TODAY NEWS

5 ประเด็นเด่นเกมหงส์คว่ำเรือใบ 3-1

11 พ.ย. 2562
วันจันทร์เช่นนี้ เชื่อว่าบรรดาเด็กหงส์คงตื่นไปทำงานด้วยหน้าตาสดชื่น แม้จะนอนดึกดื่นดูบอลจนเกือบตีสองของคืนวันอาทิตย์ก็ตาม ในเมื่อทีมรักอย่าง ลิเวอร์พูล สามารถเปิดบ้านเอาชนะแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไป 3-1 จนนำเรือใบสีฟ้าห่างถึง 9 แต้ม และทิ้งรองจ่าฝูงอย่าง เลสเตอร์ และอันดับ 3 อย่างเชลซี ทีมละ 8 คะแนนเท่ากัน
 
แต่สำหรับใครที่ไม่ได้ดู เพราะหลับไปซะก่อน เราขอสรุป 5 ประเด็นเด่นให้ฟัง จะได้ไปคุยกับเขากันให้รู้เรื่อง!
 
1. ประตูปัญหาสุดสวยของ ฟาบินโญ่
 
 
ลูกยิงไกลเต็มข้อแบบติดจรวดของกองกลางแซมบ้า ถือว่าสมบูรณ์แบบและสวยงามที่สุดของเกมอย่างไม่ต้องสงสัย
 
ประตูของ ฟาบินโญ่ ที่พา ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 6 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกมเข้าทางหงส์แดงแต่เนิ่นๆ เพราะ แมนฯ ซิตี้ ยิ่งต้องรีบบุกเพื่อเอาประตูคืน ก่อนจะโดนโต้กลับจนเสียประตูเพิ่มขึ้น และจบลงด้วยชัยชนะ 3-1 ของทีมจ่าฝูง
 
จุดที่หลายคนพูดถึงก็คือ ที่มาของประตูดังกล่าว เกิดขึ้นจากการที่ผู้ตัดสิน ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ไม่ยอมเป่าหยุดเกมตอนที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ใช้มือพักบอลในเขตโทษก่อน นั่นทำให้ ลิเวอร์พูล ได้สวนกลับเร็ว ก่อนจะทำประตูขึ้นนำแบบมีเสียงครหามากพอสมควร
 
 
2. มาเน่ แผลงฤทธิ์อีก
 
 
ก่อนที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะพาทีมเรือใบสีฟ้าเยือนถิ่นหงส์แดง เขาพูดถึง ซาดิโอ มาเน่ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่าเป็นนักเตะที่อันตรายมากๆ และมีความเก่งกาจรอบด้าน ซึ่งถือเป็นผู้เล่นที่อันตรายที่สุดของ ลิเวอร์พูล ณ เวลานี้อย่างแท้จริง
 
มาเน่ เป็นคนพาบอลโต้กลับเร็วในจังหวะได้ประตูขึ้นนำ ก่อนจะเป็นคนพุ่งโหม่งประตูที่ 3 ซึ่งการันตีชัยชนะ ซึ่งนอกจากจะมีส่วนกับประตูถึง 2 ลูกแล้ว เจ้าตัวยังโชว์ความขยันสุดๆ ในการช่วยทีมเล่นเกมรับตั้งแต่แดนหน้า เมื่อทำสถิติเข้าปะทะถึง 4 ครั้ง มากกว่าทุกคนในสนามเมื่อคืนนี้ จนคว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์
 
 
3. "กุน-ลิ่ง" ยังดับสนิทถิ่นหงส์
 
 
อาถรรพ์ที่ว่า เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงประตูที่แอนฟิลด์ไม่ได้ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะหาโอกาสซัดเข้ากรอบได้ 2 ครั้ง แต่ก็โดน อลิสสัน เบ็คเกอร์ เซฟได้ทั้ง 2 หน ก่อนโดนเปลี่ยนตัวออกในนาที 70 ให้ กาเบรียล เชซุส ลงไปแทน เพราะหัวหอกอาร์เจนไตน์ดูจะแผ่วๆ ลงไปในครึ่งหลัง
 
ขณะที่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นนักเตะที่ได้โอกาสลุ้นประตูมากที่สุด (4 ครั้ง) ร่วมกับแบ็กขวาอย่าง ไคล์ วอล์คเกอร์ ที่เติมขึ้นมายิงไกลบ่อยๆ แต่ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่ตรงกรอบ นั่นทำให้ปีกตัวจี๊ดทีมชาติอังกฤษ ยังไม่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ลีกใส่ทีมเก่าที่ปั้นเขามาได้ต่อไป
 
และจากการที่ แมนฯ ซิตี้ ต้องพบกับความพ่ายแพ้กลับออกไป ทำให้ทีมเรือใบสีฟ้า ยังไม่อาจล้างอาถรรพ์ไม่ชนะที่ แอนฟิลด์ ตั้งแต่ปี 2003 ได้ต่อไป

 
4. เรือใบเจ็บจนพัง
 
 
ปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บระนาว ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมที่สุด ในการเยือนคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดตอนนี้
 
เอแดร์สัน โมราเอส นายประตูมือหนึ่งเจ็บจากเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่เสมอกับ อตาลันต้า ทำให้ เคลาดิโอ บราโว่ ลงเฝ้าเสาแทน แล้วนายด่านทีมชาติชิลีก็แสดงให้เห็นว่าเขายังไม่ดีพอสำหรับเกมระดับนี้ เมื่อเตะเปิดเกมได้แย่ แถมช่วยเซฟให้ทีมแทบไม่ได้ เพราะโอกาสลุ้นเข้ากรอบของ ลิเวอร์พูล 5 ครั้ง ไปจบลงที่ก้นตาข่ายถึง 3 ลูก โดยหงส์แดงขึ้นนำ 2-0 จากโอกาสยิง 2 ครั้งแรกด้วย
 
นอกจากนั้นแล้ว การขาด อายเมริค ลาป๊อร์กต์ ส่งผลชัดเจนถึงความนิ่งในแนวรับ ถึงแม้จะได้ โรดรี้ ฟิตกลับมาลงตัวจริงในแผงมิดฟิลด์ แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่สมบูรณ์ นั่นทำให้พวกเขาโดนเจ้าถิ่นเพรสซิ่งกดดันจนทำเกมลำบาก ก่อนพ่ายไปด้วยสกอร์ 3-1 ในที่สุด
 
 
5. ใครจะหยุดหงส์แดง!!??
 
 
จากชัยชนะนัดนี้ ทำให้ ลิเวอร์พูล ยิ่งนำจ่าฝูงโดยทิ้งห่างทีมอื่นๆ มากขึ้นไปอีก โดยนำ เลสเตอร์ ซิตี้ กับ เชลซี ทีมละ 8 แต้มเท่ากัน ขณะที่แชมป์เก่า 2 สมัยหลังสุดอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็โดนทิ้งขาดเป็น 9 แต้ม
 
เท่านั้นไม่พอ ทีมหงส์แดงยังมีลุ้นรักษาสถิติไร้พ่ายออกไปเรื่อยๆ อีกด้วย หลังจากเปิดฤดูกาลมา 12 นัด ชนะถึง 11 เกม เสมอแค่ 1 ครั้งในวันแดงเดือด ส่วนผลงานในลีกที่แอนฟิลด์ ก็ไม่แพ้ใครเป็นนัดที่ 46 ติดต่อกันเข้าไปแล้ว