TODAY NEWS

เกือบลืมไปแล้ว #1 : จอร์จ เวอาห์ เชลซี-แมนฯ ซิตี้

13 พ.ค. 2563
นักเตะ 100 คน ก็มี 100 เรื่องเล่า
 
แล้วโลกนี้ มีนักเตะกี่แสนกี่ล้านคนกัน 
 
ในจำนวนเรื่องเล่านับแสนนับล้านนั่น เราเชื่อว่าบางเรื่องบางราว ก็เข้าข่าย "สิ่งที่ถูกลืม" อยู่เหมือนกัน 
 
วีว่าซอค จึงภูมิใจนำเสนอสกู๊ปคัดสรร ซีรี่ส์ "เกือบลืมไปแล้ว"
 
พบกับเรื่องราวของนักเตะที่คุณอาจลืมไปแล้วว่าเคยเข้าสังกัดนั้นๆ มาก่อน เหตุผลความเป็นมาเป็นไป ว่าทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงเกิดขึ้น
 
"หืม เคยด้วยหรอ?" อาจเป็นคำอุทานของคุณ
 
ประเดิมด้วย จอร์จ เวอาห์ ที่ถ้าไม่ทวนความจำกัน คงเลือนรางเต็มทีว่ายุคสมัยหนึ่ง ก็เคยมาฝากภาพจำในเครื่องแบบ "สิงโตน้ำเงินคราม" และ "เรือใบสีฟ้า" มาแล้ว
 
และเดี๋ยวตอนถัดๆ ไป คงได้ร่ายถึงใครอีกหลายคน - กาอิซก้า เมนดิเอต้า, เบาเดอไวน์ เซนเด้น, ดาวอร์ ซูเคอร์, ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล, ชูเลียง โฟแบร์ หรือแม้กระทั่ง ดีเอโก้ มาราโดน่า, ฯลฯ และ ฯลฯ
 
พบกับ "เกือบลืมไปแล้ว" ได้ที่นี่ที่เดียว ตามแต่วาระโอกาสประเหมาะเคราะห์ดี...
 
 
 
 
บัลลง ดอร์ 1995
เมื่อเอ่ยชื่อ จอร์จ เวอาห์ สิ่งแรกที่นึกถึง ถ้าไม่ใช่ภาพปัจจุบันในฐานะ "ประธานาธิบดีไลบีเรีย" ก็คงเป็นภาพเก่าสมัยวาดลวดลายยิงกระจาย เป็นสุดยอดตัวจบสกอร์แห่ง เอซี มิลาน ยุค 90
 
เส้นทางสร้างชื่อของ จอร์จ มานเนห์ โอปปง เวอาห์ เริ่มต้นขึ้นที่ฝรั่งเศส กับ โมนาโก ปี 1988 ภายหลังตระเวนเข้าสังกัดสี่ซ้าห้าทีมในแถบแอฟริกาบ้านเกิด 
 
ว่ากันว่า คนที่ค้นพบพรสวรรค์ของหัวหอกไลบีเรีย คือ โคล้ด เลอ รัว โค้ชคนดังชาวฝรั่งเศสที่เวลานั้นนั่งเก้าอี้คุมทีมชาติแคเมอรูน ซึ่งได้เอ่ยปากแนะนำกองหน้าดาวรุ่งวัย 21 (ตอนนั้น) ให้กับกุนซือของ โมนาโก 
 
ไม่ใช่ใคร... อาร์แซน เวนเกอร์ นั่นเอง
 
"เวอาห์ คืออะไรที่เซอร์ไพรส์มาก ผมไม่เคยเห็นนักเตะคนไหนตูมตามโครมครามเหมือนเขามาก่อน" เวนเกอร์ว่า
 
เขย่าลีกน้ำหอมได้ในทันทีที่แรกเข้า เวอาห์ สลุตตาข่าย 17 ลูกให้ โมนาโก ของ เวนเกอร์ ในซีซั่น 1988/89 ก่อนจะยิงรวม 66 ลูกใน 4 ปีของการสวมเครื่องแบบขาวแดง และย้ายไปสร้างชื่อต่อที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในปี 1992 ที่ความร้อนแรงก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ
 
