TODAY NEWS

วันที่ผมเกือบถอดใจ

27 เม.ย. 2563
ท่ามกลางสักขีพยานกว่า 7 หมื่นชีวิตในมาราคาน่า และสายตาอีกนับล้านคู่ที่จับจ้องผ่านจอตู้มาจากทั่วโลก 
 
13 ก.ค. 2014 อาร์เจนติน่า ลงชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก กับ เยอรมนี
 
90 นาที (บวกๆ) ของการตัดสินบทสรุปเวิลด์ คัพ ฉบับแซมบ้า ทั้ง "ฟ้าขาว" และ "อินทรีเหล็ก" ต่างก็หิวกระหายแชมป์ ต่างจับจ้องสายตาไปยังโทรฟี่ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ ขอบสนาม
 
นาทีนั้น อาร์เจนติน่า หวังจะผงาดบัลลังก์ให้ได้เสียที หลังอดอยากปากแห้งต้องรอคอยแชมป์โลกมาตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของ ดีเอโก้ มาราโดน่า 1986 ไม่ต่างกัน เยอรมนี ก็หมายมั่นปั้นมือจะสร้างความสุขในคนทั้งชาติ เมื่อการรอคอยแชมป์โลกก็ยาวนานไม่ได้ผิดไปจากคู่แข่ง (1990) แถม 3 ทัวร์นาเมนต์ก่อนหน้านั้นไปถึง "เกือบสุดทาง" แต่ก็ได้แค่เกือบเท่านั้น -- รองแชมป์ 2002, อันดับสาม 2006, อันดับสาม 2010
 
ในเส้นทางสู่นัดชิงดำ ต่างฝ่ายต่างก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน อาร์เจนติน่า ในการทำทีมของ อเลฮานโดร ซาเบย่า ชนะรวด 3 นัดรอบแรก แล้วจึงค่อยๆ โค่นทีมแกร่งอย่าง สวิตเซอร์แลนด์, เบลเยียม และ เนเธอร์แลนด์ส ในระหว่างทางน็อคเอาต์
 
ฝั่ง เยอรมนี ของ โยอัคคิม เลิฟ เจองานหนักเกินคาดจนต้องออกแรงเหนื่อยกว่าจะเขี่ย แอลจีเรีย ร่วงรอบ 16 ทีมสุดท้ายตอนต่อเวลา (2-1) จากนั้นมาเฉือน ฝรั่งเศส 1-0 และสร้างเกมประวัติศาสตร์ ถล่มเจ้าภาพ บราซิล ไม่ไว้หน้า 7-1 ที่ทำเอาน้ำท่วมแดนกาแฟทั้งประเทศ... น้ำตา ไม่ใช่ห่าฝน
 
ที่มาราคาน่า ฟ้าขาวมาด้วยชุดที่ดีที่สุด ลิโอเนล เมสซี่ นำทัพ เคียงข้างด้วยซูเปอร์สตาร์อย่าง กอนซาโล่ อิกวาอิน, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, เอเซเกล ลาเวซซี่, เอเซเกล การาย, มาร์ติน เดมิเคลิส, มาร์กอส โรโฮ, เซร์คิโอ โรเมโร่, ฯลฯ
 
ด้าน โยกี้ เลิฟ มีข่าวร้ายช่วงวอร์มอัพก่อนเกม เมื่อ ซามี่ เคดิร่า เจ็บกะทันหัน ต้องสลับใช้ คริสตอฟ คราเมอร์ ในแดนกลาง แต่นอกนั้นเป็นทีมชุดแข็งโป้กคงเดิม - มิโรสลาฟ โคลเซ่, เมซุต โอซิล, โทนี่ โครส, โธมัส มุลเลอร์, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, ฟิลิปป์ ลาห์ม, มานูเอล นอยเออร์ 
 
แน่นอนว่าคงไม่ต้องสืบสาวราวเรื่องว่าผลลัพธ์ในท้ายที่สุดเป็นอย่างไร เมื่อน้อยคนนักที่จะไม่รู้หรือจำไม่ได้ - โจ๊กเกอร์ซูเปอร์ซับ มาริโอ เกิทเซ่ ลงสำรองไปเอียงตัววอลเลย์ผ่านมือ โรเมโร่ เสียบตาข่าย เป็นประตูตัดสินแชมป์โลกในช่วงต่อเวลา ก่อนที่อีก 7 นาทีจะต้องมาตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ
 
