TODAY NEWS

ในนามแห่งกัปตัน

25 มี.ค. 2563
ในปี 2001 หลังจากกลับมาคุมยูเวนตุสเป็นคำรบสอง มาร์เชลโล่ ลิปปี้ ได้ทำการเปิดโหวตให้นักเตะในทีมคัดเลือกกัปตันทีมคนใหม่ โดยให้แต่ละคนเขียนรายชื่อเพื่อนร่วมทีมลงในกระดาษมาคนละ 1 ชื่อ
 
ในระหว่างที่กำลังรวบรวมคะแนนและเตรียมจะประกาศรายชื่อกัปตันทีมคนใหม่นั้น ลิปปี้ เล่าให้ฟังว่ามีคนมาเคาะประตูที่ห้องแต่งตัวของทีมพอดี
 
เมื่อเปิดออก เขาพบว่านั่นคือประธานสโมสรยูเวนตุส
 
"ผมทราบมาว่าคุณกำลังเลือกกัปตันทีมคนใหม่ แต่ผมขอโทษคุณด้วยมิสเตอร์ พวกเราได้วาง เดล ปิเอโร่ สำหรับตำแหน่งนี้เอาไว้แล้ว"
 
ลิปปี้อมยิ้มและขยับซิการ์ในมือให้เข้ากับมุมปาก พร้อมกับตอบว่า "คุณเข้ามาดูเองดีกว่า ผมจะให้คุณดูผลโหวตจากนักเตะในทีม"
 
ปรากฏว่า 22 จาก 25 คน ในทีมชุดใหญ่ของยูเวนตุสเวลานั้น ได้ลงมติเลือก เดล ปิเอโร่ เป็นกัปตันทีมอย่างเอกฉันท์ ลิปปี้เดินไปหยิบปากกาและเขียนลงบนไวท์บอร์ดอย่างชัดเจน
 
'กัปตันทีมของยูเวนตุส คือ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่'​
 
หลังประกาศอย่างเป็นทางการ เดล ปิเอโร่ ได้เข้าไปสวมกอดกับเพื่อนร่วมทีมทุกคน พร้อมกับกล่าวว่า
 
"ผมขอสัญญาว่า ผมจะทำหน้าที่ผู้นำของทีมนี้อย่างมีเกียรติไปตราบเท่าที่พวกคุณต้องการ"
 
 
คำมั่นสัญญาในห้องแต่งตัวของ เดล ปิเอโร่ นั้นไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ นะครับ แต่มันคือสิ่งที่อดีตดาวเตะปาโดวาใช้ยึดมั่นในการเป็นผู้นำของทีมมาโดยตลอด
 
เมื่อฤดูร้อนปี 2006, หลังจากม่านหมอกแห่งคดีกัลโช่โปลีจางลง ยูเวนตุสถูกสั่งริบแชมป์ ตัดแต้ม และต้องลดชั้นไปเล่นใน เซเรีย บี
 
เหล่าสตาร์ดังพากันทยอยหนีจากทีมกันจ้าละหวั่น หน้าบ้านของยูเวนตุสเต็มไปด้วยทีมดัง ๆ มาเข้าคิวรอสอยนักเตะชั้นดีในทีมกันอย่างเพลิดเพลิน หนึ่งในนั้นก็มี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เดินกำฟ่อนธนบัตรมารอจับจ่ายด้วยเช่นเดียวกัน
 
"ตอนนั้นผมรู้มาว่า เรอัล มาดริด ก็ติดต่อเขาไป และผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะเลือกไปมาดริดเหมือนกับนักเตะคนอื่น ๆ" เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หล่นเรื่องราวความหลังนี้ไว้ในหนังสือชีวประวัติของเขา
 
"แต่ผมก็ยังพยายามโน้มน้าวเขานะ ผมบอกกับเขาว่า -​ อเล็กซ์ เราจับตาดูนายมาตลอดหลายปีแล้ว ฉันอยากให้นายมาอยู่กับฉัน อย่าไปมาดริด! ตอนนี้มันถึงเวลาที่นายจะมาเล่นในอังกฤษ​แล้ว นายจะเป็นสตาร์ของทีมเรา -​ พอเขาฟังจบ เขาหัวเราะเล็ก ๆ แล้วตอบผมว่า"
 
