TODAY NEWS

ความฝันที่ไม่เหมือนฝันของ ร็อบบี้ คีน

19 พ.ค. 2563
9 สิงหาคม 1997, "ร็อบบี้ คีน" เด็กหนุ่มมหัศจรรย์จาก ไอร์แลนด์ ลงทะเบียนแจ้งเกิดในโลกลูกหนังที่ แคร์โรว์ โร้ด ด้วยการกดคนเดียว 2 ประตูบนการประเดิมสนามชุดใหญ่ให้ วูลฟ์แฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส บนวัยแค่ 17 ปีเท่านั้น
 
ก่อนที่ในฤดูกาลต่อมา ร็อบบี้ กระโดดข้ามขั้นบรรจุเป็นสมาชิกของทีมชุดใหญ่เต็มตัว แถมยังจบฤดูกาลด้วยผลงาน 16 ประตูในลีก รั้งดาวซัลโวของทีมไปชนิดที่แม้แต่ สตีฟ บูลล์ อดีตตำนานของทีมถึงกับเอ่ยปากชมว่า 
 
"ถ้าเด็กคนนี้ไม่ถูกทีมใหญ่ดึงตัวไปร่วมทีมซะก่อน เขาจะพา วูลฟ์ฯ เลื่อนชั้นไปเล่นใน พรีเมียร์ลีก ได้แน่ๆ" 
 
แต่วันนั้นก็เดินทางมาไม่ถึงครับ เมื่อ โคเวนทรี ซิตี้ จัดการยกขันหมากเป็นจำนวนถึง 6 ล้านปอนด์ มาสู่ขอ ร็อบบี้ เพื่อนำมาล่าตาข่ายบนลีกสูงสุด โดยเกมประเดิมสนามของเขานั้นแทบจะถอดแบบมาเมื่อสมัยเล่นให้ วูลฟ์ฯ ก็ไม่ปาน
 
เพราะ ร็อบบี้ คีน ซัดคนเดียว 2 ประตูในเกมนัดเปิดตัวอีก จนถูกสื่อที่อังกฤษประโคมพาดหัวหน้าหนึ่งว่าเป็น "เครื่องจักรถล่มประตูอนาคตไกล" ผู้มาเขย่าบัลลังก์ของ ไมเคิ่ล โอเว่น ในเวลานั้นกันเลยทีเดียว
...
 
เมื่อย่างเข้าซัมเมอร์ของสหัสวรรษใหม่ อินเตอร์ มิลาน ภายใต้การนำของ มาร์เชโล่ ลิปปี้ ทุ่มเงินกว่า 13 ล้านปอนด์ ดึงตัวมาร่วมทีม ซึ่งนั่นทำให้ โคเวนทรี กำไรจากดีลนี้ไปถึงเท่าตัว 
 
ขณะเดียวกัน ร็อบบี้ ก็ได้ใส่เสื้อหมายเลข 7 อันเป็นเบอร์โปรดของเขา พร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า "ความกดดันอันหนักอึ้ง" เป็นครั้งแรก
 
"เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว มันยอดเยี่ยมเหมือนฝันเลย ผมมองไปรอบๆ ตัวมีแต่นักเตะระดับท็อปอย่าง ซาเน็ตติ, โรนัลโด้, วิเอรี่, บลองก์ และเซดอร์ฟ ผมหยิกแขนตัวเองแล้วถามว่า นี่เราได้มาเล่นกับทีมระดับโลกจริงๆ เหรอเนี่ย" 
 
ดาวยิงชาวไอร์แลนด์ รำลึกถึงวันแรกในห้องแต่งตัวที่มิลาน ส่วน เลียม เบรดี้ อดีตนักเตะอังกฤษ ที่เคยมาเล่นใน อิตาลี ช่วงหนึ่งก็สำทับว่า ร็อบบี้ จะไปได้สวยแน่นอนใน กัลโช่ เซเรีย อา
 
"ร็อบบี้ มีศักยภาพมาก เขาเก่งพอที่จะติดยิงท็อปเทนของ กัลโช่ ได้สบายๆ"
 
แต่ทุกอย่างไม่ง่ายแบบนั้นสิครับ... 
 
นอกจากคู่หัวหอกตัวท็อปของโลกอย่าง โรนัลโด้-วิเอรี่ แล้ว ตัวสำรองที่ งูใหญ่ มีไว้ในมืออย่าง ซาโมราโน่, เรโคบา หรือกระทั่ง ฮาคาน ซูเคอร์ ต่างก็มีชื่อชั้นและประสิทธิภาพในระดับที่ห่างไกลพอสมควรกับเด็กน้อยแบบเขา ซึ่งนั่นเลยเป็นเหตุให้ ร็อบบี้ หาที่ว่างสอดแทรกใน 11 ตัวจริงยากเหลือเกิน
 
ประตูแรกของ ร็อบบี้ เกิดขึ้นในเกมกับ ลาซิโอ บนถ้วยซุปเปอร์ คัพ โดยเจ้าตัวสปีดไปรับบอลยาวจากแดนหลังก่อนยกข้ามหัว อันเจโล่ เปรุซซี่ เข้าไปอย่างสวยงาม
 
"มันยอดเยี่ยมมาก ที่นี่ไม่มีคำว่าง่าย แต่ละประตูมันจึงเหมือนการปลดแอกความกดดัน ผมรู้สึกโล่งมากในตอนนั้นที่ทำประตูได้เสียที"
 
และนั่นก็ถือเป็นครั้งแรกที่ ร็อบบี้ คีน ไม่สามารถยิงประตูได้ในเกมเปิดตัว และต้องรอคอยนานเกิน 90 นาที กว่าจะควานหาประตูแรกกับต้นสังกัดใหม่ได้ ซึ่งนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดที่เขาเคยเจอ
 
"ผมมักทำได้ดีในเกมเปิดตัวมาตลอด แต่กับ อินเตอร์ ผมคงเด็กเกินไปบนลีกที่แกร่งแบบนี้ และกับทีมที่มีการแข่งขันเพื่อแย่งตำแหน่งในทีมหนักหน่วงขนาดนี้"
... 
 
