั่นประวัติศาสตร์ 2006/07 ที่ อาร์มิน เฟห์ และขุนพลคู่ใจอย่าง มาริโอ โกเมซ, คาเคา, ซามี่ เคดิร่า, แฟร์นันโด ไมร่า, ติโม ฮิลเดบรันด์ ช่วยกันพาม้าขาวขึ้นสู่จุดสูงสุด ผงาดแชมป์บุนเดสลีกา เฉือน ชาลเก้ 04 ไป 2 แต้ม 
 
หลังจากนั้น เส้นกราฟก็มีแต่คล้อยลงต่ำ โดยเฉพาะเมื่อขึ้นทศวรรษที่ 2 ของยุคมิลเลนเนียมเป็นต้นมา
 
ไม่ต้องพูดถึงแชมป์บอลถ้วย เอาแค่ "รักษาตัวรอด" ในบุนเดสลีกา ก็เป็นเรื่องระดับน้ำลายเหนียวคอในไม่เว้นแต่ละปี
 
2012/13 อันดับ 12
2013/14 อันดับ 15
2014/15 อันดับ 14
2015/16 อันดับ 17 ตกชั้นจนได้
2016/17 แชมป์ลีกา 2 เลื่อนชั้นกลับบุนเดส
2017/18 อันดับ 7 
2018/19 อันดับ 16 ตกชั้นเสียอีกรอบ 
 
อย่างที่ไม่มีใครคาคคิดว่าจู่ๆ ม้าขาวจะขาหัก เพราะย้อนไปปีเดียวเพิ่งจะจบอันดับ 7 มาอย่างหล่อ แต่ปรากฏว่าความ "ฟุบไม่ฟื้น" กลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาเสียเฉยๆ แม้จะมีการเปลี่ยนตัวกุนซือ จาก ตายฟุน คอร์คุต มาเป็น มาร์คุส ไวน์ซีเริ่ล หลังซีซั่นผ่านไปได้เดือนเศษๆ ก็ตาม
 
แถมยังเป็นการตกชั้นอย่างน่าตกตะลึง เมื่อพวกเขาจบอันดับ 16 ที่หมายถึงการต้องเตะเพลย์ออฟตัดสิน Relegation play-offs กับทีมอันดับ 3 ลีกาสอง ยูเนี่ยน เบอร์ลิน 
 
นัดแรกเล่นในบ้าน เมอร์เซเดส-เบนซ์ อารีน่า ม้าขาวขึ้นนำ 2 ครั้ง ก็โดนทวงเจ๊า 2 หน จบเกมที่ 2-2
 
ครั้งเมื่อออกไปเตะชี้ขาดนอกบ้าน ปรากฏก็ "เจาะไม่เข้า" เสียอย่างนั้น จบ 0-0 เท่ากับ ยูเนี่ยน เบอร์ลิน เป็นฝ่ายชนะด้วยกฎอเวย์โกล คว้าตั๋วเลื่อนชั้น ถีบ สตุ๊ตการ์ท ลงไปอยู่แทนที่พวกเขาในลีกรอง
 
เลี่ยงไม่ได้ที่การ "ล้างบาง" จะต้องเกิดขึ้นในรั้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ อารีน่า กับชีวิตใหม่ในลีกาสอง (อีกครั้ง)
 
เบนชาแม็ง ปาวาร์, รอน-โรเบิร์ต ซีเลอร์, ติโม บวร์มการ์เทิล, โอซาน คาบัค, ปาโบล มัฟเฟโอ, คริสเตียน เกนท์เนอร์, เดนนิส อาโอโก้, อันเดรียส เบ็ค พาเหรดกันย้ายออก
 
ที่เข้ามาเป็นพวกราคาย่อมเยาๆ ชื่อไม่ค่อยคุ้นอย่าง ซิลาส วามานกิตูก้า, ฟิลิปป์ เคลเมนท์, ฟิลิปป์ ฟอร์สเตอร์, ซาซ่า คาลาดซิช 
 
ที่พอรู้ชื่อแซ่กันมาหน่อย มีแค่ วาตารุ เอ็นโดะ กลางรับทีมชาติญี่ปุ่น เซ็นยืมตลอดปีจาก แซงต์-ทรุยด็อง
 
ในส่วนของกุนซือ ยืนยันไว้ตั้งแต่ปลายซีซั่นก่อนว่าจะเป็นหน้าที่ของ ทิม วอลเตอร์ โค้ชหนุ่มจาก โฮลชไตน์ คีล 
 
เพียงแต่เมื่อทำหน้าที่ไปได้ครึ่งปีก็เป็นอันจบกัน 23 ธ.ค. 2019 ม้าขาวเปลี่ยนผู้นำอีกรอบ คว้าเอา เปเยกริโน่ มาตารัซโซ่ โค้ชอิตาเลี่ยน/อเมริกัน ผู้ช่วยของ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ที่ฮอฟเฟ่นไฮม์ เข้ามาแทนที่
 
ขุมกำลังเปลี่ยนเยอะ แล้วถามว่ายังเหลือใครคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้างในซีซั่นนี้? คำตอบคือ "พอสมควรอยู่" กับราย มาริโอ โกเมซ (ในวัยใกล้ 35), กอนซาโล่ คาสโตร, ดาเนี่ยล ดิดาวี่, โฮลเกอร์ บาดชตูเบอร์ และกัปตันทีมวัย 25 มาร์ก-โอลิเวอร์ เคมฟ์ 
 
ว่าแต่ว่า... สบายดีหรือเปล่าล่ะ ม้าขาว?
 
