TODAY NEWS

ฮีโร่ผู้ได้รับความ "คิดถึง" น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

14 พ.ค. 2563
ตอนที่ รามิเรส ย้ายเข้ามาอยู่กับ เชลซี แฟนบอลไม่ได้สนใจหรือตั้งความหวังอะไรในตัวดาวเตะจาก บราซิล คนนี้เท่าไหร่
 
ขณะที่ตอนย้ายออก เขาก็ยังคงไม่ได้รับความสนใจหรืออาลัยจากแฟนสิงห์บลูส์อีกเช่นกัน ทั้งที่ในช่วงระยะเวลาตลอด 6 ปีที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ นั้น รามิเรส ถือเป็นกุญแจสำคัญคนนึงของทีมมาโดยตลอด แต่กลับถูกบ่น "คิดถึง" น้อยกว่า มิชาเอล บัลลัค, เดโก้ และ มิคาเอล เอสเซียง เสียอีก
 
"การเดินทางทุกครั้งย่อมต้องมีทางแยก และกับ เชลซี  มันอาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วสำหรับผม เพราะตลอดระยะทางที่ผ่านมา ผมสามารถเรียกได้เต็มปากว่า ประสบความสําเร็จ พอตัวเลยทีเดียว"
_________________________
 
รามิเรส ย้ายเข้ามาสวมเสื้อหมายเลข 7 ประจำทัพสิงห์บลูส์ สวนทางกับการย้ายออกไปของ เดโก้ กับ บัลลัค ตอนปี 2010 ก่อนจะใช้เวลาไม่นานนักในการทำให้แฟนๆ เริ่มรู้จักชื่อของเขา
 
"แฟนๆ ที่นี่แทบไม่รู้จักผมเลยตอนย้ายมา เขารู้แค่ว่าผมเป็น บราซิล และมาจาก เบนฟิก้า แค่นั้น ซึ่งบางทีการมาโดยที่ไม่มีความคาดหวังมันก็ช่วยให้ผมทำงานได้ง่ายขึ้น ผมยังจำวันที่พวกเขาเรียกผมว่า 'แรมโบ้'​ ได้อยู่เลย มันทำให้ผมตัวแทบลอย และเริ่มรู้สึกว่าพวกเขาได้รู้จักผมโดยที่ผมไม่ต้องป่าวประกาศอะไรเลย"
 
รามิเรส ประเดิมตัวจริงเกมแรกให้ เชลซี ในเกมลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ นัดที่พบกับ เวสต์แฮม ซึ่งทีมของเขาเอาชนะไปได้ 3-1 ก่อนจะเริ่มสอดแทรกมายึดตัวจริงของทีมได้แบบเงียบๆ รู้ตัวอีกที ชื่อของ รามิเรส ก็ปรากฏบนสกอร์บอร์ด และอยู่ในเนื้อร้องเพลงเชียร์ของสาวกสิงห์บลูส์ไปเรียบร้อยแล้ว
 
ดาวเตะชาว บราซิล ได้ลงตัวจริงในเกมสำคัญมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเกมที่ชนะ อาร์เซน่อล 2-0, ชนะ แมนเชสเตอร์ ยู​ไนเต็ด 1-0 และที่เป็นไฮไลท์ในฤดูกาลเดบิวต์ของเขา ก็คือเกมที่เขาลากเลื้อยหลบผู้เล่นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้​ 3 คน เข้าไปยิงเสียบสามเหลี่ยมหนีมือ โจ ฮาร์ท เข้าไปแบบสวยสดงดงาม ก่อนจะได้รับรางวัล ประตูยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล จากการโหวตของแฟนๆ ในตอนจบฤดูกาล อันถือเป็นการปิดจ๊อบกับทีมใหม่ในขวบปีแรกได้อย่างยอดเยี่ยม
 
แต่ฤดูกาลที่ รามิเรส ท๊อปฟอร์มมากที่สุด คือฤดูกาลต่อมาครับ ใครจะไปเชื่อว่ากองกลางประเภท บ๊อกซ์ ทู บ๊อกซ์ แบบเขา จะทำประตูได้มากถึง 12 ประตูจากทุกถ้วยทุกรายการ
 
โดยเฉพาะการขยันยิงประตูสำคัญๆ ให้ทีมได้เสมอ
 
อย่างเช่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่พบกับ บาร์เซโลน่า ผู้คนเอาแต่พูดถึงประตูตีเสมอท้ายเกมจาก เฟร์นานโด ตอร์เรส ที่ คัมป์ นู แต่คนส่วนใหญ่หลงลืมไปว่า รามิเรส คนนี้นี่แหล่ะ ที่ควรค่าแก่การเป็นผู้เล่นทรงคุณค่าของทีม จากผลงาน 1 ประตู 1 แอสซิสต์ จากการดวลกับ บาร์เซโลน่า 2 นัด
 