ช่วงมกราคม อินเตอร์ เตรียมปล่อยให้ เรจจิน่า ยืมตัวเพื่อไปขัดเกลาฝีเท้า เหมือนที่เคยให้ อันเดรีย ปิร์โล่ ไปฝึกวิทยายุทธ์จนแกร่งกล้ามาแล้ว ทว่า เจ้าตัวขอเลือกที่จะกลับไปลุยที่ อังกฤษ กับทีมอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด แทน
 
กับสีเสื้อ ยูงทอง ภายใต้การทำทีมของ เดวิด โอเลียรี่, ร็อบบี้ กลับมาสลุตตาข่ายอย่างเพลิดเพลินเกือกอีกครั้ง โดยยิงได้ถึง 9 ประตูจาก 14 นัดแรก นั่นจึงทำให้เขาได้รับสัญญาถาวร พร้อมกับโบกมือลา อินเตอร์ ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ ทันที
 
เมื่อถูกถามว่า เสียใจแค่ไหนกับผลงานของตัวเขาเองที่ อิตาลี ร็อบบี้ ยักไหล่บอกว่า ไม่ได้เสียใจเท่าไหร่ เพราะเขารู้ตัวดีว่าย้ายไปในช่วงที่ยังไม่พร้อมมากนัก แต่กับการย้ายมา ลิเวอร์พูล ตอนปี 2008 ต่างหาก คือความเสียใจปนเสียดายที่สุดของเขา
 
"ผมมีความสุขมากที่ได้ย้ายมา ลิเวอร์พูล ทีมที่ผมเชียร์และฝันถึงมาตลอด แต่ความเสียใจเพียงอย่างเดียวของผมที่นั่น คือผมไม่ได้รับโอกาสอย่างเป็นธรรมมากพอ"
...
 
ย้อนความกลับไปในตอนนั้น ราฟาเอล เบนิเตซ เหมือนจะต้องการงัดข้อกับบอร์ดบริหารเรื่องการซื้อขายอยู่เนืองๆ เนื่องจากเขาต้องการตัวของ แกเร็ธ แบร์รี่ แต่ทีมมองว่ามี ชาบี อลอนโซ่ อยู่แล้วทั้งคน จึงปัดข้อเสนอนี้ของ ราฟา แบบไม่ไยดี แถมยังไปเลือกเซ็น ร็อบบี้ คีน นักเตะที่ ราฟา ไม่ได้ร้องขอมาให้ จึงทำให้ช่วงเวลานั้นเริ่มมีความตึงเครียดที่ออฟฟิศของ ลิเวอร์พูล อยู่พออุ่นๆ 
 
แล้วความซวยจึงมาตกที่ ร็อบบี้ คีน เข้าเต็มเปาครับ เพราะถึงแม้จะย้ายมาด้วยค่าตัวสูงประมาณ 18-19 ล้านปอนด์ และสามารถทำผลงานได้ค่อนข้างดีพอสมควร เมื่อยิงได้ 7 ประตู จาก 28 นัด ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกส่งเป็นสำรองเสียค่อนข้างเยอะ แถมในวันไหนที่เล่นได้ดี เกมต่อมา ราฟา ก็มักจะจับเขาไปนั่งสำรองเสียดื้อๆ จึงทำให้หลายคนมองว่า ร็อบบี้ คือเหยื่อเกมการเมืองของ ราฟา กับ บอร์ดบริหาร อย่างเลี่ยงไม่ได้
 
"แม้ผมจะอยู่กับทีมได้ไม่นาน แต่ผมก็มองย้อนกลับไปด้วยรอยยิ้มได้เสมอ เพราะความฝันในตอนเด็กที่ผมคิดถึงมาตลอด มันได้เกิดขึ้นจริงแล้ว แม้จะเป็นแค่ฝันดีแค่ชั่วครู่ก็ตาม"
 
ร็อบบี้ คีน พเนจรไปอีก 3-4 สโมสรหลังจากนั้น และส่วนใหญ่ก็ยังทำผลงานได้ดีจนเป็นที่รักของแฟนบอลในทุกที่ที่เขาไป ก่อนจะแขวนสตั๊ดตอนปี 2018
 
แม้จะไม่ประสบความสําเร็จกับทีมใหญ่ ทั้งที่ อินเตอร์ และ ลิเวอร์พูล แต่บนช่วงเวลาที่ล้มเหลวทั้ง 2 ครั้ง ก็ได้สอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับเขาไม่น้อยเหมือนกัน
 
การยืนบนความสำเร็จได้โดยไม่เคยผิดพลาด ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม
แต่การเคยล้มแล้วลุกขึ้นมาได้ถึง 2 ครั้ง 2 หน มันยิ่งพิเศษมากกว่า เพราะมันคือการพิสูจน์คุณค่าของความแข็งแกร่งในจิตใจ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะทำมันได้
 
Mr.X_วีว่าซอค