TODAY NEWS

หงส์แดงมาแรงกว่า!!

10 พ.ย. 2562
เชื่อว่าแฟนบอลทุกคนต้องจับตาดูเกมบิ๊กแมตช์พรีเมียร์ลีก คู่หยุดโลกคืนวันอาทิตย์นี้ ที่จ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล จะเปิดบ้านรับมือแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างแน่นอน เพราะถือเป็นเกมชี้ชะตาถึงโอกาสลุ้นแชมป์ของทั้ง 2 ทีมในฤดูกาลนี้
 
ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุมความได้เปรียบด้วยการนำโด่งเป็นจ่าฝูง และนำห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 6 แต้ม ซึ่งถ้าหากหงส์แดงสามารถเก็บชัยได้ จะถือเป็นการทิ้งห่างเรือใบสีฟ้าห่างเป็น 9 คะแนน และน่าจะยิ่งเพิ่มโอกาสคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีมากขึ้นไปอีก
 
และนี่ก็คือ 5 เหตุผล ว่าทำไม ลิเวอร์พูล ถึงมีโอกาสคว้า 3 คะแนนสำคัญได้ในคืนนี้
 
1. ที่นี่แอนฟิลด์
 
 
ลิเวอร์พูล มีสถิติการเล่นที่แอนฟิลด์ข่ม แมนฯ ซิตี้ สุดๆ เพราะครั้งสุดท้ายที่พ่ายคาบ้านให้ทีมเรือใบสีฟ้า ต้องย้อนไปไกลถึง 16 ปีที่แล้ว โดยพ่ายไป 1-2 เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2003
 
16 ฤดูกาลหลังสุดที่ 2 ทีมเจอกันในลีกที่สนามแห่งนี้ เป็นหงส์แดงชนะไปถึง 11 ครั้ง เสมอกัน 5 ครั้ง โดยซีซั่นก่อนเจ๊ากันไป 0-0 ซึ่ง แมนฯ ซิตี้ เกือบจะล้างอาถรรพ์ได้อยู่แล้ว แต่ว่า ริยาด มาห์เรซ ดันยิงจุดโทษพลาดในช่วงท้ายเกม
 
2. สภาพทีมเจ้าบ้านพร้อมกว่าเยอะ
 
 
ลิเวอร์พูล จะขาดตัวหลักแค่ โจแอล มาติป เซนเตอร์แบ็กที่ยังไม่หายเจ็บคนเดียวเท่านั้น ขณะที่การขาดปีกอย่าง เซอร์ดาน ชากิรี่ นั้นไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะดาวเตะทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ เป็นตัวสำรองตลอดชาติอยู่แล้ว
 
ตรงข้ามกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่มีเรื่องปวดหัวกับนักเตะเจ็บทุกตำแหน่ง โดย เอแดร์สัน โมราเอส นายประตูมือหนึ่งจะไม่พร้อมลงเฝ้าเสาเกมนี้ ขณะที่แกนหลักคนอื่นๆ ทั้ง อายเมริค ลาป๊อร์กต์, ดาบิด ซิลบา, โรดรี้ และ ลีรอย ซาเน่ ก็ยังไม่พร้อมลงเล่นทั้งหมด
 
นอกจากนั้นแล้ว ทีมหงส์แดงยังได้พักจากเกมกลางสัปดาห์มากกว่า 1 วัน เพราะพักตัวหลักในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เฉือนชนะ เกงค์ 2-1 เมื่อคืนวันอังคาร 
 
ส่วน แมนฯ ซิตี้ ลงเตะนัดล่าสุดเมื่อคืนวันพุธ โดยบุกไปเสมอ อตาลันต้า 1-1 ซึ่งนอกจากจะลงแข่งช้ากว่า 1 คืนแล้ว ทีมเรือใบสีฟ้ายังต้องเสียเวลาเดินทางกลับจากอิตาลีอีกด้วย
 
3. "กุน-ลิ่ง" มักฝืดสนิทที่แอนฟิลด์
 
 
ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กับ เซร์คิโอ อเกวโร่ ยังไม่เคยทำประตูในการลงเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่แอนฟิลด์มาก่อน แม้แข้งทั้งสองจะเป็นนักเตะตัวรุกที่อันตรายที่สุดของทีมเยือนก็ตาม
 
นอกจากนั้นแล้ว โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ กองหน้าตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล ยังมีสถิติที่ยอดเยี่ยมในการเจอทีมเรือใบสีฟ้า เพราะจาก 8 นัดที่พบกับ แมนฯ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก เขามีส่วนร่วมกับประตูถึง 7 ลูก (ยิง 4 แอสซิสต์ 3)
 
4. สถานการณ์ที่เหนือกว่าบนตารางคะแนน
 
 
ช่องว่างที่ ลิเวอร์พูล นำห่างแชมป์เก่าถึง 6 แต้ม นั่นทำให้ผลเสมอก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายอะไร ซึ่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ สามารถใช้แท็กติกเพลย์เซฟ ดึงเกมช้า รอจังหวะโต้กลับได้อย่างสบายใจ
 
แมนฯ ซิตี้ ไม่มีทางพอใจกับการหวังแค่เสมอ เพราะจะทำให้โปรแกรมลดลงไป 1 นัด แต่ยังไม่สามารถลดช่องว่างที่ตามหลังอยู่เยอะให้น้อยลง ซึ่งถ้าทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พยายามเปิดเกมบุก ก็มีโอกาสโดนสวนกลับจนเสียประตูง่ายขึ้นอีก
 
แต่ถ้าหากทีมหงส์แดงหวังเปิดเกมรุกเต็มสูบ ก็ถือว่าทำได้เช่นกัน เพราะแนวรับของ แมนฯ ซิตี้ ไม่เหนียวแน่นเหมือนเคย นับตั้งแต่ไม่มี แว็งซ็องต์ ก็องปานี ที่อำลาทีมไปเมื่อจบฤดูกาลก่อน และเสีย อายเมริค ลาป๊อร์กต์ ที่ต้องพักยาวจากอาการบาดเจ็บ

 
5. ไมเคิ่ล โอลิเวอร์
 
 
ผู้ตัดสินในเกมนี้น่าจะถูกอกถูกใจแฟนหงส์ เพราะ ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ซึ่งถูกตั้งฉายาว่า "โอลิเวอร์พูล" มีสถิติการตัดสินที่ผลการแข่งขันเป็นใจกับทีมแชมป์ยุโรป 6 สมัยสุดๆ
 
หากนับเฉพาะฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล ชนะทั้ง 2 นัดที่ โอลิเวอร์ ลงทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเกมนัดเปิดซีซั่น ที่ถล่ม นอริช 4-1 และนัดที่บุกไปชนะ เชลซี 2-1 เมื่อเดือนกันยายน
 
ขณะที่ 2 นัดที่ แมนฯ ซิตี้ ลงเล่นโดยมี โอลิเวอร์ ตัดสิน แม้จะยังไม่แพ้ (ชนะ 1 เสมอ 1) แต่หนึ่งในเกมสำคัญที่เรือใบสีฟ้าสะดุด คือ นัดที่เปิดบ้านเสมอกับ สเปอร์ส 2-2 ซึ่งถูกริบประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจาก วีเออาร์
 
สุดท้าย ลิเวอร์พูล จะใช้ความได้เปรียบทุกอย่างที่มี กำชัยเหนือ แมนฯ ซิตี้ ได้หรือไม่ ติดตามไปพร้อมๆ กันเวลา 23.30 น. คืนนี้!!