 
ไม่ขี้เหร่...เริ่มต้นซีซั่นได้สวยเลยทีเดียว ไม่แพ้ใครตลอด 8 นัดแรก เป็นชนะ 6 เสมอ 2 นำจ่าฝูงลีกาสองในช่วงนั้น
 
เพียงแต่เมื่อ "หลุด" แล้ว ก็ออกทรงจะ "ไปยาว"
 
พ.ย. 2019 สตุ๊ตการ์ท แพ้รวด 3 นัด (1-2 วีสบาเด้น, 0-1 โฮลชไตน์ คีล, 2-6 ฮัมบูร์ก) จากนั้นก็ตุปัดตุเป๋าเมาหมัดไม่ค่อยจะไหว จน ทิม วอลเตอร์ ได้ซองขาว
 
ส่วนในการดูแลของโค้ชใหม่ มาตารัซโซ่ ก็ถือว่า "ดี" เฉพาะในช่วงแรก ชนะสลับเสมอ รักษาอันดับในท็อป 3 เอาไว้ได้ต่อเนื่อง
 
กระนั้น ทั้งในช่วงก่อนที่ฟุตบอลจะต้องเบรคเพราะไวรัสวายร้าย โควิด-19 และหลังจากที่กลับมาโรมรันกันใหม่ได้ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 
 
ม้าขาวของ มาตารัซโซ่ ออกอาการไม่สู้ดีสักเท่าไร
 
29 ก.พ. แพ้ กรอยเธอร์ เฟือร์ธ 0-2
10 มี.ค. เสมอ อาร์มีเนีย บีเลเฟลด์ 1-1
17 พ.ค. แพ้ เวเฮ่น วีสบาเด้น 1-2
 
เกมล่าสุดเมื่อวานนี้ ในการออกไปเยือน วีสบาเด้น จัดเป็นความพ่ายแพ้อันน่าเจ็บใจ ต้อนรับการกลับมาเตะใหม่แบบเจ็บแสบสำหรับแฟนๆ ม้าขาว (ที่แน่นอนว่าเข้าชมเกมไม่ได้)
 
หลังจากเจ้าถิ่นขึ้นนำต้นครึ่งหลัง สตุ๊ตการ์ท ตีเสมอ 1-1 ได้ในนาที 83 จาก นิโกลัส กอนซาเลซ
 
แต่ก่อนที่จะจบแบบแบ่งแต้ม "วีเออาร์" ก็จัดแจ่มๆ ให้เจ้าถิ่น จังหวะเตะมุมที่ถูกจับภาพว่าเป็นแฮนด์บอล และผู้ตัดสินชี้จุดโทษ
 
วีสบาเด้น จึงได้ประตูชัย... 90+7
 
26 นัดของลีกาสองผ่านไป (เตะทั้งหมด 34, เท่ากับเหลืออีก 8 นัดสุดท้าย) สตุ๊ตการ์ท ชนะ 13 เสมอ 6 แพ้ 7 มีลุ้นเต็มตัวอยู่สำหรับการเลื่อนชั้น แต่ก็แน่นอนว่า "ไม่ง่าย"
 
ลีกา 2 หลังผ่าน 26 นัด
1) บีเลเฟลด์ 52 แต้ม
2) ฮัมบูร์ก 45
3) สตุ๊ตการ์ท 45
4) ไฮเดนไฮม์ 41
5) กรอยเธอร์ เฟือร์ธ 37
6) แอร์ซเกเบียเก้ เอา 37
 
นาทีนี้รั้งอันดับ 3 ตามหลังจ่าฝูง 7 แต้ม กับคิว 8 นัดสุดท้าย 
 
แฟนบอลม้าขาวไม่อาจทำอะไรได้มากกว่า "อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ" เชียร์ทีมรักของตัวเองไปในแต่ละวัน และแช่งชักหักกระดูกให้ บีเลเฟลด์ (ที่เพิ่งแพ้แค่ 2 นัด) สะดุดล้มหน้าทิ่มบ้าง
 
 
จากสามเหลี่ยมทองคำ สู่การถึงจุดสุดยอดผงาดแชมป์ แล้วก็สาละวันเตี้ยลงๆ เจอกันอีกที ลีกา 2 แล้ว 
 
ไม่มีคำตอบแน่ชัดว่า สตุ๊ตการ์ท จะกลับสู่บุนเดสลีกาได้โดยเร็วหรือไม่อย่างไร
 
เพียงแต่ก็ต้องถือว่าซีซั่นนี้ ม้าขาว "มาดี" อยู่พอตัว มีลุ้นคืนที่ชอบๆ จนถึงโค้งสุดท้าย
 
อะไรก็ได้ อย่าออกทรง ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ไปแล้วไปลับจนป่านนี้ 16 ปียังไม่ย้อนกลับมา ก็พอ...
 
 
ไกด์เถื่อน