ประเด็นก็คือ การจบ 90 นาทีด้วย 0-0 อย่างที่เป็น (และ เยอรมนี ได้ประตูที่ต้องการ) อาจไม่ได้เกิดขึ้น "ถ้า" จังหวะจะโคนเป็นใจให้ อาร์เจนติน่า สอยตาข่ายออกตัวนำไปก่อน
 
ตั้งแต่ 20 นาทีแรก...
 
จังหวะโขกคืนหลังหมูหกของ โทนี่ โครส บอลข้ามแผงรับอินทรีเหล็กมาเข้าเท้า กอนซาโล่ อิกวาอิน ได้ควบขึ้นหน้าแบบที่มีครบถ้วนทั้งพื้นที่และเวลา ดาวยิงตัวเก่งจากนาโปลี (24 ประตูในซีซั่น 2013/14) มีออปชั่นให้เลือกเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะ
 
1) พาบอลเข้าไปส่องเน้นๆ จั๋งหนับๆ
2) ลากไปกดจ่อๆ ให้ผ่านมือ นอยเออร์
3) ใช้ความเร็วพุ่งทะยานไปข้างหน้า ล็อคหนีนายทวารแล้วกระทุ้งตาข่ายโล่งๆ 
หรือกระทั่งจะ 4) ครองบอลไว้เพื่อรอเวลาให้กองหลังตัวสุดท้ายอย่าง เยอโรม บัวเต็ง วิ่งเข้าแท็กจากข้างหลัง ซึ่งอาจเป็นจุดโทษเอาได้ง่ายๆ
 
แต่ปรากฏว่าชอยส์ที่ อิกวาอิน เลือก คือตวัดยิงฮาล์ฟวอลเลย์จากบริเวณเส้นเขตโทษแบบไร้ซึ่งความเนี้ยบเฉียบขาด และบอลก็พุ่งเรียดถากเสาออกไปอย่างที่เพื่อนร่วมทีมฟ้าขาวแทบไม่เชื่อสายตา -- อย่าว่าแต่แฟนบอลที่แจกฟักแจกแฟง ปูต้าๆๆ กันยกใหญ่ 
 
นี่คือช็อตสำคัญอย่างยิ่ง เป็นหนึ่งในจังหวะ "ยิงพลาด" ครั้งใหญ่แห่งฟุตบอลโลกที่ถูกรวบรวมไว้เทียบเคียงกับหลายๆ ช็อตประวัติศาสตร์ เช่นการซัดจุดโทษพลาดของ อซาโมอาห์ กียาน (2010), ลูกยิงของ อาร์เยน ร็อบเบน ที่ติดเซฟ อิเคร์ กาซิยาส (2010), ลูกโหม่ง 6 หลาหลุดกรอบของ เควิน คีแกน (1982) หรือการพลาดจุดโทษของ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ในนัดชิง 1994
 
ซ้ำร้ายถัดจากช็อตนี้ไม่กี่นาที อิกวาอิน ยังต้อง "เฮเก้อ" จังหวะเข้าชาร์จลูกเปิดของ ลาเวซซี่ ที่ล้ำหน้าไปชัดเจน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสตกมาถึงอีก จนถูกเปลี่ยนออกในนาที 78 ให้ โรดริโก้ ปาลาซิโอ ลงไปแทน
 
ย้ำอีกครั้งว่าการจบ 90 นาทีด้วย 0-0 อย่างที่เป็น อาจไม่เกิดขึ้น "ถ้า" อิกวาอิน เช็คบิลสกอร์ 1-0 เข้าไป
 
แต่เมื่อมันออกรูปนี้ เยอรมนี ก็เล่นเกมต่อไปด้วยความอดทน จนประตูทองฝังเพชรที่รอคอย มาถึงในที่สุด
 
