TODAY NEWS

5 จุดทำหงส์ปลื้มเกมดับจิ้งจอก 2-1

6 ต.ค. 2562
พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 ผ่านมาแล้ว 8 นัด ต้องยอมใจความสุดยอดของ ลิเวอร์พูล จริงๆ ที่ยังไม่ทำแต้มหล่นเลยแม้แต่คะแนนเดียว
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกมล่าสุดที่แอนฟิลด์เมื่อคืนวันเสาร์ พวกเขาทำท่าว่าจะสะดุดเสมอนัดแรกอยู่รอมร่อ แต่ก็มาได้จุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย เอาชนะทีมที่ฟอร์มกำลังสุดแกร่งอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ได้อีก 2-1
 
แน่นอนว่าการคว้าชัยชนะในช่วงชี้เป็นชี้ตายเช่นนี้ คงทำให้บรรดา "เดอะ ค็อป" ชื่นใจกันถ้วนหน้า และเพื่อเป็นการเอาใจเด็กหงส์มากขึ้นไปอีก เราขอสรุป 5 เรื่องดีๆ ของ ลิเวอร์พูล นัดล่าสุดให้อีกครั้ง
 
 
1. "มาเน่" ซัดครึ่งร้อย
 
ซาดิโอ มาเน่ กลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลรายที่ 10 ที่สามารถยิงประตูให้ทีมหงส์แดงได้มากถึง 50 ประตูในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเมื่อคืนนี้ ถือเป็นการลงเล่นเกมลีกให้ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นนัดที่ 100 พอดีด้วย
 
มาเน่ คือแมตช์วินเนอร์ของเกมอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะซัดประตูปลดล็อค ให้ทีมออกนำก่อนหมดครึ่งแรกแล้ว ในจังหวะที่ทีมกำลังจะทำคะแนนหล่น ก็ยังมาเรียกจุดโทษประตูชัยให้ทีมได้อีก
 
จากผลงานการยิงใส่ เลสเตอร์ นัดล่าสุด ทำให้ปีกทีมชาติเซเนกัลยิงในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ไปแล้ว 5 ประตู นำเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมเหนือ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (4 ประตู) และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ (3 ลูก) ไปแล้ว
 
 
2. "ลอฟเรน" เล่นดีมาก!
 
เดยัน ลอฟเรน ได้โอกาสลงสนามในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เป็นนัดแรก หลังจาก โจแอล มาติป ยังไม่หายเจ็บ บวกกับ โจ โกเมซ ที่ฟอร์มไม่น่าไว้ใจเท่าไร จากผลงานเมื่อกลางสัปดาห์นัดเจอ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก 
 
แต่กองหลังทีมชาติโครเอเชียตอบแทนความไว้ใจของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อรับมือกับ เจมี่ วาร์ดี้ ได้อยู่หมัด จนอดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษไม่มีจังหวะสับไกยิงตลอดทั้งเกมแม้แต่หนเดียว
 
เมื่อคืนนี้ ลอฟเรน คือนักเตะที่ทำสถิติเคลียร์บอลทิ้งมากที่สุดของเกมถึง 8 ครั้ง ขึ้นดวลลูกกลางอากาศ 6 ครั้ง สามารถขึ้นโหม่งชนะถึง 5 ครั้ง และเป็นตัวจริงของเจ้าถิ่นที่ผ่านบอลแม่นยำที่สุด (88%)
 
ฟอร์มเทพขนาดนี้ เห็นทีต้องยอมยกตำแหน่ง "กองหลังระดับโลก" ให้สมใจแกซะแล้ว!!
 
3. ความนิ่งของ "มิลเนอร์"
 
หนสุดท้ายที่ เจมส์ มิลเนอร์ ยิงจุดโทษไม่เข้า ต้องย้อนไปไกลถึงเดือนพฤศจิกายน 2017 ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่พบกับ มาริบอร์ ซึ่งซัดไปโดน ยาสมิน ฮันดาโนวิช ปัดไปชนเสา
 
แต่หลังจากนั้นมา จนกระทั่งเมื่อคืนนี้ กองกลางวัย 33 ปี ทำหน้าที่สังหารลูกนิ่งให้ทีมหงส์แดงอีก 7 ครั้ง และสามารถส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายทั้งหมด ซึ่งหากนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก เกมใดที่ มิลเนอร์ ยิงได้ ไม่เคยจบลงด้วยความพ่ายแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
 
 
4. "เทพีแห่งโชค" ยังอยู่ข้างพวกเขา
 
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมพรีเมียร์ลีก 3 นัดหลังสุด ลิเวอร์พูล หวุดหวิดที่จะสะดุดทั้ง 3 นัด แต่ก็มีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น มาช่วยให้พวกเขาไม่พลาด 3 แต้มเต็มอยู่เรื่อยๆ
 
นัดที่พบกับ เชลซี ทีมสิงโตน้ำเงินครามเล่นได้เหนือกว่าชัดเจนในครึ่งหลัง และมีโอกาสตีเสมอได้ในช่วงท้ายเกม แต่ความไม่เฉียบคมเองของทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ทำให้ เชลซี พ่ายแพ้คาบ้านไป 1-2
 
เกมที่บุกเฉือน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-0 คือนัดที่บรรดาตัวรุกเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่สุด แต่ก็ยังมีดวงจากความผิดพลาดของ ดีน เฮนเดอร์สัน นายประตูทีมดาบคู่ที่รับลูกยิงของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม พลาด ปล่อยให้บอลลอดขาตุงตาข่ายซะอย่างนั้น
 
และล่าสุด ก็คือการได้จุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ในจังหวะที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ตัดสิน แต่สุดท้าย คริส คาวานาห์ ก็เลือกที่จะชี้นิ้วให้ และก็กลายเป็นประตูชัยอีกครั้ง ทำให้ เลสเตอร์ ที่หวังเป็นม้ามืด ยังไม่มีหวังเข้าใกล้พวกเขาได้
 
5. สถิติชนะรวดยังดำเนินต่อไป
 
หากนับเฉพาะที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูล ชนะมา 13 นัดติดต่อกันรวมทุกรายการเข้าไปแล้ว
 
และถ้าหากนับผลงานทั้งเหย้าและเยือนในพรีเมียร์ลีก นี่คือชัยชนะของพวกเขานัดที่ 17 ติดต่อกัน แบ่งเป็น 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาลที่แล้ว กับอีก 8 นัดแรกของซีซั่นนี้ 
 
นั่นทำให้ทีมหงส์แดงขอชัยชนะอีกเพียงเกมเดียว ก็จะทาบสถิติชนะติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกนานที่สุด ที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำไว้ 18 เกมรวด ในช่วงปลายปี 2017 ได้สำเร็จ
 
และน่าสนใจตรงที่ โปรแกรมนัดหน้าหลังเบรกทีมชาติ คือการบุกเยือนคู่ปรับตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 
 
ซึ่งว่ากันตามตรง ถ้าเทียบฟอร์มและศักยภาพของทีมตอนนี้ มีโอกาสไม่ยากเลย ที่ ลิเวอร์พูล จะได้เฮในศึกแดงเดือด และรักษาสถิติชนะรวดไว้ได้ต่อไป