TODAY NEWS

โควิด-19 จากปากคำของ ออสติน & ฟาวัลลี่

21 มี.ค. 2563
ประเทศไทย ไม่ต่างจากทิศทางของโลกที่ยังคงมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในทุกวัน -- เว้นแค่ จีน ที่ตอนนี้จำนวนคน "หายป่วย" (Recovered cases) มีมากกว่า "ผู้ติดเชื้อ" (Active cases) แบบทิ้งห่างไปไกลแล้ว 71,740 : 6,013  
 
น่าเป็นห่วงสุดยังคงเป็น อิตาลี บ่ายวานนี้ยอดผู้ติดเชื้อ 41,035 เคส ผ่านมา 24 ชั่วโมงขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 47,021 เท่ากับขึ้นมาเกือบๆ 6 พันราย 
 
สเปน ตัวเลขทะลุ "สองหมื่น" แล้ว หลังจากเมื่อวานอยู่ที่ 18,077
 
สหราชอาณาจักร ยังไม่เข้าหลักสี่พัน แต่ถ้าคุณอ่านงานเขียนชิ้นนี้ตอนหัวค่ำ ก็อาจข้ามสี่พันไปแล้วก็ได้ -- ตอนนี้อยู่ที่ 3,983 
 
 
• ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 บ่ายวันเสาร์ 21 มีนาคม •
ทั่วโลก 276,587
จีน 81,008
อิตาลี 47,021
สเปน 21,571 
สหรัฐอเมริกา 20,227
เยอรมนี 19,848
อิหร่าน 19,644
ฝรั่งเศส 12,612
เกาหลีใต้ 8,799
สวิตเซอร์แลนด์ 5,544
สหราชอาณาจักร 3,983
เนเธอร์แลนด์ส 3,003
ออสเตรีย 2,649
เบลเยียม 2,257
นอร์เวย์ 1,967
สวีเดน 1,639
เดนมาร์ก 1,337
-------------------------
(ด้านล่างนี้ มิได้เรียงตามลำดับ)
ออสเตรเลีย 1,051
มาเลเซีย 1,030
โปรตุเกส 1,020
ญี่ปุ่น 1,007
บราซิล 970
ไอร์แลนด์ 683
ตุรกี 670 (*เสาร์ที่แล้ว มีแค่ 5 เคส*)
ไทย 411
สิงคโปร์ 385
อินโดนีเซีย 369
อินเดีย 258
เม็กซิโก 203
อาร์เจนติน่า 158
ไนจีเรีย 12
ไลบีเรีย 2
ปาปัวนิวกีนี 1
 
 
• ออสตินไม่ได้ติดโควิด-19 •
กราบขอประทานอภัยที่อาจทำให้แตกตื่นกับข่าวในช่วงกลางดึก ตีสองเมื่อวาน "ด่วน! ออสตินรายล่าสุดติดโควิด-19"  
 
เพียงแต่นั่นก็เป็นข่าวที่แปลความอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการใส่สีตีไข่ใดใด เมื่อทั้ง เดลี่ เมล, เดอะ เทเลกราฟ, เดอะ ซัน, เดอะ ซัน ไอริช และอีกหลายสื่อ ต่างนำเสนอไปในทิศทางเดียวกันว่าหัวหอกเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน อย่าง ชาร์ลี ออสติน คือนักเตะรายล่าสุดของฟุตบอลอังกฤษที่โดนโควิด-19 เล่นงาน นับเป็นรายที่ 4 ถัดจาก เอวานเจลอส มารินาคิส เจ้าของทีมฟอเรสต์/กอส, มิเกล อาร์เตต้า กุนซืออาร์เซน่อล และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ปีกเชลซี
 
ปรากฏว่าในช่วงย่ำรุ่ง เวสต์บรอม ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์สโมสร ชี้แจงว่า "ออสตินไม่ได้ติดโควิด" แต่ประการใด เพียงแค่ว่าต้องกักตัว (self-isolate) รอดูอาการในตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เท่านั้น
 
"อัลเบี้ยน ต้องการชี้แจงให้ชัดว่าศูนย์หน้า ชาร์ลี ออสติน ไม่ได้มีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวก" (has NOT tested positive)
 