การพลาดจุดโทษของ โรบี้ บาจโจ้ ในนัดชิง 1994 ที่โรส โบวล์ พาซาเดน่า จน อิตาลี แพ้ดวลจุดโทษ บราซิล 2-3 กลายเป็น "ฝันร้าย" ที่เกาะกินหัวใจเทพบุตรเปียทองคำอยู่นานหลายปี "จุดโทษลูกนั้นติดอยู่กับผมไปตลอด ผมเฝ้าฝันถึงการเล่นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกมาตั้งแต่เด็ก แต่ผมไม่เคยคิดฝันว่ามันจะจบแบบนี้ จนทุกวันนี้ ผมก็แทบไม่อยากยอมรับว่ามันเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ"
 
กับกรณีของ อิกวาอิน ก็ไม่ต่างกัน -- หรืออาจหนักกว่าด้วยซ้ำ 
 
ความผิดหวังจากนัดชิงที่มาราคาน่า ส่งให้ อิกวาอิน หวิดจะประกาศ "แขวนเกือก" ทิ้งทุกอย่าง หันหลังให้ฟุตบอลไปเสียในวัยเพียง 26 ปี ณ ตอนนั้น
 
"ผมไม่อาจสลัดความเสียใจออกไปได้ ผมเก็บตัวล็อคประตูอยู่บ้าน ไม่ยอมออกไปไหน ด้วยเพราะกลัวคำพูดของคนอื่น" ดาวยิงอาร์เจนไตน์เผยกับ มาร์ก้า
 
"หลายคนบอกว่า ‘ดูซิว่าแกฟันเงินไปตั้งเท่าไหร่' แต่คุณไม่สามารถซื้อเพื่อนแท้ได้ ผมคิดถึงแม่ อยากเจอแม้ แต่ถ้าจะเจอกันได้ แม่ต้องบิน 15 ชั่วโมงมาหาผม แน่นอน ผมจ่ายค่าตั๋วได้อยู่แล้ว แต่มันไม่เหมือนกันถ้าแม่จะอยู่ห่างจากเราไปแค่ 10 นาที"
 
"ผู้คนไม่เห็นสิ่งเหล่านั้น พวกเขาเห็นอะไรบ้าง? เห็นแค่ว่า คุณมีหน้าที่ต้องยิงประตูให้ได้ เพราะนั่นคืองานที่คุณถูกจ้างวานมา"
 
แน่นอนว่าการได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ไม่ใช่เรื่องโชคช่วย คุณต้อง "แน่จริง" ในระดับหนึ่ง ถึงจะถูกเลือกเป็นตัวแทนของชาติ ลงทำหน้าที่ในเกมสุดสำคัญชี้เป็นชี้ตายเช่นนี้
 
ก็ควรต้องถือว่า อิกวาอิน "ใช่ย่อย" กับเส้นทางถล่มประตูของเขากว่าจะถึงวันนั้น ทั้งตอนเทิร์นโปรกับ ริเวอร์ เพลท, การสร้างชื่อคับทวีปยุโรปกับ เรอัล มาดริด (121 ประตู) และการมาไล่ล่าความสำเร็จในอิตาลี เริ่มต้นที่ นาโปลี (ค่าตัว 40 ล้านยูโร)
 
เพียงแต่เมื่อมาอยู่ในเครื่องแบบฟ้าขาวแล้ว อิกวาอิน ก็เป็นอีกคนที่ถูกตำหนิ ถูกตามวิพากษ์วิจารณ์เสมอถึงความไม่เฉียบคมอย่างที่ควรจะเป็น และการที่ไม่สามารถ "ช่วยงาน" ลิโอเนล เมสซี่ ได้มากกว่านี้
 
"มันไม่ง่ายเลยที่จะต้องแบกรับคำวิจารณ์ว่า 'นักเตะคนนี้ไม่ดีพอ เขาล้มเหลว เขาเล่นฟุตบอลไม่ได้' มันเจ็บปวดนะ"
 
"ใช่ เป็นความจริงที่ว่าเราไม่บรรลุเป้าหมาย แต่เราจะตีตราว่ามันคือความล้มเหลวได้จริงๆ รึเปล่า? ผมว่าการเข้าชิงชนะเลิศ 3 ครั้ง (บอลโลก 2014, โคปา อเมริกา 2015 และ 2016) ก็ไม่ล้มเหลวนะ"
 
