TODAY NEWS

เอล กลาซิโก้ : เกมฟุตบอล...ที่มากกว่าฟุตบอล

18 ธ.ค. 2562
 
 
ใกล้เข้ามาทุกขณะ...เหลือนับถอยหลังไม่กี่ชั่วโมงแล้วสำหรับศึก "เอล กลาซิโก้" บทใหม่ประจำฤดูกาล 2019/20 แต่กว่าจะได้เตะกันก็มีเรื่องวุ่นวายให้ติดตามกันมากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะเรื่องของการเมือง
 
เอล กลาซิโก้ สำหรับสเปน ไม่เพียงเป็นการแข่งขันฟุตบอลอันเลื่องชื่อเท่านั้น แต่มันยังเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเรื่องราวมากมายทิ้งไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสตร์ของฟุตบอล หรือการเมืองของสเปนก็ตาม
 
 
กำเนิดกลาซิโก้
ศึกนัดแรกระหว่าง บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 1902 หรือเมื่อ 117 ปีก่อน ตอนนั้น บาร์ซ่า มีอายุก่อตั้งได้ราว 3 ปี ส่วนราชันชุดขาวเพิ่งจะตั้งสโมสรได้ไม่ถึงปี แน่นอนว่าเกมนี้ เจ้าบุญทุ่ม เป็นฝ่ายเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1
 
เอล กลาซิโก้ ชิงชัยกันต่อไปอีกหลายปีจากนั้น แต่แล้ววันหนึ่ง "ฟุตบอล" ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมือง...
 
ย้อนกลับไปในสมัยที่สเปน ถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการ ในเวลานั้น นายพลฟรานซิสโก้ ฟรังโก้ (Francisco Franco Bahamonde) ชนะสงครามกลางเมืองของสเปน และสามารถยึดอำนาจการปกครองเอาไว้ได้ พร้อมร่างโครงการ "สเปนหนึ่งเดียว" เอาไว้สำหรับการรวบอำนาจจากแคว้นใหญ่ทั้งหมด โดยที่ กาตาลุนย่า ก็เป็นหนึ่งในแผนการ
 
ศูนย์กลางการปกครองในสมัยนั้นอยู่ที่กรุงมาดริด เช่นเดียวกับปัจจุบัน และในเวลานั้น ทีมฟุตบอลต่างๆ ก็ได้รับความนิยมจากชาวเมืองอยู่ไม่น้อย ซึ่งจุดแตกหักระหว่าง บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด ก็เริ่มต้นขึ้นในเวลานั้น
 
นายพลฟรังโก้ ที่ต้องการรวบอำนาจจากทุกส่วนเข้าเป็นสเปนทั้งหมด เลือกดึงเอากีฬา ฟุตบอล มาเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการรวมอำนาจ แต่ในคราแรก เขาเลือกใช้สโมสร แอตเลติโก มาดริด เป็นตัวหลักในการต่อสู้บนสังเวียนลูกหนัง ส่วน เรอัล มาดริด ที่เป็นทีมเมืองหลวงเหมือนกัน อยู่ในฐานะพระรอง
 
เหตุการณ์ที่สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลบาร์เซโลน่าอย่างรุนแรง เกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง แต่เหตุการณ์ในสนามที่สร้างความสั่นสะเทือนหนักหนาที่สุด เกิดขึ้นใน โกปา เดล เรย์ ปี 1943 เมื่อผลออกมาว่าเป็น เรอัล มาดริด ถล่มเอาชนะ บาร์เซโลน่า 11-1
 
เกมนี้สร้างความเจ็บแค้นให้กับแฟนบอลบาร์เซโลน่าเป็นอย่างมาก เพราะกรรมการตัดสินเข้าข้างเรอัล มาดริด ชัดเจน ซ้ำหลังจบเกม แฟนบอลชุดขาวยังยกย่องนักเตะที่ลงแข่งขันในเกมดังกล่าวให้เป็นฮีโร่ อีกต่างหาก
 