"มีรายงานว่า อาการที่ชาร์ลีเป็น เชื่อมโยงได้กับไวรัสโคโรน่า และมีคำแนะนำทางการแพทย์จากสโมสร ให้เขาอยู่ห่างจากการฝึกซ้อม และทำการ 'กักตัว' เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว"
 
"ตรงกันข้ามกับรายงานในช่วงเย็นวันนี้ (เมื่อวันศุกร์) ชาร์ลี ไม่ได้มีการเข้าตรวจไวรัส และตอนนี้เขาก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว สโมสรยังอยากยืนยันว่า ไม่มีนักเตะคนใดของเราที่จำต้องเข้ารับการตรวจไวรัส" 
 
 
เดอะ แบ๊กกี้ส์ ยืนยันว่า ออสติน ไม่ได้ติดโควิด กระนั้นต้นตอของข่าวนี้จะตีไปว่าเป็น FAKE NEWS เสียเลยก็คงไม่ใช่ เพราะมันมาจากบทสัมภาษณ์ของ ออสติน เองที่เผยกับ เดอะ เทเลกราฟ ว่าตัวเขา "หวั่นเกรงว่าจะติดเชื้อ" จากเทศกาลม้าแข่ง เชลท์แน่ม เฟสติวัล
 
พร้อมกับร้องขอให้สังคมตระหนักรู้ว่าไม่ควรมอง โควิด-19 เป็นเรื่องเล่นๆ เด็ดขาด
 
"ก่อนที่ผมจะรู้สึกได้ถึงอาการ เสาร์ที่แล้วผมได้โทรศัพท์คุยกับคุณแม่ของภรรยาผม และบอกกับเธอไปว่าถ้าจะมีใครสักคนในครอบครัวของเราที่ติดเชื้อ ก็ขอให้เป็นผมเอง"
 
"ผมรู้สึกได้ว่าผมฟิตและสุุขภาพดี และผมสามารถรับมือกับมันได้ ถ้าย้อนไปได้สักสัปดาห์ที่แล้ว ผมอยากพูดกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยไหน 20 หรือ 30 กว่า 'จงอย่าทำเป็นเล่นกับมัน นี่คือเรื่องซีเรียส' ผมเข้าใจว่าคนที่ไม่ได้ติดเชื้อจะยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งผมเองก็เป็นแบบนั้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่ว่าผมจะประมาทต่อไวรัสโคโรน่า แต่นี่เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง และเราควรซีเรียสกับมันได้แล้ว"
 
"สิ่งที่มันเป็นในช่วงที่ผ่านมาคือมันเหมือนต้องรอให้มีใครสักคนที่โด่งดัง ติดเชื้อเข้าเสียก่อน เราถึงจะคิดได้ว่า 'โอ้ เราควรต้องหยุดกันได้แล้วสินะ' ซึ่งถ้า มิเกล อาร์เตต้า ไม่ได้ตรวจพบเชื้อ เราก็คงมีคิวต้องลงสนามกันตามปกติเมื่อสัปดาห์ก่อน"
 
"ผมอยากให้เราลองมองย้อนไปสักเมื่อ 3-4 เดือนก่อน และคิดว่าตอนนั้นเราควรระแวดระวังกันมากกว่านี้ เราควรจะทำอะไรกันมากขึ้นกว่าที่เป็น"
 
 
เชลท์แน่ม เฟสติวัล คือเทศกาลม้าแข่งประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของเกาะอังกฤษ สำหรับปีนี้จัดกันไปเมื่อช่วงกลางเดือน เป็นเวลา 4 วัน ผู้เข้าชมสูงถึง 250,000 คนตลอดรายการ -- หนึ่งในนั้นคือหอกร่างโย่งวัย 30 ของเวสต์บรอมวิช
 
เบียงก้า ภรรยาของออสติน สังเกตเห็นว่าเขาเริ่มมีอาการไอค่อกไอแค่กในวันเสาร์ 14 มี.ค. จึงได้ต่อสายหาคุณหมอประจำสโมสร เควิน คอนราด และรับว่าเขาเสียวว่าตัวเองจะติดเชื้อมาจากอีเวนท์นี้ คุณหมอคอนราดจึงแนะให้ ออสติน กักตัวเองอย่างเคร่งครัดในห้องส่วนตัว แยกตัวจากสมาชิกครอบครัวแม้จะอยู่ในชายคาเดียวกัน และให้ภรรยาจัดหาอาหารการกินมาวางไว้ "หน้าประตูห้อง" เพียงเท่านั้น ห้ามล่วงล้ำเข้ามาในห้อง
 