เวอาห์ ประสบความสำเร็จกับ เปแอสเช ชนิดมี 4 โทรฟี่ติดมือ สำคัญคือซีซั่น 1994/95 ปีสุดท้ายของการเล่นในฝรั่งเศสก่อนย้ายสู่ เอซี มิลาน เวอาห์กระหน่ำไป 18 ประตู เป็นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 7 ลูก -- รับรางวัลดาวซัลโว ชปล. ปีนั้น และ เปแอสเช เข้าถึงรอบตัดเชือก (พร้อมเป็นดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยฝรั่งเศส ทั้งเฟร้นช์คัพและเฟร้นช์ลีกคัพ)
 
เมื่อมาตรฐานการยิงกระจายยังคงอยู่ในตอนย้ายสู่ เอซี มิลาน, ปลายปี 1995 ที่ ฟร้องซ์ ฟุตบอล มีการเก็บรวบรวมคะแนน บัลลง ดอร์ อันเป็นครั้งแรกที่เปิดให้โหวต "นักเตะทวีปอื่นที่เล่นในยุโรป" ด้วยนั้น
 
เวอาห์ ก็ผงาดรางวัล บัลลง ดอร์ 1995 ในฐานะแอฟริกัน (และแข้งนอกยุโรป) คนแรกสุด
 
บัลลง ดอร์ 1995
1. จอร์จ เวอาห์ (เปแอสเช/มิลาน) 144 แต้ม
2. เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ (บาเยิร์น) 108
3. ยารี่ ลิตมาเน่น (อาแจ็กซ์) 67
4. อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ (ยูเวนตุส) 57
5. แพทริค ไคลเวิร์ต (อาแจ็กซ์) 47
6. จานฟรังโก้ โซล่า (ปาร์ม่า) 41
7. เปาโล มัลดินี่ (มิลาน) 36
8. มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (อาแจ็กซ์) 33
9. มัทธีอัส ซามเมอร์ (ดอร์ทมุนด์) 18
10. ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป (เรอัล มาดริด) 17
 
เวอาห์ อยู่สร้างตำนาน "คิง จอร์จ" ใน ซาน ซิโร่ เป็นเวลา 5 ซีซั่น ยิงรวม 58 ประตู มีสคูเด็ตโต้ติดมือ 2 สมัย คือ 1995/96 และ 1998/99
 
แม้อาจไม่ได้ยิงสนั่นหวั่นไหวแตะหลักร้อย แต่การเล่นสุดดุดันและอันตรายในช่วงพีคๆ ของเขาทั้งที่ เปแอสเช และ มิลาน ก็ทำให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน
 
จอร์จ เวอาห์ คือกองหน้าแอฟริกันที่ดีที่สุด
 
 
 
เชลซี 2000
เกือบลืมไปแล้วว่า จอร์จ เวอาห์ ก็เคยมาฝากความทรงจำใน พรีเมียร์ลีก กับเขาด้วยเหมือนกัน 
 
1999/2000 เอซี มิลาน อยู่ในการทำทีมของ อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี่ ซึ่งมีคู่พิฆาต อันเดร เชฟเชนโก้ - โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟ เป็นสองกองหน้าขาประจำ คนนึงสปีด 9 คนนึงก็โหม่ง 9
 
เวอาห์ ได้ลงเล่นอยู่พอสมควรเหมือนกันในครึ่งซีซั่นแรกนั้น ลงสนาม 14 นัดซัด 5 ประตู เพียงแต่ส่วนใหญ่ก็ต้องนั่งรอโอกาสที่ม้านั่งสำรอง... ตามขวบวัย 32 และการมีคลื่นลูกใหม่ที่แรงกว่าอย่าง เชว่า-เบียร์โฮฟฟ์
 
ก็มาถึงจุดที่ทุกฝ่ายตัดสินใจร่วมกัน - "ความท้าทายใหม่" คือทางออก
 
"ที่จริง ผมอยากอยู่อิตาลีต่อ แต่เวลานั้น มิลานทำลายชีวิตผม ผมคิดจะไปโรม่า แต่ อาเดรียโน่ กัลเลียนี่ บอกว่าเขาไม่ต้องการให้ผมไปเสริมความแข็งแกร่งของทีมคู่แข่ง"
 
