TODAY NEWS

คนแบกเปียโน

27 พ.ค. 2563
อาร์แซน เวนเกอร์ เคยพูดเอาไว้ว่าในทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง ไม่ว่าจะมีนักเตะแนวรุกเก่งๆ มากมายแค่ไหน แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือ ทีมทีมนั้นจำเป็นที่จะต้องมีนักเตะประเภท "คนแบกเปียโน" อยู่ในทีมด้วย ทีมถึงจะประสบความสําเร็จ
 
"จิลแบร์โต้ ซิลวา" คือคนแบกเปียโนคนนั้นครับ
 
แม้ เธียร์รี่ อองรี, โรแบร์ ปิแรส, เฟรดดี้ ลุงเบิร์ก จะเป็นสตาร์เด่นที่แฟนบอลทั่วโลกรู้จักจากการเล่นเกมรุกด้านบนของสนาม เช่นเดียวกับ ริวัลโด้, โรนัลดินโญ่ และ โรนัลโด้ ที่เป็นบุคคลสำคัญซึ่งคอยทำประตูให้กับ บราซิล ในฟุตบอลโลก จนคว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่
 
แต่ตรงกลางค่อนไปทางช่วงล่างสนาม คือพื้นที่สำคัญที่เป็นกุญแจแห่งชัยชนะของทีมเช่นเดียวกัน และตรงนั้นก็มี จิลแบร์โต้ คอยยืนกำกับการแสดงอยู่อย่างเงียบเชียบ ทว่า ทีมไม่สามารถขาดเขาได้เลย
 
"การลงเล่นเป็นตัวเก็บกวาดมันค่อนข้างยากและใช้พลังงานเยอะพอสมควร ผมต้องดูแลร่างกายให้สมบูรณ์อยู่เสมอ เพราะต้องดูแลพื้นที่ให้ครอบคลุมเพื่อทำให้ทีมครองเกมเอาไว้ในมือให้ได้" จิลแบร์โต้ เล่า
 
"ผมต้องห้ามหลุดตำแหน่งที่ดูแลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเติมเกมบุก ผมต้องแน่ใจว่าเมื่อทีมโดนโต้กลับมา ผมจะต้องกลับไปอยู่ในตำแหน่งของตัวเองได้ทันท่วงที"
 
บางคนอาจบอกว่างานที่เขาทำมันดูง่ายดาย เพียงแค่รับบอลมาและส่งออกไปง่ายๆ ในระยะไม่กี่เมตร แต่ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ การเล่นให้เรียบง่ายที่สุดแบบนี้นี่แหล่ะ มันยากกว่าที่คิดเยอะเลยทีเดียว
 
"ตั้งแต่เด็ก ผมถูกปลูกฝังให้ส่งบอลเป็นร้อยๆ พันๆ ครั้งทุกวัน การแปบอลง่ายๆ ให้ตรงจุด มันไม่ง่ายและไม่ค่อยสนุกเท่ากับการเลี้ยงบอลไปยิงประตูหรอกนะ แต่สำหรับผมแล้ว การฝึกทำเรื่องน่าเบื่อแบบนั้นมาตลอด มันกลับเป็นความสนุกขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ"
 
 
จิลแบร์โต้ เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกตั้งแต่อายุ 12 แต่ด้วยความที่ฐานะทางบ้านยากจนมาก เขาจึงหยุดเล่นฟุตบอลไปหลายปี เนื่องจากรายได้จากการเตะฟุตบอลในตอนนั้น มันไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้
 
เมื่ออายุได้ 21 จิลแบร์โต้ หวนกลับมาสวมสตั๊ดลงเล่นอาชีพอีกครั้งกับสโมสร อเมริกา มิเนโร่ โดยเริ่มต้นเล่นในตำแหน่ง เซนเตอร์ฮาล์ฟ ก่อนที่การย้ายทีมไปอยู่กับ แอตเลติโก มิเนโร่ ในภายหลังจากนั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
 
"ฉันว่านายมีเทคนิคที่ดีมากกว่าจะเล่นกองหลัง นายลองไปเล่นเป็นกองกลางตัวรับดูสิ จิลแบร์โต้"
 
คาร์ลอส อัลแบร์โต้ เปย์เรย์ร่า อดีตผู้จัดการทีมชาติบราซิล ซึ่งคุม แอตเลติโก มิเนโร่ ในเวลานั้น คือคนแรกที่มองเห็นแววของความเป็นยอดกองกลางจากตัว จิลแบร์โต้
 
"เมื่อคุณเริ่มต้นก้าวแรก คุณยังคงเป็นได้แค่นักฝัน ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ทำสิ่งที่คุณสามารถทำได้ในปัจจุบันให้ออกมาดีที่สุด ต้องพยายามพาตัวเองไปเล่นในที่ที่ดีกว่าเดิม ในทีมที่มีการแข่งขันมากกว่าเดิม เมื่อนั้นคุณจะเก่งขึ้น แล้วโอกาสต่างๆ จะวิ่งมาหาคุณเอง นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อมาโดยตลอด"
 
จิลแบร์โต้ กับบทบาทใหม่ในฐานะกองกลาง กลายเป็นของดีที่สร้างความประหลาดใจให้คนในในวงการลูกหนัง บราซิล เป็นอย่างมาก ฟอร์มการเล่นของเขาไปเข้าตาของ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ นายใหญ่ทีมชาติเข้าอย่างจัง
 
