TODAY NEWS

ตอนจบของความรัก

17 พ.ค. 2563
หมุนเข็มนาฬิกากลับไปเมื่อปี 1993 ยูเวนตุส เซ็นสัญญาคว้าตัว อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ มาจาก ปาโดว่า ก่อนจะกลายมาเป็นตำนานของสโมสรแห่งนี้ในอีก 20 ปีให้หลัง 
 
ขณะที่ศูนย์ฝึกเยาวชน พวกเขาก็ได้เปิดประตูต้อนรับว่าที่เจ้าชายแห่งตูรินในวัย 7 ขวบ เข้าสู่อ้อมอกบนช่วงเวลาไล่เลี่ยกันอีกด้วย
 
เด็กคนนั้นเกิดที่เมือง คิเอรี่ ห่างออกไปทางตอนใต้ของ ตูริน ประมาณ 10 กิโลเมตร เขาเข้ามาอยู่ในทีมด้วยตำแหน่งกองหน้าจอมเทคนิคในคราวแรก ก่อนจะถูกปรับไปเล่นกองกลางในอีก 7 ปี ต่อมา
 
"เคลาดิโอ น่ะเหรอ เค้ายิงได้เยอะนะ แต่เราบอกได้เลยว่าเค้าไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นยอดดาวยิงสักเท่าไหร่ เขามีวิสัยทัศน์ในการเล่นมากกว่านั้น เราเลยปรับให้เขาลงมาเล่นตรงกลาง ซึ่งมันเหมาะกับเขามากกว่า" 
 
เมาริซิโอ ชินกาย่า โค้ชทีมเยาวชนในตอนนั้น รำลึกความหลังถึงเด็กในสังกัด ซึ่งกลายมาเป็นเจ้าชายแห่งตูรินในภายหลัง
 
"ผมรักสโมสรนี้ และความฝันของผมก็คือได้เล่นให้ที่นี่ ลงเล่นเคียงข้างกับ เดล ปิเอโร่ สักครั้ง ผมอยากอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ จนกว่าสโมสรจะไม่ต้องการผมแล้ว" 
 
"เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ" คือเด็กน้อยคนที่เรากำลังพูดถึงครับ
_________________________
 
มาร์คิซิโอ มักจะได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีมในชุดเยาวชนอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งในฤดูกาล 2005-2006 ฟาบิโอ คาเปลโล่ ก็ได้เรียกเขาเข้าสู่ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากสำหรับตัวเขาเอง
 
"ผมเฝ้าฝันมาตลอดว่าจะได้เล่นให้ ยูเวนตุส และยิ่งการได้เล่นเคียงข้างกับ เดล ปิเอโร่ ด้วยแล้ว มันคือความฝันสูงสุดของผมในตอนเด็กเลยล่ะ" 
 
หากแต่จุดเปลี่ยนในเส้นทางการค้าแข้งของเขากับ ยูเวนตุส จริงๆ แล้ว น่าจะอยู่ที่คดี กัลโช่โปลี ครับ ซึ่งต้นสังกัดของเขาถูกปรับลดชั้นไปเล่นใน เซเรีย บี ตอนฤดูกาล 2006-2007 นั่นจึงทำให้ มาร์คิซิโอ ได้รับโอกาสลงสนามกับทีมชุดใหญ่มากขึ้น จนเป็นหนึ่งในแดนกลางที่ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เรียกใช้งานบ่อยถึง 25 นัดในปีดังกล่าว ก่อนที่ปีต่อมาจะถูกผ่องถ่ายไปให้ เอ็มโปลี พัฒนาฝีเท้าเพิ่มอีก 1 ฤดูกาล
 
พอมาถึงยุคของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่กำลังสร้างขุมกำลังม้าลายขึ้นมาใหม่ๆ กุนซือจอมเดือดเคยทดลองแผนการเล่นในหลายๆ รูปแบบ อาทิ ระบบ 4-2-4 มาร์คิซิโอ จะยืนคุมแดนกลางคู่กับ อันเดรีย ปิร์โล่, ระบบ 3-5-2 และ 5-4-1 มาร์คิซิโอ จะถูกขยับออกไปด้านกว้างมากขึ้น บางครั้งก็ถ่างไปเล่นปีกซ้ายเลยด้วยซ้ำ 
 
แต่ไม่ว่าจะเล่นแผนไหน มาร์คิซิโอ ก็ไม่เคยทำให้ คอนเต้ และแฟนม้าลายผิดหวังเลย โดย ปิร์โล่ เพื่อนคู่หูและอาจารย์ในสนามของเขาเคยถึงกับออกปากชมว่า
 
"เมื่อผมส่งบอลไปหาเขาเมื่อไหร่ เขารู้ทันทีว่าควรจะต้องทำอะไรต่อไป เขามีเซนส์ที่ทันกับผมและมีวิชั่นของอัจฉริยะในการคุมเกมตัวจริง"
_________________________
 
ฤดูกาลที่ดีที่สุดของ มาร์คิซิโอ คือฤดูกาลเดียวกับที่ ยูเวนตุส กลับมาคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกจากการทำทีมของ คอนเต้ นั่นแหล่ะครับ
 
2011-12 ยูเวนตุส เป็นแชมป์ลีกด้วยสถิติไร้พ่าย
 
ส่วน มาร์คิซิโอ ขึ้นแท่นรั้งตำแหน่งดาวซัลโวประจำทีม เมื่อนับรวมทุกถ้วยทุกรายการ เคียงข้างกับ มีร์โก วูชินิช และ อเลสซานโดร มาตรี้ ที่จำนวน 10 ประตูเท่ากัน แต่หากนับแค่เกมในบ้าน เจ้าชายน้อยคือนักเตะที่ยิงประตูได้มากที่สุด ถึง 8 ประตู
 
ทว่า เมื่อ ยูเวนตุส เปลี่ยนจาก คอนเต้ มาเป็น แม็กซ์ อัลเลกรี ดูเหมือนว่าความสำคัญของ มาร์คิซิโอ จะค่อยๆ ถูกลดทอนลงไปเยอะมาก อาการบาดเจ็บก็ส่วนหนึ่ง เรื่องของแท็คติคก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่น่าเจ็บใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องของ "ธุรกิจ" 
 
"ตอนที่ คอนเต้ ไปคุม เชลซี เขาอยากได้ผมไปร่วมทีมด้วยนะ ถึงเขาจะย้ำกับผมว่าเขาสามารถการันตีตำแหน่งตัวจริงให้ แต่ผมก็ปฏิเสธเขาไปแบบไม่ต้องคิด เพราะผมยังอยากเล่นให้ ยูเวนตุส เพียงทีมเดียวเท่านั้น" 
 
ยิ่งกับในฤดูกาลสุดท้ายของ มาร์คิซิโอ กับ ยูเวนตุส ถือเป็นเรื่องราวที่ชวนให้แฟนบอลปวดร้าวหัวใจเป็นอย่างมาก เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ มาร์คิซิโอ จะถูกลดบทบาทเป็นเพียงสำรอง เขาก็ไม่เคยปริปากบ่นเลยสักครั้ง มีเพียงเรื่องเดียวที่เขาต้องการ จากสโมสรนั่นก็คือ อยากเล่นกับทีมไปจนแขวนสตั๊ด
 
"สโมสรพยายามเดินเรื่องให้ผมย้ายไป โมนาโก อีกทั้งยังมี เอซี มิลาน ที่ติดต่อเข้ามาอีก แต่ผมก็ยังยืนยันเหมือนวันที่ปฏิเสธ คอนเต้ ผมไม่อยากย้ายไปไหน ถ้าเป็นไปได้ ผมขอเล่นให้ ยูเวนตุส จนครบสัญญาก็พอ" 
_________________________
 