"ใครก็ตามที่ใฝ่ฝันที่จะเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพ ตั้งแต่ยังเด็ก แต่ทำไม่สำเร็จ นั่นจะถือว่าเป็นความล้มเหลวรึเปล่า? นี่คือคำที่มีความหมายมาก แต่ฟังนะ บางทีใครก็ตามที่ใช้มัน ก็ไม่ได้ล้มเหลวเสมอไป"
 
"กับโอกาสที่มีเข้ามาอย่างกะทันหัน ผมต้องพยายามคว้ามันเอาไว้ และโชคร้ายที่ผมทำมันไม่สำเร็จ ผมต้องอยู่กับสิ่งแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวของผม ถ้าผมมีโอกาสอีกครั้ง ผมไม่รู้หรอกว่าจะทำแบบเดียวกันนั้นอีกรึเปล่า"
 
"ลูกมันลอยมาทางผมในตอนที่ผมหันหลังให้ประตู พร้อมๆ กับที่มีกองหลังยืนอยู่ห่างไป 15 หลา และเมื่อผมกลับตัวได้ ปากประตูก็อยู่หน้าผมแล้ว คือถ้าเรามองกันจากข้างนอก มันง่ายกว่าเสมอนั่นแหละ"
 
รอยแผลจากมาราคาน่า ทำให้ อิกวาอิน วาบความคิดว่า... พอแล้ว...
 
"ผมคิดจริงๆ ว่าจะเลิกเล่นฟุตบอล"
 
"แต่แม่ผมบอกให้ผมสู้ต่อ ถ้าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผมเพียงคนเดียว ผมคงเลิกเล่นไปแล้ว"
 
"ผมรักฟุตบอล แต่ผมรักแม่ของผมมากกว่า เธอบอกว่าเธอจะไม่ยอมให้ผมทิ้งสิ่งที่รักมา เพื่อตัวเธอเอง"
 
เมื่อถูกกระตุ้นถูกจุด อิกวาอิน ก็เดินหน้าได้ต่อ และเมื่อมองย้อนกลับไป ใครต่อใครก็ย่อมเห็นว่า เส้นทางของ "เอล ปิปิต้า" มันก็น่าอิจฉาไม่แพ้นักเตะคนไหนทั้งนั้น
 
"ผมได้เล่นในลีกที่ดีที่สุดหลายแห่ง, ได้เข้าร่วมสังกัดยอดทีม ได้ไปฟุตบอลโลก 3 ครั้ง โคปา อเมริกา ก็อีก 3 ครั้ง อะไรแบบนี้ ผมไม่กล้าจะคิดฝันไว้แม้แต่ 10 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำในสมัยเด็ก แต่ผมทำมันได้ แล้วผมควรเป็นกังวลกับคำพูดของคนอื่นไหม?"
 
"เมื่อผมเข้าใจมันได้ ผมก็เดินหน้าต่อ ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขมากขึ้น" 
 
คงอย่างที่ อิกวาอิน ว่า - ชีวิตเป็นเรื่องของมุมมอง
 
ทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะการทำงานท่ามกลางสปอตไลท์ที่ฉายเข้าหาตัว 
 
อิกวาอิน ข้ามผ่านทุกคำครหามาได้ และเดินหน้าต่อได้อย่างเข้มแข็งหลังจากนั้น ไม่ว่าจะกับ นาโปลี, ยูเวนตุส, เอซี มิลาน หรือ เชลซี ที่ยังมีช่วงล้มลุกคลุกคลานบ้างก็ตาม
 
นาทีนี้ ในวัย 32 กะรัต และการเลิกเล่นทีมชาติไปแล้วเมื่อสองปีก่อน (75 นัด 31 ประตู) อาจใช่ที่ อิกวาอิน อาจยังมีฝันร้ายตามหลอกหลอน มีขวัญผวากลางดึกอยู่บ้างเมื่อวาบจังหวะนั้นย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัว
 
แต่อันที่จริง มันก็คงไม่สำคัญแล้ว 
 
สิ่งสำคัญมีเพียง "วันนี้" กับ "พรุ่งนี้" เท่านั้น...
 
 
ไกด์เถื่อน เรียบเรียง