TODAY NEWS

อดิศักดิ์ ไกรษร กองหน้าผู้อาภัพ

15 พ.ค. 2563
หากพูดถึงกองหน้าสัญชาติไทย ประเภทที่จบสกอร์เฉียบคม แต่กลับไม่ได้รับโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง จนต้องตกเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่มีดีกรีเป็นถึงทีมชาติไทย ใครจะเป็นคนแรกที่ถูกนึกถึง ?
 
"กอล์ฟ" อดิศักดิ์ ไกรษร ก็น่าจะเป็นอีกชื่อที่แฟนบอลไทยนึกถึงอยู่เหมือนกัน ด้วยความสามารถที่มีของเขา มันน่าเสียดายมาก ที่นักเตะคนนี้ มักจะตกเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ผลงานในสนาม โดยเฉพาะเรื่องทักษะการจบสกอร์เขามีดีไม่แพ้ใครเลย
 
มันไม่ใช่ว่า เจ้ากอล์ฟ จะเพิ่งมาเป็นตัวสำรองเอาตอนที่บาดเจ็บ แต่ว่าเรื่องนี้ มันเริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่สมัยที่เซ็นสัญญาอาชีพกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เมื่อตอนอายุ 18 ปีแล้ว
 
ตอนนั้น เจ้ากอล์ฟ เป็นหนึ่งในขุนพลของทัพชงโคม่วงทอง กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในการลุยศึกฟุตบอลเยาวชนรุ่นต่างๆ จนสโมสรในไทยลีกสนใจอยากจะดึงตัวไปปั้นต่อกัน และเป็นทัพกิเลนผยอง ที่ได้ลายเซ็นของเขาในวัย 18 ปีไปครอง
 
ทว่าเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพในถิ่นเอสซีจี สเตเดี้ยมมันช่างไม่สดใสเอาเสียเลย AK9 ในวัยเด็ก ไม่ได้รับโอกาสในการพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เพราะเวลานั้นสโมสรมีนักเตะเก่งๆ อยู่มากมาย ทั้ง มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา, มาริโอ ยูรอฟสกี้, ดัสกร ทองเหลา, เปาโล แรงเจล, โคเน่ โมฮาเหม็ด, ดานโญ่ เซียก้า, ศราวุฒิ มาสุข เป็นตัวเลือกอยู่แล้ว
 
เจ้ากอล์ฟในวัย 18 กลายเป็นส่วนเกินของทีม และถูกปล่อยตัวไปอยู่กับ ภูเก็ต เอฟซี ด้วยสัญญายืมตัวในปี 2009-2010 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว เจ้าตัวทำผลงานได้ค่อนข้างโดดเด่น จนบุรีรัมย์ พีอีเอ ติดต่อไปยังเมืองทอง เพื่อขอซื้อตัวเด็กคนนี้ไปใช้งาน
 
ปี 2011 เจ้ากอล์ฟในวัย 19 ปี ได้ย้ายมาอยู่กับ บุรีรัมย์ พีอีเอ สโมสรในจังหวัดบ้านเกิดของตัวเอง และที่นี่เอง ที่เป็นที่แจ้งเกิดให้กับดาวรุ่งดวงใหม่ แต่มันก็ยังเป็นในฐานะ "ตัวสำรอง" เช่นเดิม
 
บวกกับช่วงเวลา 4 ปีในถิ่่นช้าง อารีน่า ที่นั่นมีกองหน้าทั้งไทยและต่างชาติเข้าๆ ออกๆ ทีมอยู่ตลอด ทั้ง แฟรงค์ โอฮันด์ซา, แฟรงค์ อาเชียมปง คู่หน้าจอมโหดในปี 2011-2012 ซึ่งปี 2011 รายแรกได้ตำแหน่งดาวซัลโวไทยลีกไปด้วยการยิงไปทั้งหมด 19 ประตู
 