แต่ก็มิอาจนำพา... 
ก่อนตลาดปิดแค่วันเดียว ยูเวนตุส ประกาศยกเลิกสัญญาที่เหลือกับ มาร์คิซิโอ อย่างชวนช็อค! แม้จะมีการระบุว่ามันคือการยินยอมพร้อมใจกันทั้ง 2 ฝ่ายก็ตาม แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเจ้าชายน้อยแห่งตูริน ถูกบีบบังคับให้ย้ายชนิดมัดมือชก
 
ที่ร้ายกว่านั้น มาร์คิซิโอ ยังไม่มีโอกาสได้อำลาแฟนบอลที่รักในสนามเป็นครั้งสุดท้าย เขาแค่กลับไปเก็บของที่สนามซ้อม แล้วก็ต้องรีบไปเซ็นสัญญากับทีมใหม่ในช่วงบ่ายของวันนั้นเลย
 
"ผมเลือกย้ายมาที่ เซนิต เพราะผมไม่อยากเล่นให้ทีมที่ต้องไปเจอกับ ยูเวนตุส อีก ผมตั้งธงไว้แล้วว่าจะไม่เล่นให้ทีมอื่นใน อิตาลี และจะไม่เล่นให้ทีมที่อยู่ใน แชมเปี้ยนส์ ลีก​ เพราะผมทำใจลำบากมากที่ต้องกลับไป ตูริน ในฐานะคู่แข่ง" 
 
อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันบ้าง มันโคตรจะไม่แฟร์เลยนะครับ ที่สโมสรเลือกปฏิบัติกับนักเตะลูกหม้อซึ่งรักทีมมากขนาดนี้ ด้วยวิธีที่ค่อนข้างโหดร้ายแบบนั้น
 
แต่เรื่องที่น่าชื่นชมก็คือ มาร์คิซิโอ ไม่เคยพูดจาให้ร้ายทีมเก่า หรือเจ้านายเก่า เลยสักครั้งเดียว ทั้งตอนย้ายออก กระทั่งปัจจุบันที่เขากำลังทำงานเป็นคอลัมน์นิสต์ให้สื่อใน อิตาลี อยู่ เขาก็ยังเลือกที่จะพูดถึงแต่แง่มุมที่ดีของ ยูเวนตุส ตลอดเวลา
 
"ความรักที่ผมมีให้ ยูเวนตุส ยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน แม้สุดท้ายแล้วผมจะไม่ได้เลิกเล่นในสีเสื้อตัวนี้ก็ตาม แต่ผมก็ภูมิใจ ที่ได้ทำตามความฝันสำเร็จแล้วในทุกๆ เรื่อง ทั้งการติดทีมชุดใหญ่, ลงเล่นเคียงข้างไอดอลตอนเด็ก แถมยังเคยเป็นถึงกัปตันทีมอีกด้วยซ้ำ เท่านี้ ผมก็ถือว่าได้รับรางวัลจาก ยูเวนตุส มากพอแล้ว"
 
มันคือตอนจบที่น่าเศร้าเกินไป สำหรับนักเตะที่ทำเพื่อทีมมาตลอด ตั้งแต่เป็นเยาวชนจนถึงตอนเป็นซีเนียร์
 
ที่น่าสนใจก็คือ นับนิ้วจนถึงปัจจุบัน... 
เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ คือแข้งจาก อะคาเดมี่คนสุดท้ายของ ยูเวนตุส ที่สามารถเบียดขึ้นชุดใหญ่สำเร็จ จนแฟนบอลเรียกขานได้เต็มปากเต็มคำว่า "ตำนาน"
 
และสิ่งที่ตำนานอย่าง มาร์คิซิโอ ได้รับนั้น ผมว่ามันโคตรจะดาร์ค จนนึกว่า ยูเวนตุส มาจากจักรวาลหนังของค่าย ดีซี เสียด้วยซ้ำ
 
Mr.X_วีว่าซอค