ทางเลือกแรกๆ ของ เวอาห์ มีอยู่ 2 ทาง
 
1) กลับฝรั่งเศส ซบ โอลิมปิก มาร์กเซย ที่จะเป็นต้นสังกัดที่ 3 ของเขาที่นั่น
"มันแทบจะ 100% ว่าผมจะย้ายไปมาร์กเซย ผมจะไปที่นั่นเพราะผมอยากสิ้นสุดเส้นทางอาชีพในฝรั่งเศส"
 
หรือ 2) ไป อาร์เซน่อล เพื่อร่วมงานกับ เวนเกอร์ อีกสักครั้ง
"ผมได้รับคำบอกว่า อาร์เซน่อล อยากเซ็นสัญญากับผม และผมก็รักที่จะได้เล่นให้ อาร์แซน เวนเกอร์ อยู่แล้ว"
 
แต่ปรากฏว่า ทางเลือกที่ 3 อย่าง เชลซี กลายเป็นคำตอบสุดท้าย
 
"วันนั้น มันเป็นช่วงสายๆ และผมยังนอนคุดคู้อยู่บนเตียง" เวอาห์รำลึก "มาร์กแซล เดอไซยี่ โทรศัพท์มาหาผม เขาบอกว่ามันจะยอดเยี่ยมมากถ้าผมเซ็นสัญญากับ เชลซี"
 
"เขาว่า ผมจะชอบลอนดอนแน่ๆ"
 
"ก่อนนั้น ผมได้รับคำบอกว่า อาร์เซน่อล อยากเซ็นสัญญากับผม และผมก็รักที่จะได้เล่นให้ อาร์แซน เวนเกอร์ อยู่แล้ว แต่ เชลซี เดินหน้าเข้าหาผมอย่างจริงจัง และต้องการเซ็นสัญญากับผมมากที่สุด"
 
หนึ่งคือจากคำชักชวนของเพื่อนเก่าเคยร่วมค้าแข้งที่มิลานด้วยกันมาอย่าง เดอไซยี่ (มิลาน 1993-1998) และสองคือ เชลซี อยู่ในช่วงซ่องสุมดาวดังจากลีกเลี่ยน (ก่อนหน้าที่จะมี โรมัน อบราโมวิช เข้าเทคโอเวอร์) เวลานั้น สแตมฟอร์ด บริดจ์ มีทั้ง เดอไซยี่, ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์, จานฟรังโก้ โซล่า, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ รวมถึง จานลูก้า วิอัลลี่ ที่ขยับขึ้นคุมทีมแทน รุด กุลลิท ในปี 1998 เป็นต้นมา
 
บทสรุปจึงลงเอยที่ เชลซี เซ็น "ยืม" เวอาห์ มาจนจบซีซั่น 1999/2000
 
แน่นอนว่าในวัย 33 เวอาห์ จึงเลยจุดพีคของตัวเองมาแล้ว
 
แต่ทานโทษ ดีลนี้ไม่ถูกจัดว่า "ล้มเหลว" แต่อย่างใด
 
เจ้าของบัลลงดอร์ 1995 เข้ามาสวมเสื้อตราสิงห์หมายเลข 31 เป็นอีกหนึ่งกองหน้าตัวเลือกร่วมกับ โซล่า, คริส ซัตตัน และ ทอเร่ อันเดร โฟล 
 
เพียงรุ่งขึ้นหลังจากเซ็นสัญญาเปิดตัว เวอาห์ ก็ถูกใส่ชื่อเป็นตัวสำรอง เกม "ลอนดอนดาร์บี้" เชลซี เปิดบ้านรับมือ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
 
เวอาห์ ถูกส่งลงในครึ่งหลัง นาที 56 แทนที่ ทอเร่ อันเดร โฟล และเมื่อเกมงวดลงจนเกือบจะผ่านด้วย 0-0 ก็เกิด "Dream Debut" ขึ้น
 
นาที 87 เดนนิส ไวส์ สาดบอลจากริมขวาเขตโทษ เวอาห์ โถมตัวขึ้นเหนือกองหลังสเปอร์ส 2 ราย และทิ่มหัวโขกลูกผ่านมือ เอียน วอล์คเกอร์ เข้าตุงตาข่าย 
 