ช่วงหนึ่ง ไข้ของอดีตดาวยิงควีนส์พาร์ค ขึ้นสูงถึง 39.7 องศาฯ "หัวผมมันร้อนอย่างน่ากลัว และตัวผมก็เปียกชุ่ม (ด้วยเหงื่อ) จนเหมือนมีใครคอยเทน้ำรดตัวอยู่ตลอดเวลา"
 
"อาการของผมค่อนข้างหนักมากอยู่ 2-3 วัน แต่ผมไม่เคยต้องเข้าตรวจไวรัส และตอนนี้ ผมรู้สึกดีแล้ว"
 
"มันเป็นคำแนะนำที่สมเหตุสมผลในการแยกตัวเองออกจากเพื่อนร่วมทีม และจากครอบครัวของผมในช่วงของการกักตัว แต่ ณ ตอนนี้ผมฟื้นตัวเต็มที่แล้ว"
 
 
• จากปากคำของคนติด •
ออสติน ไม่ติด (หรือแค่ "ยังไม่ติด" อันนี้ไม่แน่ใจ - เวสต์บรอมบอกแค่ว่าไม่ได้ตรวจ Charlie was NOT tested for the virus) แต่อย่างที่ปรากฏมาตลอดทั้งเดือน คือลีกใหญ่ยุโรป ณ ตอนนี้ แทบหาไม่เจอแล้วที่จะ "ไม่มี" บุคลากรติดเชื้อ 
 
หนักหน่วงที่สุด เอาแค่จำนวน "นักเตะติดเชื้อ" ก็ตั้งทีมเตะกันได้แล้ว คือ กัลโช่ เซเรีย อา -- แบบไม่ต้องมองถึงลีกล่างลงมาด้วยซ้ำ
 
หนึ่งในคนที่ดวงแตกติดเชื้อเป็นรายแรกๆ ของฟุตบอลอิตาลี คือ อเลสซานโดร ฟาวัลลี่ กองหลังวัย 27 ของ เรจจาน่า (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น เรจโจ้ ออดาซ เอฟซี) ทีมระดับเซเรีย ซี
 
ชื่อดูคุ้นๆ ยังไงพิกล? ถูกต้อง นี่คือลูกชายของ จูเซ็ปเป้ ฟาวัลลี่ อดีตปราการหลังทีมชาติอิตาลี ผู้เคยสร้างชื่อกับทั้ง ลาซิโอ - อินเตอร์ - เอซี มิลาน นั่นเอง
 
อเลสซานโดร ฟาวัลลี่ ให้สัมภาษณ์ผ่านสายโทรศัพท์กับ บีบีซี เปิดเผยชัดว่าเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ในฐานะ "ผู้ป่วยโควิด"
 
"ตอนผมตื่นเช้ามาเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม ผมก็รู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัว" ฟาวัลลี่ว่า "ผมมีไข้, ปวดหัว, ดวงตาของผมร้อนผ่าวเหมือนโดนไฟไหม้ ซึ่งจริงๆ ผมเริ่มมีอาการในตอนคืนก่อนหน้า ผมรู้สึกหนาวสั่น"
 
"ผมเกิดความสงสัยขึ้นทันที เพราะผมเพิ่งจะเป็นหวัดมาเมื่อเดือนมกราคม ผมโทรศัพท์หาครอบครัว และพวกเขาทุกคนก็มีอาการแบบเดียวกัน เราเพิ่งดินเนอร์ด้วยกันมาเมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านั้น และตั้งแต่ข่าวไวรัสโคโรน่าดังขึ้นในหน้าสื่อ ผู้คนในย่านของผมก็ติดเชื้อกันไปหมด ผมก็อ๋อเลย ผมติดมันเข้าแล้วนี่เอง"
 
เคราะห์ยังดี อาการไข้ของ ฟาวัลลี่ ไม่ได้ขึ้นสูงถึงขั้นต้องแอดมิท "ไข้ของผมไม่เคยเกิน 37.8 องศาฯ ผมเป็นแบบนั้นประมาณ 3 วัน แต่จากนั้นมันก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ"
 