แต่ที่ปุบปับรับโชคมากกว่านั้น นั่นก็คือก่อนทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกจะเริ่ม กองกลางตัวจริงอย่าง เอเมอร์สัน ได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องถอนตัวออกไป จึงทำให้ จิลแบร์โต้ ซิลวา ผงาดขึ้นมาเป็นกองกลางตัวจริงของ บราซิล ชุดนั้นอย่างพลิกโผ
 
7 นัดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ จิลแบร์โต้ ไม่พลาดการลงสนามเลยสักนาทีเดียว เขาสถาปนาตัวเองเป็นห้องเครื่องคนสำคัญ เป็นคนที่ทำให้ 3R เดินเกมรุกบนแดนคู่แข่งได้อย่างสบายใจ เป็นคนที่ทำให้เกมตรงกลางของ บราซิล เกิดสมดุลจนทำให้พวกเขาไปไกลจนถึงตำแหน่งแชมป์โลกได้ในที่สุด
 
 
และในมุมหนึ่งจากลอนดอน, อาร์แซน เวนเกอร์ รีบยกหูโทรศัพท์กริ๊งกร๊างหา เดวิด ดีน อย่างเร็วจี๋
 
"นายได้ดูเกมของบราซิลบ้างมั้ย? ฉันอยากได้ตัวกองกลางของพวกเขา คนที่ชื่อ จิลแบร์โต้ ซิลวา นายพอจะมีทางรีบดึงตัวหมอนั่นมาอยู่กับเราก่อนที่ทีมอื่นจะเริ่มไหวตัวได้มั้ย"
 
เดวิด ดีน ยังไม่เข้าใจอะไรมากนักในตอนนั้น แต่เขาก็รีบเดินเรื่องเพื่อยกขันหมากไปสู่ขอนักเตะโนเนมที่ เวนเกอร์ ต้องการในทันที
 
4.5 ล้านปอนด์ คือค่าตัวของ จิลแบร์โต้ หลังจบฟุตบอลโลก ซึ่ง เวนเกอร์ บอกว่านี่คือการเซ็นสัญญาที่ถูกเหมือนได้เปล่ายังไงยังงั้นเลย
 
"จิลแบร์โต้ สามารถเล่นได้หลากหลายในแดนกลาง ทั้งตัวคุมเกม ตัวโฮลด์บอล ตัวตัดเกม กระทั่งให้ถอยไปเล่นเซนเตอร์ก็ยังได้ แต่ผมรู้ดีว่าเด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเล่นกองกลางตัวรับ นั่นคือตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขา"
 
ในขณะที่ อาร์เซน่อล เซ็น จิลแบร์โต้ มาร่วมทีม ฝั่ง แมนเชสเตอร์ ยู​ไนเต็ด ก็เซ็น เคลแบร์สัน มาร่วมทีมเช่นเดียวกัน และมันก็กลายเป็นการเปรียบเทียบไปโดยปริยาย
 
จิลแบร์โต้ ยึดตัวจริงของ อาร์เซน่อล ได้อย่างรวดเร็ว การมาถึงของเขาสามารถเติมเต็มช่องว่างที่ เอ็มมานูเอล เปอตีต์ ทิ้งไว้ได้อย่างไร้ที่ติ เขาจับคู่กับ ปาทริค วิเอร่า ได้อย่างน่าเกรงขาม โดยเฉพาะฤดูกาล 2013-14 ที่ อาร์เซน่อล กลายเป็นแชมป์ไร้พ่าย
 
ดาวเตะชาวบราซิลเล่นให้ อาร์เซน่อล อยู่ถึง 6 ฤดูกาล ลงสนามไป 244 นัด ยิงได้ 24 ประตู คว้าแชมป์ลีก 1 ครั้ง และเอฟเอ คัพ อีก 2 ครั้ง ซึ่งในวันที่เขาอำลาทีมไป แฟนๆ เดอะ กันเนอร์ส ต่างอาลัยและให้เกียรติเขาอย่างสูงไม่แพ้ตำนานคนอื่นๆ เลยทีเดียว
 
"ผมสามารถมองย้อนกลับไปมองเส้นทางที่ผ่านมาได้ด้วยความภาคภูมิใจ จากคนที่เกือบเลิกเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพไปแล้ว จู่ๆ ก็มาไกลถึงแชมป์โลก และได้มาอยู่กับ อาร์เซน่อล พร้อมได้รับความรักจากแฟนๆ มาโดยตลอด" 
 
"ผมดีใจนะที่ทุกวันนี้พวกเขายังคงพูดถึงผมอยู่ เป็นเกียรติมากที่ได้ยินว่านักเตะแบบผม คือคนสำคัญของทีมไม่แพ้ตัวรุกคนอื่นๆ พวกเขาเรียกผมว่า คนแบกเปียโน ของทีม ซึ่งมันทำให้ผมดีใจมากที่นักเตะในตำแหน่งนี้ ได้รับการพูดถึงมากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย"
 
น้อยแต่มาก
เรียบง่ายแต่ทำได้ยาก
ทรงประสิทธิภาพแต่ไม่หวือหวา
 
ถ้อยคำข้างต้น น่าจะเป็นคำจำกัดความที่แสดงออกถึงความเป็นคนแบกเปียโนมือทองที่ชื่อว่า จิลแบร์โต้ ซิลวา ได้ชัดเจนที่สุดแล้ว
 
และนับตั้งแต่วันนั้น... 
 
อาร์เซน่อล ก็ยังคงตามหาคนแบกเปียโนเก่งๆ แบบ จิลแบร์โต้ ไม่เจออีกเลย.
 
Mr.X_วีว่าซอค​