คอลัมนิสต์ : Viva Speed

ได้เวลาฮอนด้า ปล่อยของ

31 ต.ค. 2562
     
 
     ได้เวลา HONDA โชว์ของ
 
     บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดตัวยานยนต์รุ่นใหม่ที่จะจำหน่ายให้แก่ผู้ใช้ชาวประเทศญี่ปุ่นในงาน โตเกียว มอเตอร์โชว์ งานแสดงยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย ที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 46
 
      ในงานมีการแนะนำยานยนต์ทั้งที่ผลิตมาเพื่อจำหน่ายให้ใช้ได้จริง และ ยานยนต์ที่เป็นได้แค่ “ต้นแบบ” หรือ คอนเซ็ปต์คาร์ ใช้แสดงแนวคิดของค่ายรถยนต์ต่างๆ 
 
      ส่วนอนาคตวันข้างหน้ายานยนต์ต้นแบบเหล่านี้จะผลิตออกมาใช้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีใครฟันธงได้
 
      โลกแห่งยนต์กรรมกำลังถึงทางแยก
 
      สภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก ณ เวลานี้ ได้เดินทางมาถึงจุดเชื่อมแห่งยานยนต์ 2 ทิศทางด้วยกัน 
 
      ทางแรกคือยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง และ อีกหนึ่งเส้นทางที่เรากำลังจะก้าวต่อไปนั้นคือยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีวันหมดไป อาทิ ไฮโดรเจน
 
      การแสดงยานยนต์ของ โตเกียว มอเตอร์โชว์ ปีนี้จึงมีความหลากหลายให้เราได้ชมมากกว่าทุกๆปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ในญี่ปุ่น ต่างก็ตระหนักว่า 
 
      บัดนี้เวลาแห่งการเปลี่ยนถ่ายมาถึงแล้ว จากยานยนต์เครื่อยนต์สันดาบภายในที่ผ่านมา บัดนี้ โลกกำลังจะเปลี่ยนไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน
 
      ในอนาคต เราจึงได้เห็นทั้งยานยนต์ที่มาในรูปแบบของ เครื่องยนต์ Hybrid แบบใหม่ ชนิด 2 มอเตอร์ กับ ยานยนต์แบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟเพื่อใช้งาน 
 
      รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นที่เคยมีเครื่องยนต์เป็นส่วนประกอบสำคัญ ต่างก็ก้าวเข้าสู่วันแห่งการเปลี่ยนแปลง อาทิ รถมอเตอร์ไซด์หรือ เครื่องยนต์อเนกประสงค์ใช้ปั่นไฟฟ้า ใช้สูบน้ำ หรือแม้กระทั่งเครื่องตัดหญ้า
 
      ฮอนด้า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของยานยนต์มานานแล้ว และได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆมาอย่างต่อเนื่องทั้งในฐานะยานยนต์ต้นแบบและยานยนต์สำหรับการใช้งานจริง
 
       โดยเฉพาะงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ในครั้งนี้ สัดส่วนของยานยนต์รูปแบบพลังงานใหม่ได้ถูกเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกล่าวได้ว่าฮอนด้า กำลังเร่งปฏิกริยาการเปลี่ยนแปลงของโลกยานยนต์จากอดีตไปสู่อนาคตอย่างเต็มกำลังแล้ว 
 
      ภายในงานครั้งนี้ ฮอนด้าได้ตั้งชื่อนวัตกรรมยานยนต์กลุ่มที่ใช้พลังงานไฟฟ้าว่า ฮอนด้า อี เทคโนโลยี ให้เป็นชื่อที่ใช้เรียกแทนเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงของฮอนด้าที่จะถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานต่างๆ ของฮอนด้าในอนาคตนับจากนี้เป็นต้นไป
 
 
 
      Honda Jazz ใหม่ Hybrid มอเตอร์ 2 ลูก
 
      ในกลุ่มของยานยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง ฮอนด้า ฟิต หรือที่บ้านเราเรียกว่า Honda Jazz นั้น ฮอนด้า ได้เปิดตัว FIT ใหม่ขึ้นในงานนี้ ด้วยการใช้พลังงาน ไฮบริด Hybrid เป็นหัวใจการขับเคลื่อน 
 
      ที่สำคัญคือ Hybrid ใหม่ของฮอนด้า ฟิต ไม่ใช่การทำงานร่วมกันระหว่าง เครื่องยนต์ 1 เครื่องกับมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาอีกต่อไปแล้ว 
 
      แต่ฮอนด้า ฟิต ใหม่ ได้เปลี่ยนสัดส่วนเป็น มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และใช้เครื่องยนต์เป็นเพียงองค์ประกอบย่อยในการสร้างพลังงาน ซึ่งระบบนี้ ฮอนด้าเรียกว่า eHev โดยหวังให้ FIT ใหม่มีการปล่อยไอเสียสู่บรรยากาศน้อยกว่ารุ่นเดิม  
 
ไฟหน้าแบบ Line Guide LED แบบใหม่ เสริมภาพลักษณ์ให้ดูล้ำสมัย
 
      ไฟหน้าและชุดไฟท้ายของรถเป็นไฟระบบ LED แบบเส้นหรือ LED guide Line ทำหน้าที่เป็น Day Time Running Light ซึ่งให้แสงสว่างมากแต่กินพลังงานน้อย ช่วยให้ยานยนต์คันอื่นเห็นรถคันนี้อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งยามที่แสงน้อย หรือ สภาวะอากาศปิดฝนตกหนัก ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้มากขึ้น
 