ต่อมาปี 1945 สงครามระหว่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อราชันชุดขาวได้ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว มานั่งเก้าอี้ประธานสโมสร ทันทีที่ประธานสโมสรคนนี้ขึ้นรับตำแหน่ง นายพลฟรังโก้ ก็หันมาให้การสนับสนุน เรอัล มาดริด ออกนอกหน้าทันที เพราะประธานคนใหม่นี้เคยร่วมสงครามกลางเมืองกับนายพลฟรังโก้มาก่อน
 
งานแรกหลังจากรับตำแหน่งของ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ไม่ใช่การซื้อตัวนักเตะ แต่เป็นการ "สานสัมพันธ์" กับ บาร์เซโลน่า ด้วยการส่งหนังสือแสดงเจตนาที่ต้องการแก้ไขความสัมพันธ์อันย่ำแย่ก่อนหน้านี้ แต่การกระทำของเขา กลับสวนทางกับเนื้อหาที่เขาส่งไป
 
เหตุการณ์ที่ชวนหัวเสียมากที่สุดครั้งหนึ่ง คงต้องยกให้ดีลการซื้อตัว อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ จากมิโยนาริออส ทีมในประเทศโคลอมเบีย ตอนปี 1953
 
เรื่องนี้เริ่มต้นหลังจากที่ ดิ สเตฟาโน่ เซ็นสัญญากับบาร์ซ่าเรียบร้อย และ ฟีฟ่า ก็อนุมัติการย้ายทีมแล้ว ทว่าสหพันธ์ฟุตบอลสเปนกลับไม่ยอมรับการย้ายทีมในครั้งนั้น ซ้ำยังไปดีลนักเตะให้กับ เรอัล มาดริด อีก แต่ติดปัญหาที่นักเตะดันเซ็นสัญญากับบาร์เซโลน่าไปแล้ว สหพันธ์ฯ ที่ถูกลูกน้องของนายพลฟรังโก้ครองอยู่ จึงเดินหน้าเปิดแผนสองต่อทันทีด้วยการออกกฎ... ห้ามซื้อนักเตะต่างชาติ
 
หลังกฎนี้ถูกประกาศออกมา สโมสรและแฟนบอลบาร์เซโลน่า เดินหน้าประท้วงทันที สุดท้าย สหพันธ์ฯ ใช้ แผนสาม ด้วยการประกาศว่า เรอัล มาดริด และบาร์เซโลน่า ต่างก็บรรลุข้อตกลง ในการเซ็นสัญญากับ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ แล้วเป็นระยะเวลา 4 ปี โดย 2 ปีแรกนักเตะจะอยู่กับชุดขาว และ 2 ปีหลังถึงจะมาอยู่กับบาร์เซโลน่า
 
สุดท้ายบาร์เซโลน่า ทนเจอกับเรื่องน่าเอือมระอาชวนประสาทกินไม่ไหว เลยตัดปัญหาถอนตัวจากสงครามครั้งนี้ไปในที่สุด และเรอัล มาดริด ก็ยืนยันสิทธิ์ในการถือครองนักเตะว่าเป็นเพราะบาร์ซ่าถอนตัวไปเอง ส่วนตัวนักเตะก็ประสบความสำเร็จกับเส้นทางอาชีพ ในฐานะตำนานเรอัล มาดริด...ด้วยความช่วยเหลือจากรัฐบาล
 
หลังจากหมดยุคของนายพลฟรังโก้แล้ว "เอล กลาซิโก้" ก็ยังไม่ลดดีกรีความดุเดือดลงไปแต่อย่างใด มีเคสคลาสสิกอย่าง หัวหมู ที่ หลุยส์ ฟิโก้ ได้รับ, การสแตนดิ้งโอเวชั่นของแฟนบาร์ซ่า ต่อ ลอว์รี่ คันนิ่งแฮม, การสแตนดิ้งโอเวชั่นของแฟนมาดริด ต่อ โรนัลดินโญ่, การชิงดีชิงเด่นกันระหว่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ฯลฯ อันสื่อถึงมนต์ขลังของการต่อสู้ที่ "มากกว่าคำว่าฟุตบอล" ซึ่งยังคงมีให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้
 
ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน
 
ก่อนเกม เอล กลาซิโก้ เวอร์ชั่นแรกของ 2019/20 จะเริ่มต้น มันก็มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น ว่าแต่มันคือเรื่องอะไรกัน?
 