"ใช่ ผมปวดหัวมาก แต่มันก็ปวดอยู่ไม่นานนักเช่นกัน ผมไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวมันหรอก ผมไม่เคยรู้สึกแย่ขนาดนั้น ผมกังวลเรื่องญาติของผมบางคนที่เจอหนักกว่าผม อาจเป็นเพราะเรื่องของอายุอานาม และระดับการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน"
 
 
ไม่ต่างจากเคสออสติน, ฟาวัลลี่ ต้องเข้าสู่การกักตัวอย่างเข้มงวดภายในบ้านตัวเอง ล็อคตัวไว้ในห้อง ส่วนบริเวณอื่นที่เหลือในบ้าน มิเรียม ภรรยาของเขาเป็นคนดูแลจัดการทั้งหมด และการจัดส่งอาหารการกินก็ทำได้แค่เอามาวางไว้หน้าประตูห้องเหมือนกัน
 
"มิเรียม ไม่มีอาการ ผมไม่อยากให้เธอเสี่ยง ผมไม่เคยมีปัญหากับเรื่องกิน ผมกินทุกอย่างได้ตลอดเวลา บางทีผมอาจไม่ได้กลิ่นหรือรับรสชาติไม่ได้ แต่ก็เข้าใจได้ว่ามันคืออาการเดียวกันกับไข้หวัด"
 
"ผมต้องรับการคว้านตรวจเยื่อบุ (ทางเดินหายใจ) เป็นเวลาสองวัน, สองสัปดาห์หลังผลการตรวจเป็นบวก ซึ่งถ้าผลเป็นลบ ผมก็ยังต้องทำซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันผลลัพธ์"
 
"การกักตัวเป็นเรื่องลำบากใจไม่น้อยเลย ผมคุ้นเคยกับชีวิตชิดผู้คน (social life) มากกว่า ผมอยู่กับภรรยา, ครอบครัว และเพื่อนๆ ในละแวกเดียวกัน และผมยังลงซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมในทุกวัน แต่สิ่งสำคัญสุดคือต้องให้ทุกคนสามารถข้ามผ่านเรื่องนี้ไปได้โดยเร็ว เรื่องอื่นไม่สำคัญ"
 
"ในช่วงนี้ผมรู้สึกได้ถึงความรักมากมายจากเพื่อนร่วมทีมทั้งในตอนนี้และอดีต, ญาติสนิทมิตรสหาย, โค้ชและแฟนบอล มีคนโทรศัพท์หาผมทุกวัน และผมได้รับข้อความนับพัน ทุกคนเป็นกังวลกับผมและครอบครัว แต่มันก็เป็นเรื่องดีที่ได้เห็นว่ามีกี่คนที่ห่วงใยเรา ถ้าในวิกฤตไวรัสนี้จะมีอะไรบ้างที่เป็นเรื่องดี คือมันสอนให้ผมรู้ว่า คนรอบตัวคุณมีความสำคัญอย่างไร"
 
 
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลอิตาลีประกาศปิดประเทศ และภาพที่เห็นได้ในโซเชียลมีเดียคือการออกมาร้องรำทำเพลงของหลายคน ที่ระเบียงบ้าน เพื่อให้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป
 
"แฟลชม็อบเหล่านั้นที่มีคนร้องรำทำเพลง และเล่นดนตรีจากระเบียงของพวกเขา ทำให้ผมประทับใจมาก เพียงแต่ในหมู่บ้านผมไม่มีอะไรแบบนั้น บ้านผมมีแต่เทือกสวนไร่นาอยู่รอบๆ ผมเห็นพวกเขาทางทีวี และมันทำให้ผมยิ้มได้ - นี่แหละคนอิตาเลี่ยน" 
 
"แต่ในคราวเดียวกัน มันก็เป็นอะไรที่น่าตื้นตันมากที่ได้ยินผู้คนร่วมร้องเพลงชาติไปด้วยกัน เราต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้ไปพร้อมกัน และเราอยากใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงมันทำไม่ได้"
 
 
ผู้ป่วยอย่าง ฟาวัลลี่ เป็นอีกคนที่มองเห็นว่า เอฟไอจีซี เทคแอ็กชั่นเชื่องช้ากันไปสักนิด และควรที่จะใช้คอนเซ็ปต์ของ social distancing ในฟุตบอลอิตาลี ได้ตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ให้ลงเล่นกันแบบปิดสนามในช่วงแรก แล้วค่อยมาสั่งเบรคกันทีหลัง
 