"- มิสเตอร์เฟอร์กูสัน, ผมรู้มาตลอดว่าคุณให้ความสนใจตัวผมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเคารพในตัวคุณอย่างมากนะ แต่ยูเวนตุสกำลังมีปัญหาใหญ่และผมก็ไม่สามารถเป็นคนขี้ขลาดตาขาวทิ้งทีมไปในตอนนี้ได้ -​ พอผมได้ฟังคำนั้น ผมรู้ทันทีว่าคงจะไม่ได้เห็นเขามาเล่นให้แมนเชสเตอร์​ ยู​ไนเต็ดแน่นอนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในตอนนั้นหรือในอนาคตก็ตาม"
 
เรื่องเล่าของเฟอร์กี้นั้นสอดคล้องกับที่ เดล ปิเอโร่ เองก็เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้กับสกาย สปอร์ตส์ พอดี
 
"มันเป็นความจริงนะที่เขาอยากให้ผมไปอยู่กับเขา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ติดต่อผมมาในเดือนสิงหาคม ผมรู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติอย่างมาก แต่ผมไม่เคยมีความคิดที่จะทิ้งยูเวนตุสเลย ผมเล่นให้สโมสรนี้มา 13 ปีและผมต้องการแขวนสตั๊ดที่นี่ ซึ่งการตัดสินใจของผมนั้น ผมคิดว่าเซอร์ อเล็กซ์ก็เข้าใจมันเป็นอย่างดีแน่นอน"
 
 
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เรอัล มาดริด ก็เลือกส่ง ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ให้มาชักชวน เดล ปิเอโร่ ไปร่วมทีม
 
"ผมบอกเขาว่า เรอัล มาดริดพร้อมจ่ายค่าเหนื่อยให้เขามากกว่าที่ยูเวนตุสเกือบเท่าตัว" คันนาวาโร่เล่า
 
"แต่ อเล็กซ์ บอกกับผมว่า -​ ขอบคุณมากฟาบิโอ แต่ว่าเรือลำนี้กำลังจะจม และกัปตันต้องเป็นคนสุดท้ายที่จะสละเรือ ฉันจะอยู่กับเรือลำนี้ต่อ ถ้ามันจะจม ฉันก็พร้อมจะจมและตายไปกับเรือลำนี้ -​"
 
"ในตอนนั้น ทีมใหญ่ ๆ มากมายพร้อมเสนอปลอกแขนกัปตันทีมให้เขา แต่เขาปฏิเสธทุกข้อเสนออย่างไม่ลังเล อเล็กซ์ เป็นสัญลักษณ์ของยูเวนตุส และเขาเหมาะสมกับการเป็นผู้นำทีมมากที่สุดแล้ว"
 
 
เช่นเดียวกับ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ซึ่งเป็นอีกคนที่ยืนยันว่า เดล ปิเอโร่ นั้นคือยอดกัปตันทีม แม้จะไม่ใช่คนที่เสียงดังโวยวายเหมือนคนอื่นก็ตาม
 
"ห้วงนาทีหลังจากพวกเราคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 29 มาครองได้ ในห้องแต่งตัวเต็มไปด้วยเรื่องที่คนกำลังพูดถึงเกี่ยวกับกัลโช่โปลี ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ผิด ไร้ซึ่งตรรกะใด ๆ ทั้งนั้น มันเป็นวันฉลองแชมป์ที่เงียบงันที่สุดในชีวิตของผม ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย"
 
"เมื่อทุกคนออกจากห้องไปจนหมด ตรงนั้นเหลือเพียงแค่ผมกับอเล็กซ์ที่ยังนั่งอยู่ ผมเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบนั้น -​ นายคิดว่าสโมสรทำเรื่องแบบนั้นเหรอ? มอจจี้ทำมันลงไปได้ยังไง - อเล็กซ์มองหน้าผมแล้วตอบกลับมา"
 