 
การประท้วงบทใหม่ของปี 2019
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 ต.ค. ศาลฎีกาแห่งกรุงมาดริด มีคำตัดสินสั่งจำคุกแกนนำแบ่งแยกดินแดนที่ทำการประท้วงขอแยกตัวเป็นอิสระเมื่อปี 2017 ระหว่าง 9-13 ปี ซึ่งคำตัดสินดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กับชาวกาตาลันเป็นอย่างมาก เกิดเป็นการชุมนุมประท้วงรอบแคว้นกาตาลุนย่าทันที
 
จากเหตุการณ์ประท้วงดังกล่าวทำให้ ลา ลีกา ตัดสินใจติดต่อไปยัง บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด และสหพันธ์ฟุตบอลสเปน เพื่อขอสลับเปลี่ยนสนามที่เดิมทีวางคิวเตะไว้ในวันที่ 26 ต.ค. ที่ คัมป์ นู มาเป็น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ก่อน แน่นอนว่าสโมสรเลือกปฏิเสธไปเนื่องจากมองว่าไม่นานการชุมนุมก็คงจะยุติลง อีกทั้งทางราชันชุดขาว ยังเสนอว่าหากต้องเปลี่ยนสนามแข่ง ก็ให้เลื่อนโปรแกรมออกไปเลยดีกว่า และสหพันธ์ฯ ก็ไม่คัดค้านอะไร
 
นานวันเข้าการชุมนุมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่ายๆ สุดท้าย สหพันธ์ฯ ตัดสินให้เกมเอล กลาซิโก้ เลื่อนการแข่งขันออกไปแทน ตามที่ เรอัล มาดริด เคยเสนอไว้ และทุกฝ่ายเห็นดีด้วย หลังจากถกกันเรื่องวันแข่งขันใหม่มาหลายสัปดาห์ สุดท้ายก็กำหนดวันฟาดแข้งใหม่เป็น 18 ธ.ค. แม้ว่าทางลา ลีกา จะไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ไม่สามารถเลือกวันอื่นได้แล้ว เนื่องจากคิวเตะของทั้งสองทีม แน่นจนไม่สามารถขยับอะไรได้อีก
 
หลังล็อกวันเตะใหม่ ก็ดูท่าว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แม้ว่าการชุมนุมจะยังคงดำเนินต่อไป แต่จนแล้วจนรอด ปัญหาก็เข้ามาจนได้
 
"สึนามิ เดโมเครติก" (Tsunami Democratic) กลุ่มแบ่งแยกดินแดนกาตาลัน ประกาศให้ชาวกาตาลัน มาชุมนุมประท้วงใหญ่ "หน้าสนามคัมป์ นู ในวันเตะเอล กลาซิโก้" ผ่านทางทวิตเตอร์ของกลุ่ม ซึ่งมีผู้ติดตามนับแสนราย...
 
หลังจากที่กลุ่มสึนามิ เดโมเครติก ทวีตประกาศดังกล่าวไม่นาน ทางรัฐบาลของแคว้นกาตาลุนย่า ก็ต้องมาเหนื่อยจัดกำลังพลรักษาความปลอดภัยโดยรอบให้กับแฟนบอล และทีมงานของทั้งสองสโมสรเป็นพิเศษ
 
เบื้องต้น ทั้งสองทีม จะต้องเข้าพักในโรงแรมปรินซ์เซซ่า โซเฟีย โฮเทล ด้วยกัน และต้องออกเดินทางไปสนามพร้อมกันด้วยรถบัสสองคัน เนื่องจากกังวลว่าหากปล่อยให้ทั้งสองทีมแยกกันเดินทาง อาจจะทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวางขบวนของทีมใดทีมหนึ่ง โดยเฉพาะกับทางเรอัล มาดริด ที่อยู่ในฐานะของอาคันตุกะ
 