"ผมเองมีส่วนร่วมโดยตรง (ในฐานะนักเตะ) และมันน่าตกใจที่ได้เห็นว่าสโมสรระดับอาชีพหลายแห่งและลีกเอง ต่างต้องการให้การแข่งขันดำเนินต่อไป"
 
"สำหรับผม แม้แต่การลงเล่นแบบปิดสนาม ก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดแล้ว นักเตะเองก็มีชีวิตส่วนตัวเช่นกัน ทุกคนสามารถติดเชื้อจากนอกสนาม แล้วนำมันลงไปแพร่ในสนามได้"
 
"ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้ถูกรับมืออย่างจริงจังมากพอ ผมแน่ใจว่าถ้าพวกเขาพบว่านักเตะในเซเรีย อา ติดเชื้อตั้งแต่แรก พวกเขาจะสั่งหยุดทุกอย่างทันที"
 
"มาถึงตอนนี้ สิ่งเดียวที่สำคัญคือการต้องต่อสู้กับไวรัสนี้ไปด้วยกัน, มีความรับผิดชอบต่อสังคม และกักตัวเองอยู่กับบ้าน"
 
"หวังว่าเราจะสามารถกลับมาเล่นได้อีกครั้งในไม่ช้า แต่นั่นก็เป็นเรื่องรองลงไป และค่อนข้างยากที่จะจินตนาการในตอนนี้"
 
 
• สองอย่า • 
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งกับ ชาร์ลี ออสติน ทั้งกับ อเลสซานโดร ฟาวัลลี่ และทั้งกับสังคมฟุตบอลทั้งองคาพยพ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่บอกกับเราว่า โควิด-19 ยังคงร้ายแรงและน่าเป็นห่วงมากถึงมากที่สุด 
 
ทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบ เว้นแค่บางชาติในแอฟริกาหรือแคริบเบียน (ที่ไม่แน่ใจว่าที่ยอดผู้ติดเชื้อน้อย เพราะมันสงบเรียบร้อยดีจริงๆ หรือแค่ "ยัง" ไม่ได้ตรวจหาเชื้อ)
 
กับเราเองที่อยู่ในสังคมไทย อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลชุดนี้ สิ่งที่เราคงพอทำได้อาจมีอยู่ "สองอย่า"  
 
1) อย่าแตกตื่น - อย่าแพนิกกันจนเกินเหตุ การกรูเข้าไปกักตุนข้าวของอาหารการกินในช่วงนี้ อาจไม่มีประโยชน์มากอย่างที่คิด ตรงกันข้าม เป็นการทำให้พื้นที่ (ห้างร้าน) นั้นๆ แออัดด้วยฝูงชน เพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อขึ้นอีก
 
กับ 2) อย่าประมาท - แม้จะอย่าแตกตื่น แต่ก็อย่ามองเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องเล่นๆ ขำๆ อย่าคิดว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เดี๋ยวมันก็เรียบร้อยดี อย่าชะล่าใจว่าตัวเองไม่มีทางติดเชื้อ อย่าคิดในเชิงว่า "โควิดก็แค่ไข้หวัด" ขืนเป็นเดี๋ยวก็หาย
 
เพราะถ้ามันขำๆ ชิลๆ เหมือนไข้หวัด ในจำนวนผู้ติดเชื้อสองแสนปลายๆ ทั่วทั้งโลก ก็คงไม่มีหรอก "ผู้เสียชีวิต" ที่ตอนนี้ทะลุหมื่นคน (10,256 - ตัวเลขจากกรมควบคุมโรค) ไปแล้ว
 
อย่าประมาท, พยายามรักษา social distancing, มีวินัยในการดูแลตัวเอง, มีความรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง ส่วนใครจะ "กักตัวอย่างเคร่งครัด" ไปเลยก็เข้าที -- ในกรณีที่ไม่ต้องห่วงเรื่องหน้าที่การงานและการเงิน 
 
"กินร้อน ช้อนกู ถูสบู่ อยู่ห่างกัน" เป็นคำขวัญที่เข้าท่า 
 
และหวังว่าในอีกไม่นาน "วิถีชีวิตอันเป็นปกติ" ของเรา จะคืนกลับมา...
 
 
ไกด์เถื่อน เรียบเรียง