เชลซี ชนะอริร่วมเมืองหลวง 1-0 ด้วยประตูนี้ ซึ่งก็ทำให้ เวอาห์ ลงชื่อกลายเป็น "ขวัญใจแฟนบอล" ในทันทีที่ลงสนามเกมแรก
 
ให้หลังไม่นาน ประตูที่ 2-3-4 และ 5 ก็ตามมา (จากจำนวนเกม 15 นัด)
 
และทุกนัดที่ เวอาห์ ยิงได้ เชลซี ชนะทั้งหมด 
 
1-0 สเปอร์ส
2-1 เลสเตอร์ (เอฟเอ คัพ)
3-1 วิมเบิลดัน
5-0 จิลลิ่งแฮม (เอฟเอ คัพ)
2-0 ลิเวอร์พูล
 
เวอาห์ (ที่เมื่อจบซีซั่น มีแชมป์เอฟเอ คัพ ติดมือ / ลงตัวจริงนัดชิง ชนะวิลล่า 1-0 ด้วย) แสดงให้เห็นว่าแม้จะ ส.ว. สูงวัยขนาดนั้น พรีเมียร์ลีก ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา ความเฉียบคม ครบเครื่องทั้งบนพื้นและกลางอากาศ วิญญาณเพชฌฆาต ยังอยู่ในตัวเขาอย่างเต็มเปี่ยม
 
กุสตาโว่ โปเยต์ : "เขามันท็อปคลาสตัวจริง เขาดีพอที่จะคอนโทรลทุกอย่าง คุณยัดบอลไปเถอะ บอลยาว, บอลสูง, ทุกอย่าง เขาเก็บได้หมด และคุณพึ่งพาเขาได้เต็มที่ บางครั้งคุณตกอยู่ในความกดดัน และต้องการใครบางคนที่จะทำสิ่งพิเศษ จอร์จ คือคนๆ นั้น"
 
จนแฟนเชลซีเป่าปากเสียดายไปตามๆ กัน เมื่อทีมรักของพวกเขาไม่เลือกที่จะเซ็นสัญญาถาวรกับ เวอาห์ เมื่อจบซีซั่น 
 
เพียงแต่ก็พอเข้าใจได้ เพราะซัมเมอร์ 2000 ทีมตราสิงห์จัดแพ็คคู่ของดีราคารวม 19 ล้านปอนด์อย่าง จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ & ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น มานั่นเอง
 
 
 
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2000
ถ้าภาพจำของ จอร์จ เวอาห์ กับ เชลซี เลือนรางแล้ว 
 
ภาพของ จอร์จ เวอาห์ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาจเป็นความทรงจำสีจางกว่ากันมาก 
 
ซัมเมอร์ก่อนขึ้นซีซั่น 2000/01 เวอาห์ แยกทางกับ มิลาน เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และ เชลซี ไม่เลือกจะยื่นสัญญาถาวรให้ 
 
กลายเป็น "เรือใบสีฟ้า" ยุคยังไม่ลืมตาอ้าปาก กลุ่มทุนตะวันออกกลางยังไม่มาถึง แม้กระทั่งคุณทักษิณ ก็ยังไม่ใช่เวลา 
 
อ่า...อย่าว่าแต่ลืมตาอ้าปาก แมนฯ ซิตี้ นาทีนั้น เป็นแค่ทีมไซส์มินิ "น้องใหม่พรีเมียร์ลีก" ด้วยซ้ำไป 
 
1995/96 จบอันดับ 18 พรีเมียร์ลีก -- ตกชั้น
1996/97 อันดับ 14 ดิวิชั่น 1 (ยังไม่เปลี่ยนชื่อเป็น เดอะ แชมเปี้ยนชิพ)
1997/98 อันดับ 22 ดิวิชั่น 1 -- ตกชั้น
1998/99 อันดับ 3 ดิวิชั่น 2, ชนะเพลย์ออฟ -- เลื่อนชั้น 
1999/2000 อันดับ 2 ดิวิชั่น 1 -- เลื่อนชั้น
2000/2001 เริ่มต้นชีวิตในพรีเมียร์ลีก อีกครั้ง
 
มันจึงกลายเป็นเรื่องฮือฮาในหน้าสื่อเมืองผู้ดี เมื่อ แมนฯ ซิตี้ คว้าตัว เวอาห์ เข้าเสริมคมแนวรุกแบบ "จ่ายราคางาม" สัญญา 2 ปีมูลค่า 2.5 ล้านปอนด์ หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 หมื่นปอนด์ -- โหดมากในยุคนั้น
 