แต่นอกจากความกังวลเรื่องม็อบแล้ว เรื่องของการ ก่อการร้าย ก็น่ากังวลไม่แพ้กัน
 
ด้วยความจุของ คัมป์ นู ที่รองรับคนได้ถึง 99,354 ที่นั่ง หรือว่ากันง่ายๆ ว่า เหยียบแสน กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่คาดว่าน่าจะเดินทางมาร่วมชุมนุมหน้าสนามอีกกว่าแสนคน ช่างเป็นอะไรที่เหมาะสำหรับการสร้างความปั่นป่วน ชวนขวัญผวาให้กับชาวโลกมากเหลือเกิน ยิ่งเมื่อปี 2015 เคยมีเหตุการณ์วางระเบิดที่สนาม สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ ระหว่างเกมอุ่นเครื่องของ ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ต่อด้วยการกราดยิงใส่ผู้บริสุทธิ์ ตามถนน, ร้านอาหาร และโรงละคร มาก่อนแล้ว ยิ่งมีความเป็นไปได้ ว่ากลุ่มผู้ก่อการร้าย อาจจะหวังใช้สถานการณ์นี้เขย่าขวัญคนทั่วโลกอยู่ก็เป็นได้
 
ความกังวลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่กลุ่มผู้ชุมนุมอาจจะลุกฮือบุกเข้าไปในสนาม หรือการก่อการร้าย ถูกบรรจุเข้าแผนการรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลกาตาลัน โดยมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 3,000 นาย และยังมีการจัดจ้างทีมรักษาความปลอดภัยของเอกชนเข้ามาสมทบเพิ่้มเติมด้วย ซึ่งในส่วนหลังไม่มีการประกาศตัวเลขที่ชัดเจนออกมา แต่คาดว่าน่าจะเป็นทีมงานอีกหลายร้อยชีวิตเลยทีเดียว
 
ทีมรักษาความปลอดภัยพร้อม ว่าแต่...
 
 
นักเตะพร้อมหรือยัง?
ต้องบอกก่อนว่า ก่อนเริ่มเกมนี้ นักเตะทั้งสองทีมต่างก็สะบักสะบอมไม่แพ้กันเลย โดยเฉพาะกับ เรอัล มาดริด ที่ดวงแตกกันตั้งแต่ยังไม่เปิดฤดูกาล รายที่หนักที่สุดต้องยกให้ทาง มาร์โก อเซนซิโอ ที่เอ็นเข่าขาดและหมอนรองกระดูกฉีกจากเกมปรีซีซั่น นอนอยู่บ้านกันยาวไป
 
ส่วนนักเตะที่ขาดไปตอนนี้ นับนิ้วดูแล้ว มีเช็คขาดแน่นอนคือ เอแด็น อาซาร์ ที่โดนรวบไปในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อเดือนที่แล้ว จนถึงตอนนี้ยังกลับมาเป็นตัวความหวังของ ซีเนอดีน ซีดาน ไม่ได้ และ ฮาเมส โรดริเกซ ที่เดี้ยงมาจากทีมชาติ ส่วนรายที่ต้องรอเช็คคือ มาร์เซโล่ ที่มีรายงานว่าเจ็บ แต่ก็ยังเห็นไปเยี่ยมผู้ป่วยตามโปรเจ็กต์ของทีมร่วมกับเพื่อนๆ ในทีมได้ตามปกติ
 
ส่วนทางบาร์ซ่า มีสะดุดหัวทิ่มหัวตำช่วงต้นฤดูกาลเช่นกัน โดยก่อนเปิดฤดูกาลไม่กี่วัน ลิโอเนล เมสซี่ เกิดเจ็บกล้ามเนื้อน่องขึ้นมาระหว่างซ้อม ตามด้วยพอเปิดฤดูกาลมาก็ต้องสังเวยพี่เหยิน หลุยส์ ซัวเรซ ไปอีกคน งานนี้ กองหน้าป้ายแดงอย่าง อองตวน กรีซมันน์ เลยได้ยืนหนึ่งไปเลย ไม่เจ็บอยู่คนเดียว
 