ไหนจะมี ฮาเวียร์ ปาติโญ่ และกาเมโล กอนซาเลซ ที่จองตำแหน่งตัวจริง 2 ปีซ้อนตั้งแต่ 2013-2014 และยังไม่นับรวมพวกนักเตะต่างชาติ และไทย ที่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน และตำแหน่งอื่น ที่สามารถทำประตูให้กับทีมได้เป็นกอบเป็นกำ จน ปราสาทสายฟ้า ก้าวขึ้นมาเป็นทีมแถวหน้าของไทยลีกได้อย่างไม่ยากเย็น และด้วยฟอร์มการเล่นของพวกตัวหลัก การผลักดันบรรดาตัวสำรองที่รอโอกาสอยู่ข้างสนาม มันจึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องรีบร้อนทำนัก
 
แม้โอกาสลงสนามมันก็ไม่ได้มีเยอะมาก แต่เจ้ากอล์ฟก็เพียรพยายามที่จะพิสูจน์ตัวเอง จนได้รับมอบให้สวมเสื้อหมายเลข 9 ในฤดูกาล 2014 แทนหมายเลข 22 ที่สวมอยู่เดิมตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ใส่ไปได้แค่ปีเดียว ก็มีอันต้องบอกลาปราสาทสายฟ้าไปอยู่กับ บีอีซี เทโรศาสน (โปลิศ เทโร ปัจจุบัน) ด้วยการย้ายสลับขั้วกับ ต้น นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม
 
ปี 2015 ในถิ่นมังกรไฟ เจ้ากอล์ฟ ไม่ใช่ตัวเลือกหลังใครอีกแล้ว เพราะที่นี่เขาได้รับโอกาสในการลงสนามเป็นตัวจริงต่อเนื่อง เนื่องจากผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าของทีมในเวลานั้นมีอยู่เพียงแค่ 5 คนเท่านั้น คือเอกชัย ฤทธิ์พันธ์, จาตุรงค์ พิมพ์คูณ, เจนรบ สำเภาดี, ชิตชนก ไชยเสนสุรินทร์ และ AK9
 
การได้รับโอกาสลงสนามต่อเนื่องนั้น ผลดีของมันคือนักเตะสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา แต่ข้อเสียของมันก็คือ มันก็จะมีทีมที่ขนาดใหญ่กว่ามาดูดนักเตะดีๆ แบบนี้ออกไปร่วมงานด้วย
 
แน่นอนว่าผลงานของเจ้ากอล์ฟในตอนนั้น มันดีมากพอที่อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ของไทยลีกอย่าง "เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด" อดีตทีมเก่าที่ไม่เคยให้โอกาสเขาลงสนามหมายตาว่าจะเอาตัวกลับไปอยู่ด้วยอีกครั้ง
 
ฤดูกาล 2016 AK9 ถูกดึงตัวกลับมาอยู่ทีมเก่าสมัยที่เป็นดาวรุ่งจากรั้วชงโคม่วงทองอีกครั้ง
 
การกลับมาหนนี้ เจ้ากอล์ฟ ได้รับมอบหมายให้สวมเสื้อหมายเลข 11 ของทีม แต่อนาคตในการกลับมาค้าแข้งกับสโมสรแรกของการเล่นฟุตบอลอาชีพนั้น มันก็ไม่ใช่งานที่ง่ายกว่าเดิมนัก เพราะหนนี้เขามีคู่แข่งที่ชื่อว่า มิชาเอล เอ็นดรี้, ซิสโก้, เคลตัน ซิลวา และธีรศิลป์ แดงดา ซึ่งรายหลังก็ยังคงเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวเช่นเดิม
 
เวลาผ่านไป บรรดาตัวต่างชาติก็มีการเปลี่ยนผ่าน เอ็นดรี้, เคลตัน, ซิสโก้ ย้ายออกไป เฮแบร์ตี้ กับเลอันโดร อัสซัมเซา ย้ายเข้ามาพร้อมกับกองหน้าสัญชาติไทยอย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง แน่นอนว่าการแย่งตำแหน่งกับรายหลังไม่ใช่งานยากสักเท่าไหร่ เพราะเจ้าปีโป้ก็ไม่ใช่สายจบสกอร์ที่เฉียบคม ต่างจากเจ้ากอล์ฟพอสมควร แต่กับแข้งต่างชาติอีก 2 คน และปราการเหล็กอย่างเจ้ามุ้ย ทำให้ AK9 ยังไม่สามารถยึดตัวจริงได้อย่างเต็มร้อยนัก
 