"- ฉันไม่รู้และไม่สนด้วยจีจี้ ตอนนี้ฉันกับนายต้องไปเตรียมตัวเพื่อแข่งฟุตบอลโลก และเราต้องเป็นแชมป์ด้วย! ส่วนอะไรจะเกิดกับยูเว่? พวกเราทุกคนในทีมรู้ดีว่าความจริงคืออะไร พวกเราทุกคนลงสนามไปเล่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุ่มเท พวกเราเอาชนะบนผืนหญ้าและพวกเราเป็นแชมป์ -​ คำพูดนั้นของอเล็กซ์ ช่วยให้ผมหันกลับมาโฟกัสกับงานตรงหน้าที่รออยู่ขึ้นมาทันที"
 
"ระหว่างที่เดินทางไปแข่งให้ทีมชาติอิตาลีที่เยอรมัน สื่อทุกชาติ คนทั้งโลกต่างสนใจเรื่องกัลโช่โปลีที่เกิดขึ้น ผมวาดภาพว่าอิตาลีจะเป็นแชมป์ไม่ออกจริง ๆ ในตอนนั้น, จนกระทั่งวันหนึ่งในห้องแต่งตัว อเล็กซ์ก็เดินเข้ามาพูดกลางห้อง"
 
" -​ ถ้าหากยูเวนตุสทำเรื่องแบบที่เป็นข่าวจริง พวกเราจะพาอิตาลีเข้าชิงยูโรกับฝรั่งเศสได้ยังไง? ทีมชุดนั้นมีนักเตะจากยูเวนตุสมากที่สุด อิตาลีมีแม่แบบจากนักเตะยูเวนตุสมาหลายยุคหลายสมัย และไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นยังไง ยูเวนตุสจะกลับมาได้เสมอ -​ ทุกคนนิ่งเงียบ และคนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่อเล็กซ์พูดคนแรกก็คือกัตตูโซ่, เขาลุกขึ้นมาโอบกอดอเล็กซ์ และในท้ายที่สุด อิตาลีก็เป็นแชมป์โลกแบบที่เขาพูดกับผมจริง ๆ"
 
"เมื่อจบทัวร์นาเมนต์ เรากลับมาที่ตูรินและในบ่ายวันหนึ่ง อเล็กซ์ก็โทรมาหาผม -​ เรอัล มาดริด ติดต่อฉันมาให้ไปร่วมทีมด้วย แต่ฉันปฏิเสธไปแล้ว -​ คำพูดของเขาทำให้ผมโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก มันทำให้การที่ผมตัดสินใจอยู่ยูเวนตุสต่อคือสิ่งที่ถูกต้อง การเลือกอยู่ข้างเดียวกับอเล็กซ์คือสิ่งที่ผมภาคภูมิใจเพราะเขาอยู่กับทีมนี้มาหลายปีและเขามีสิทธิ์ที่จะย้ายก็ได้ แต่เขาเลือกปฏิเสธเพราะเขาไม่ต้องการทิ้งทีมนี้ไปในยามลำบาก"
 
 
จากวันแรกที่ได้รับปลอกแขนกัปตันทีม จนถึงวันสุดท้ายในสีเสื้อยูเวนตุส ไม่มีสักครั้งเลยที่ เดล ปิเอโร่ จะผิดคำพูดที่เขาเคยปฏิญาณไว้ต่อหน้าเพื่อนร่วมทีมทุกคน
 
"ผมขอสัญญาว่า ผมจะทำหน้าที่ผู้นำของทีมนี้อย่างมีเกียรติไปตราบเท่าที่พวกคุณต้องการ"
 
อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ รักษาสัญญานั้นไว้ได้อย่างมีเกียรติ และไม่เคยทำให้ 22 เสียงของเพื่อนร่วมทีมที่โหวตเลือกเขาให้เป็นกัปตันทีม รู้สึกเสียใจกับการเลือกในครั้งนั้นเลยสักนิดเดียว
 
 
Mr.X_วีว่าซอค