      การเปิดตัวในญี่ปุ่นของ Honda Fit มี 5 ตัวเลือกย่อยมาเอาใจผู้บริโภคได้ตามตามต้องการของคนทุกกลุ่ม
 
 
      ประกอบไปด้วยรุ่น HOME, CROSSTAR, LUXE, NESS และ BASIC ซึ่งมาพร้อมกับระบบ Honda CONNECT และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจริยะหรือ Honda SENSING จะทำหน้าที่ช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน
 
      อาทิ ระบบเบรกอัตโนมัติ เมื่อระยะห่างจากรถคันหน้าเหลือพื้นที่น้อยจน คอมพิวเตอร์ประเมินแล้วว่า เข้าสู่สภาพวะไม่ปลอดภัย ยานยนต์ก็จะถูกลดความเร็วลงไปเอง ฯลฯ  
 
      โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในตลาดประเทศญี่ปุ่น เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ส่วนการจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า จะมาในรูปแบบใด แต่มีการคาดการกันว่า ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย ก็ย่อมต้องดำเนินการตามนโยบายของ ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เช่นเดียวกัน
 
ภายใน เรียบ ให้พื้นที่ใช้สอยมากที่สุด
 
      Honda FIT เจเนอเรชันที่ 4 มาพร้อมพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ของเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถพับและปรับเปลี่ยนเพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งาน 
 
เอกลักษณ์สำคัญคือเบาะแถวที่ 2 สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งานอย่างเสรี
 
      วัสดุที่เลือกใช้ล้วนแต่ผ่านการวิจัยและพัฒนามาแล้วว่าจะไม่มีส่วนสร้างมลพิษแก่โลก ไม่ว่าจะเป็นขึ้นชนิดของวัสดุหรือแม้กระทั่งขั้นตอนการผลิต ก็จะต้องไม่ใช่ผลิตในโรงงานที่สร้างปัญหามลพิษอีกต่อไป
 
 
      Accord Hybrid ผลิตจากไทยขายญี่ปุ่น
 
      ในงาน โตเกียว มอเตอร์โชว์ปีนี้ ฮอนด้า ได้แนะนำแอคคอร์ด ที่เคยเปิดตัวในไทยไปแล้ว ให้ชาวโลกได้รู้จัก
 
      สิ่งน่าสนใจอยู่ที่ รถฮอนด้า แอคคอร์ด ที่จะเปิดจำหน่ายให้คนญี่ปุ่นได้ใช้งานกันนี้ รุ่นที่เป็นเครื่องยนต์ ไฮบริดจ์ ได้ถูกผลิตขึ้นในประเทศไทย ส่งกลับไปขายประเทศแม่อย่างญี่ปุ่น 
 
      นับเป็นความสำเร็จด้านการผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย ที่มีมาตรฐานไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศแม่อย่างญี่ปุ่น
 
      ก่อนที่จะนำรถยนต์เข้าไปขายที่ญี่ปุ่นนั้น มีกระบวนการสำคัญคือ การตรวจสอบมาตรฐานทางอุตสาหกรรมเสียก่อน ทั้งด้านความแข็งแรง ความปลอดภัย การปล่อยไอเสีย และหลากหลายด้านเพื่อให้ผู้บริโภคปลอดภัยที่สุด 
 
ภายในของ แอคคอร์ด เน้นความหรูหรา และการใช้งานด้วยอุปกรณ์สั่งการเทคโนโลยีสมัยใหม่มากมาย
 
      โดยเฉพาะรถที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง ไฮบริด นั้นจะต้องถูกตรวจตราอย่างเข้มงวดที่สุด จึงจะผ่านมาตรฐานไปได้ ซึ่งการที่ รถฮอนด้า แอคคอร์ด จากไทยผ่านการตรวจสอบมาตรฐานแบบเข้มดังกล่าวแล้วเข้าไปขายที่ญี่ปุ่นได้ นั่นหมายถึงคุณภาพของรถยนต์ แอคคอร์ด จากไทยนั้น มีมาตรฐานสูงระดับท็อปของโลกอย่างชัดเจน
 
เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ 2 ตัว เป็นเจเนอเรชั่นใหม่ของเครื่องยนต์ ไฮบริดจ์​
 
      แอคคอร์ด ใหม่ยานยนต์พลังงานลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์วผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว มีระบบสมองกลที่เรียกว่า Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) ที่ทำหน้าทีควบคุมการสร้างและใช้งานพลังงานให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ ด้วยการขับเคลื่อนผ่านเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) 
 
      และมีแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน เป็นพื้นที่เก็บประจุไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุดโดยเมื่อทำงานพร้ออมกันจะได้พลังงานรวมทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า โดยที่มีอัตราการบริโภคน้ำมันต่ำมาก
 
แอคคอร์ดใหม่ สวยตั้งแต่หน้าจรดท้าย ด้วยการออกแบบใหม่ให้ลาดลง ลู่ลมแบบสปอร์ตมากขึ้น
 
      นั่นคือ น้ำมัน 1 ลิตร ที่ใช้ไปสามารถทำให้รถขับเคลื่อนได้ถึง 24.4 กิโลเมตร ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์เพียง 97 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid ที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเจเนอเรชันที่ผ่านมามากทีเดียว