ปี 2018 โอกาสดีที่เจ้ากอล์ฟ จะได้ยึดตัวจริงแบบยาวๆ ก็มาถึง เมื่อกิเลนผยอง เลือกจะปล่อยตัว "เจ้ามุ้ย" ไปให้กับ "ซานเฟรชเช่ ฮิโรชิม่า" ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดูกาล และตำแหน่งกองหน้าที่ว่างลงไป แน่นอนว่า มันจะต้องเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
 
แต่นั่นมันก็เป็นแค่ความคาดหวังของทุกคน ก่อนที่เขาจะได้รับบาดเจ็บจากการลงแข่งขัน "ฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72" ในนามของลูกแม่โดม
 
เหตุการณ์วันนั้น มันเหมือนกับฝันร้ายของแฟนบอล โดยเฉพาะกับสาวกของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เพราะตอนนั้น กัปตันทีมตัวความหวังอย่างเจ้ามุ้ย ก็ลัดฟ้าไปแดนปลาดิบแล้ว กองหน้าที่ยังเหลืออยู่ก็มีแค่ เจนรบ สำเภาดี, ชาช่า, เฮแบร์ตี้ และดาวรุ่งอย่างเจ้าฟร้องค์ ปรเมศย์ อาจวิไล เท่านั้น
 
แม้ผลตรวจจะยังไม่ออกมาในทันที แต่แฟนบอลก็ใจเสียไปแล้ว เพราะนักเตะตัวความหวังอย่างเจ้ากอล์ฟ โดนหิ้วออกจากสนามมาแบบนั้น ยังไงก็เจ็บแน่นอน แค่ยังไม่รู้ว่าจะมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง
 
สุดท้ายสิ่งที่แฟนบอลกิเลนและทีมชาติกลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้น....
 
ผลการตรวจร่างกายออกมาว่า เจ้ากอล์ฟ เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด และจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย โดยจะใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า 6-8 เดือน นั้น มันยิ่งตอกย้ำว่า ฤดูกาล 2018 ทีมแทบจะหมดสิทธิ์ใช้งานกองหน้ารายนี้ไปแล้ว
 
ในความโชคร้าย มันก็อาจจะมีสิ่งที่เรียกว่าโชคดีอยู่บ้าง เมื่อ AK9 ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บกลับมาในช่วงท้ายฤดูกาล ก่อนที่ลีกจะปิดไม่นาน
 
แต่เหมือนเจ้าตัวจะใช้โควต้าของความโชคดีหมดไปแล้ว เพราะการกลับมาในครั้งนี้ เจ้ากอล์ฟ ไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ แน่นอนว่ามันเป็นผลกระทบจากการบาดเจ็บ และร้างสนามไปนาน จนฟอร์มเก่งมันหายไปนั่นเอง
 
สุดท้ายฤดูกาล 2018 ก็จบลงแบบไม่สวยงามนัก สำหรับตัวเจ้ากอล์ฟเอง และมันก็คงจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในชีวิตนักเตะของผู้ชายคนนี้เลยทีเดียว
 
กลับมาเริ่มต้นกันใหม่ในฤดูกาล 2019 ปีนั้น หากจะบอกว่ามันคือช่วงเวลาแห่งการคาดหวังของเจ้ากอล์ฟก็คงจะไม่เกินไปนัก เพราะไม่มีอุปสรรคที่ชื่อว่าอาการบาดเจ็บมารบกวนกันอีกแล้ว หนทางในการกลับมาสู่การเป็นตัวจริงของทีมมันเริ่มเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
 
ส่วนฝั่งคู่แข่งก็ยังคงน่าหวั่นใจเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เฮแบร์ตี้ เดอะแบก, แข้งหน้าใหม่อย่าง อ่องธู, ดาวรุ่งอย่าง เจ้าฟร้องค์ ปรเมศย์ ที่ทีมยังไม่ปล่อยไปไหน กับเจ้าซัน กรวิชญ์ ทะสา ที่ถึงเวลาดันขึ้นพอดี และการกลับมาของกำแพงที่ยากจะมีใครก้าวข้ามได้อย่าง เจ้ามุ้ย ธีรศิลป์
 
การกลับมาของเจ้ามุ้ย มันการันตีได้เลยว่า ตำแหน่งตัวจริงในแดนหน้า เป็นของเขาแน่นอนแล้ว 1 ที่ อีก 1 ที่ ย่อมเป็นของ เฮแบร์ตี้
 