แต่ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ไปปล่อยให้ลูกน้องใหม่เหงานาน จัดการเรียกแข้งเยาวชนอย่าง อันซู ฟาติ ขึ้นมาให้ กรีซมันน์ ช่วยเลี้ยงดูทันที แต่ไม่รู้ว่า ลา มาเซีย เขาเลี้ยงกันมาด้วยอะไร มาถึงน้องมันยิงไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น เปิดตัวไปแบบหล่อเหลา จนทีมชาติสเปนรีบจองตัวไปรับใช้ชาติกันเลยทีเดียว
 
หลังผ่านพ้นช่วงประสบภัยพิบัติ ขาดกองหน้ากันไปแล้ว บาร์ซ่า ก็เร่งเครื่องกลับมายึดหัวตารางได้อย่างสมศักดิ์ศรีแชมป์เก่า
 
สำหรับแข้งเช็คขาดวันนี้ของเจ้าบุญทุ่มมี 2 รายด้วยกัน คือ อุสมัน เดมเบเล่ ที่ดวงแตกแบบย่อยยับ กล้ามเนื้อกระตุกระหว่างเกม และดันเป็นตรงแฮมสตริง งานนี้พักไปยันปีใหม่เลย ส่วนอีกรายคือ อาร์ตูร์ เมโล่ ที่เดี้ยงมาจากการฝึกซ้อม และตามกำหนดคือกลับมาได้อีกทีปีหน้าเช่นกัน
 
ส่วนเกมล่าสุด ทั้งสองทีม พากันจบเจ๊ามาทั้งคู่ (บาร์ซ่าเจ๊าโซเซียดัด 2-2, มาดริดเจ๊าบาเลนเซีย 1-1) และแต้มก็เท่ากันที่การเป็นจ่าฝูง-รองจ่าฝูง เหมือนจะมารอวัดว่าสุดท้ายแล้ว ตำแหน่งจ่าฝูงจะเป็นของใครในคืนนี้แทน
 
 
เปิดสถิติก่อนเตะสักนิด... บาร์ซ่ามาเหนือนะครับ
สถิติการเจอกันของบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ตามที่มีการบันทึกเอาไว้ พบว่าทั้งสองทีม เคยสาดแข้งกันมาแล้วกว่า 275 นัดด้วยกัน เป็นเกมทางการ 242 ที่เหลือ 33 อุ่นเครื่องบ้าง ถ้วยไม่จริงจังบ้าง
 
ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า บาร์เซโลน่า เหลื่อมกว่าเล็กน้อย ชนะ (เกมทางการ) 96 ครั้ง ส่วน เรอัล มาดริด เป็นฝ่ายได้เฮ 95
 
ส่วนผลงานของเรอัล มาดริด ในการพบกับบาร์ซ่าระยะหลัง ชุดขาว ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เกือบทุกนัด ซึ่งเกมหนล่าสุด ที่ราชันได้เฮกันก็ต้องย้อนกลับไปเกมสแปนิช ซูเปอร์ คัพ เมื่อปี 2017 โดยเกมนั้น บาร์ซ่า พลาดท่าโดนสอยร่วงด้วยสกอร์ 2-0 อเซนซิโอ กับ เบนเซม่า สอยคนละเม็ด
 
ทว่าหลังจากนั้น บาร์ซ่า ก็เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบเอาไว้ได้แบบชัดเจน โดย 6 เกมหลังสุด เจ้าบุญทุ่มเก็บชัยได้ถึง 4 เกม และเสมอ 2 เกมด้วยกัน
 