จากการอยู่ในทีมระดับท็อปอย่าง มิลาน หรือ เชลซี 
 
ที่เมนโร้ด, เวอาห์ ต้องประสานงานกับกองหน้าอย่าง เปาโล วันโชเป้, ชอน โกเตอร์, พอล ดิ๊กคอฟ และ ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้ พร้อมกับมีเจ้านายชื่อ โจ รอยล์
 
ปรากฏว่ามันกลับกลายเป็น "ฝันร้าย" ที่ไม่มีฝ่ายใดยิ้มออกทั้งนั้น
 
ฉากชีวิตในทัพเรือไม่เป็นไปอย่างที่ทั้ง เวอาห์, โจ รอยล์ หรือแฟนบอลแมนฯ ซิตี้ คาดฝัน ดาวยิงดีกรีตัวท็อปโลกอย่างเขา (ในวัย 34 ย่าง 35) ต้องกลายมาเป็นตัวสำรองแบบถาวร โอกาสลงสนามทั้งหมด 11 นัด เป็นตัวจริงเพียง 3 ครั้งถ้วน และมียอดพังประตูแค่ 4 ลูกเท่านั้น
 
"เขาแสดงถึงเวทมนตร์บางอย่างเมื่อลงเล่นให้เรา แต่มันเป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนสำหรับตัวเขา" โจ รอยล์ แจกแจง "เขาอายุ 34 และเขาอยากลงเล่นตลอดเวลา ผมเข้าใจเป็นอย่างดี แต่ผมก็ต้องเลือกสิ่งที่ผมเห็นว่าดีที่สุดกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และผมเสียใจแน่นอนอยู่แล้วเมื่อทุกอย่างไม่เวิร์คทั้งกับสโมสรและนักเตะ"
 
2 เดือนครึ่งหลังเซ็นสัญญาสุดฮือฮา เวอาห์ อำลา แมนฯ ซิตี้ ไปอย่างเงียบๆ ด้วยการฉีกสัญญาสะบั้น และไปเซ็นกับ โอลิมปิก มาร์กเซย ต้นสังกัดสุดท้ายในยุโรป (ก่อนแขวนสตั๊ดกับ อัล จาซีร่า ที่ยูเออี)
 
"ผมไม่ได้ผิดหวังแค่เพราะผมไม่ได้ลงเล่น" เวอาห์ ให้การหลังช่วงเวลากับ แมนฯ ซิตี้ สั้นกุดแค่ 11 นัด
 
"ผมยอมรับสิ่งนั้นได้เพราะวัยของผม ไม่อยู่ในจุดที่จะลงเล่นทุกนัดอีกแล้ว แต่ที่ผมไม่อาจยอมรับได้คือการที่ผมอยู่ในสโมสรที่กุนซือใส่ชื่อผมลงเล่นเกม แต่อีกห้าชั่วโมงให้หลังเขากลับบอกผมว่าผมจะไม่ได้เล่น"
 
"ในสายตาของผม มันคืออะไรที่ไร้ความเป็นมืออาชีพ และไม่เคารพต่อกัน และยังแสดงให้เห็นถึงการขาดความเชื่อมั่นในตัวผม"
 
"ผมถูกทำให้รู้สึกว่าผมเป็นนักเตะแก่ๆ และไม่ได้มีประโยชน์กับทีมจริงๆ ผมรู้สึกว่าผมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์สโมสร เพื่อดึงดูดนักเตะคนอื่นๆ ให้มาร่วมทีม"
 
"ผมให้ความเคารพกับทุกคนที่ผมร่วมงานด้วย แต่เหตุผลของการย้ายออก (จากซิตี้) ของผมคือเรื่องของการขาดความเคารพต่อกัน, การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ และความไม่ซื่อสัตย์ที่ โจ รอยล์ มีต่อผม"
 
เอวังระหว่าง เวอาห์ กับ แมนฯ ซิตี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้
 
และบทสรุปของซีซั่นนั้น แมนฯ ซิตี้ จบอันดับ 18 ตกชั้นเสียอีกรอบ!
 
 
ไกด์เถื่อน เรียบเรียง