หากโค้ชเลือกที่จะจัดทีมในระบบ 4-3-3 นั่นมันหมายความว่า ตำแหน่งกองหน้าในสนามที่เหลืออยู่แค่ที่เดียวนั้น เจ้ากอล์ฟ ต้องแย่งกับทั้ง อ่องธู, เจ้าซัน และเจ้าฟร้องค์ เลยทีเดียว ซึ่งมันก็ค่อนข้างจะแน่นอนว่า 2 รายหลัง ประสบการณ์ยังน้อยเกินกว่าที่จะขึ้นมาเบียดแย่งตำแหน่งกับรุ่นพี่ได้ ดังนั้น คนเดียวที่เป็นคู่แข่งของ AK9 คือ "อ่องธู"
 
ไปๆ มาๆ สุดท้ายบทสรุปของเรื่องนี้ มันดันออกมาว่าทั้งคู่ ได้ผลัดกันลงสนามตามแผนการจัดทีม และสถานการณ์ในสนาม ณ เวลานั้นๆ ซึ่งผลงานมันก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้างหวือหวาอะไรกันมากนัก
 
เลก 2 ฝันร้ายของทั้ง AK9 และอ่องธู ก็มาเยือน เมื่อสโมสรเลือกเสริมนักเตะต่างชาติเข้ามาในพื้นที่โควต้าที่ยังเหลืออยู่อีก 1 ราย ก็คือ "แดร์เลย์" กองหน้าจากบราซิล
 
แน่นอนว่า เมื่้อสองนักเตะจากประเทศบราซิลมายืนจับคู่กัน บวกกับเจ้ามุ้ยอีกหนึ่งคน ทั้งอ่องธู และ AK9 ทำได้แค่นั่งดูบอลอยู่ข้างสนาม และโอกาสในการลงสนามของทั้งคู่มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ใครสักคนเจ็บ, โดนแบน หรือโค้ชพักตัวเท่านั้น และมันก็เป็นอีกปี ที่เจ้ากอล์ฟ จบฤดูกาลไปแบบเซ็งๆ ส่วนเพื่อนร่วมชะตากรรมชาวเมียนมา ขอโบกมือลาประเทศไทยกลับบ้านเกิดไป
 
ผ่านปีแย่ๆ ไปอีกปี มันก็ควรถึงเวลาที่จะต้องเจอเรื่องดีๆ กันบ้างแล้ว แต่ประโยคนี้คงจะใช้ไม่ได้กับผู้ชายที่ว่า อดิศักดิ์ ไกรษร
 
ก่อนที่ตลาดนักเตะฤดูกาล 2020 รอบแรกจะปิดไม่กี่วัน เจ้ากอล์ฟ ถูกเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ปล่อยตัวไปอยู่กับ การท่าเรือ เอฟซี ด้วยสัญญายืมตัว พร้อมกับ "ตี้ เดอะแบก" ซึ่งที่แพท สเตเดี้ยมแห่งนี้ ชายเจ้าของฉายาอุลตร้ากอล์ฟ ก็ยังไม่ได้เป็นตัวจริงกับเขาเสียที
 
ที่การท่าเรือ เอฟซี นั้น เขาก็มีขาประจำที่พร้อมจะลงสนามกันอยู่แล้ว ก็คือ เซร์คิโอ ซัวเรซ, บดินทร์ ผาลา, ปกรณ์ เปรมภักดิ์ แม้ว่าที่เอ่ยๆ มาจะไม่ใช่พวกกองหน้าธรรมชาติ แต่แทบจะไม่มีใครแย่งตำแหน่งไปจากพวกเขาได้เลย
 
นอกจากกลุ่มเจ้าถิ่นแล้ว ยังมีกลุ่มที่ย้ายเข้าใหม่ ทั้ง "ตี้ เดอะแบก" ที่ย้ายมาสัมผัสบรรยากาศใหม่ที่แพท สเตเดี้ยม ด้วยสัญญายืมตัว และธนาสิทธิ์ ศิริผลา อีกคน ไหนจะแก๊งค์ดาวรุ่งที่รอโอกาสอยู่อีก เรียกว่าที่แพท สเตเดี้ยมแห่งนี้ ไม่เก๋าจริง อยู่ไม่ได้
 
ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ที่บ้านหลังใหม่แห่งนี้ เอเค9 เป็น "ตัวสำรอง" อีกแล้ว และคนที่ทำให้เขาต้องนั่งข้างสนามดูเพื่อนเล่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน "เพื่อนตี้" ของชาวสิงห์เจ้าท่า หรือ "ตี้ เดอะแบก" ของชาวกิเลน เพื่อนจากบ้านหลังเก่านี่เอง
 
ไม่เพียงเท่านั้น เพราะฝันร้ายจากบ้านหลังเก่า นอกเหนือจากเพื่อนตี้แล้ว มันยังมีเรื่องของตำแหน่งการเล่น ที่เจ้าตัวมักจะโดนฉีกออกไปยืนริมเส้นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่เป็น "กองหน้าตัวเป้า" มันยิ่งทำให้การเล่นของเจ้ากอล์ฟ นับวันยิ่งลำบากมากขึ้น
 
สุดท้าย การเป็นตัวสำรอง มันก็ทำให้บทบาทการเป็นซูเปอร์ซับของ เจ้ากอล์ฟ สมัยที่เล่นอยู่บุรีรัมย์ พีอีเอ มันกลับมาอีกครั้ง เพราะเขายิงสนั่นทุ่งท่าเรือ ในบทบาทของตัวสำรองไป 2 ตุง ไม่นับเกมปรีซีซั่น ซึ่งมันก็เป็นบทบาทที่ไม่ค่อยน่าพอใจกันสักเท่าไหร่ ก็นะ ใครจะอยากเป็นตัวสำรองกันบ้างล่ะ
 
จากผลงานลงสำรอง 4 นัด ยิงไป 2 ประตู ความหวังในการกลับมาเป็นตัวจริงของทีมมันก็ดูสว่างขึ้นมานิดหน่อย (แม้จะโดนจับไปเล่นตำแหน่งไม่ค่อยถนัด) แต่โอกาสนั้นมันก็ต้องดับไปอีกครั้ง เพราะศึกไทยลีก 2020 ต้องมาหยุดชะงักลงชั่วคราว เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ระบาด
 
กว่าที่ลีกจะกลับมาได้อีกครั้ง ก็กลางเดือน ก.ย. ซึ่งช่วงเวลานั้น ก็ยังไม่มีใครตอบได้ ว่ามันจะได้เตะกันต่อจริงหรือไม่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของไวรัส ณ ตอนนั้นเพียงอย่างเดียว
 
ทั้งนี้ทั้งนั้น โอกาสที่เจ้ากอล์ฟ จะสามารถกลับมาเป็นตัวจริงได้อีกครั้ง มันไม่ใช่เพียงแค่การรอโอกาสอยู่เฉยๆ เท่านั้น เพราะวันก่อน เจ้าตัวยอมรับเองเลยว่าต้องการที่จะออกไปค้าแข้งที่ต่างแดน อย่างที่เจ้ามุ้ย, เจ ชนาธิป สรงกระสิทธิ์, อุ้ม ธีราทร บุญมาทัน และ ตอง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ได้ไปโลดแล่นอยู่ที่เจลีกกันบ้าง
 
แต่ด้วยอายุที่ใกล้จะแตะเลข 3 เข้าไปทุกที การไปเจลีกอย่างคนอื่นๆ อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวไปสักนิด เจ้าตัวเลยของฝันใกล้ๆ แค่วีลีก ของประเทศเวียดนามเพียงเท่านั้น แม้เวลานี้ จะยังไม่มีข้อเสนอจากทีมใดเข้ามาก็ตาม
 
ด้วยศักยภาพของเจ้ากอล์ฟ การโยกไปค้าแข้งยังต่างแดน และยึดตำแหน่งตัวจริงในทีมให้ได้ มันไม่น่าจะเป็นงานยากจนเกินไปนัก เว้นเสียแต่ว่าจะดวงแตกไปเจอพวกนักเตะฟอร์มแรงๆ เข้าแบบตลอดระยะเวลาที่เล่นอยู่ในไทยลีกเข้าเสียอีก ถึงตอนนั้น คงจะต้องปาดเหงื่อกันอีกยก