ส่วนเรอัล มาดริด ถึงจะเจ็บกับบาร์ซ่ามาเยอะ แต่ก็ไม่ไก่นะ
 
แม้ว่าการเจอกันหนหลังๆ เรอัล มาดริด จะเป็นฝ่ายโดนหวดกลับมาตลอด แต่ผลงานในลีกซีซั่นนี้ ถือว่าเท่าๆ กันกับคู่อริ
 
เวลานี้ เรอัล มาดริด นั่งอยู่รองจ่าฝูง ลา ลีกา ส่วน บาร์เซโลน่า ยืนแท่น โดยมีคะแนนเท่ากันที่ 35 คะแนน และประตูได้เสียต่างกันแค่ 2 ลูกเท่านั้น
 
ฉะนั้นแน่นอนว่า ใครชนะคืนนี้ นำจ่าฝูงแบบเดี่ยวๆ
 
สรุปสถิติ 6 เกมหลังสุด
23 ธ.ค. 2017 เรอัล มาดริด 0-3 บาร์เซโลน่า
6 พ.ค. 2018 บาร์เซโลน่า 2-2 เรอัล มาดริด
28 ต.ค. 2018 บาร์เซโลน่า 5-1 เรอัล มาดริด
7 ก.พ. 2019 บาร์เซโลน่า 1-1 เรอัล มาดริด
28 ก.พ. 2019 เรอัล มาดริด 0-3 บาร์เซโลน่า
3 มี.ค. 2019 เรอัล มาดริด 0-1 บาร์เซโลน่า
 
ส่วนนี่คือผลงาน 5 เกมหลังในทุกถ้วย ของต่างฝ่าย
บาร์ซ่า
ชนะ ดอร์ทมุนด์ 3-1 (ชปล.)
ชนะ แอตเลติโก มาดริด 1-0
ชนะ เรอัล มายอร์ก้า 5-2
ชนะ อินเตอร์ มิลาน 2-1 (ชปล.)
เสมอ เรอัล โซเซียดัด 2-2
 
เรอัล มาดริด
เสมอ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-2 (ชปล.)
ชนะ อลาเบส 2-1
ชนะ เอสปันญ่อล 2-0
ชนะ คลับ บรูช 3-1 (ชปล.)
เสมอ บาเลนเซีย 1-1 
 
 
คำถามสำคัญก็คือ เกมนี้จะออกหน้าไหน???
 
ก่อนจะดูสกอร์ เราก็มาดูนักเตะกันก่อน ว่าใครจะได้ลงกันบ้าง ซึ่งจากการคาดการณ์ของเรา น่าจะออกทรงนี้
 
บาร์เซโลน่า (4-3-3) มาร์ก-อันเดร แทร์ สเตเก้น - เนลสัน เซเมโด้, เคราร์ด ปิเก้, เกลม็องต์ ลองเล่ต์, จอร์ดี้ อัลบา - อีวาน ราคิติช, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, เฟรงกี้ เดอ ยอง - ลิโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรซ, อองตวน กรีซมันน์
 
เรอัล มาดริด (4-2-3-1) ติโบต์ กูร์กตัวส์ - ดานี่ การ์บาฆัล, ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ - กาเซมิโร่, โทนี่ โครส - แกเร็ธ เบล, อิสโก้, วินิซิอุส จูเนียร์ - คาริม เบนเซม่า
 
แน่นอนว่าเกมแห่งศักดิ์ศรีแบบนี้ ทั้งสองทีมก็คงจะเปิดหน้าแลกกันตั้งแต่ต้นเกมแบบไม่ต้องสงสัย แค่ใครจะได้ประตูก่อนกัน และจะรักษาความได้เปรียบจากตรงนั้นตลอดรอดฝั่งหรือไม่
 
สำหรับผลสกอร์ วีว่าซอค ขอฟันทิ้งไว้ที่ บาร์เซโลน่า จะเป็นฝ่ายชนะ เรอัล มาดริด 2-1
 
ส่วนผลจริงๆ จะออกรูปไหน ใครจะเป็นฝ่ายปักธงลงประกาศศักดากลาง คัมป์ นู
 
คืนนี้ตี 2 เรามีนัดกันหน้าจอ!