นัดแรกที่เจอกันใน สแตมฟอร์ด บริดจ์, รามิเรส สปีดไปรับบอลจาก แฟรงค์ แลมพาร์ด ทางริมเส้นฝั่งซ้าย ก่อนที่เขาจะตวัดเข้ากลางให้ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา เข้าชาร์จพาทีมเฉือนเอาชนะไปได้ก่อน 1-0 
 
ขณะที่เกมนัดตัดสิน ก็เป็น รามิเรส นี่แหล่ะครับ ที่สปีดไปรับบอลจาก แลมพาร์ด คนเดิม ก่อนจะทำการชิพบอลข้ามหัว บัลเดส เข้าไปอย่างสุดสวย ชนิดที่ทำเอา คัมป์ นู เงียบเป็นป่าช้าเลยทีเดียว
 
ซึ่งในช่วงเวลาก่อน รามิเรส แผลงฤทธิ์ประตูนี้ อาการของ เชลซี กำลังอยู่ในช่วงย่ำแย่อย่างที่สุด จอห์น เทอร์รี่ โดนใบแดง, บาร์เซโลน่าออกนำ 2-0 และไล่โขยก เชลซี จนโงหัวไม่ขึ้น
 
แต่ประตูของ รามิเรส ลูกนั้น คือจุดที่ทำให้บาร์เซโลน่า พบกับงานยากมากขึ้น พวกเขาต้องเร่งยิงประตูทิ้งห่างให้ได้ กลับกัน มันกลายเป็นงานง่ายของ เชลซี ขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาเหลืออยู่เพียงแท็คติคเดียวเท่านั้นให้เล่นในช่วงเวลาที่้เหลือ นั่นก็คือห้ามเสียประตูเพิ่ม ซึ่งในท้ายที่สุด รามิเรส และผองเพื่อนก็ทำมันได้สำเร็จ ก่อนจะกลายเป็นเกมในความทรงจำที่ยังคงถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้
_________________________
 
นอกจากนั้น ในเกม เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศที่ เวมบลีย์, รามิเรส ก็ยังคงท๊อปพีคเหมือนเคยครับ เขารับบอลจาก ฆวน มาต้า ทางฝั่งขวา ก่อนจะสปีดแตะหนี โฆเซ่ เอ็นริเก้ กับ ดาเนียล แอ๊คเกอร์ ทะลุเข้าไปยิงให้ เชลซี ขึ้นนำ 1-0 และสามารถคว้าแชมป์ได้ด้วยสกอร์ 2-1 จบฤดูกาลที่ 2 กับ เชลซี ด้วยดับเบิ้ลแชมป์ บอลถ้วยอย่างอลังการงานสร้างมากๆ
 
รามิเรส เล่นให้ เชลซี 6 ฤดูกาล ร่วมงานกับโค้ชมากมายถึง 6 คน และสามารถเก็บเกี่ยวถ้วยรางวัลใหญ่ๆ ได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูโรปา ลีก อีกทั้งยังยิงได้ 34 ประตู กับอีก 25 แอสซิสต์ อีกด้วย
 
หากมองถึงสิ่งที่ รามิเรส รังสรรค์ให้ เชลซี มาตลอด 6 ปี มันมีความน่าผิดหวังเกิดขึ้นเล็กๆ ที่เขาไม่ค่อยได้รับการพูดถึงมากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นตอนย้ายมา ช่วงที่เล่นให้ทีม กระทั่งวันที่ต้องจากลาก็ตาม
 
เสียงส่วนใหญ่บอกว่าเขาเลยจุดพีคไปแล้ว ย้ายออกไปก็ถือเป็นการผลัดใบพอดี ไม่มีคำอำลาจากแฟนบอลที่อลังการเหมือนคนอื่น ไม่มีคำคร่ำครวญคิดถึงเหมือนที่สตาร์คนก่อนๆ ได้รับ
 
รามิเรส คือ "คัลท์ ฮีโร่" ที่ถูกลืมตัวจริง แต่ผมเชื่อว่าเมื่อแฟน เชลซี ได้มีโอกาสย้อนกลับไปดูเทปการแข่งขันของทีมในช่วงฤดูกาล 2011-13 ขึ้นมาเมื่อไหร่ ภาพของความรักที่พวกเขาเคยมีให้ รามิเรส จะต้องผุดขึ้นมาราวกับแฟลชแบ็คในภาพยนตร์อย่างแน่นอน
 
เพราะสิ่งที่กองกลางผู้เงียบงันคนนี้เคยทำเอาไว้ให้กับทีม มันเปรี้ยงปร้างเสียจนปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งนึง "รามิเรส ซานโตส โด นาสซิเมนโต้" บนเสื้อหมายเลข 7 คือเป็นคีย์แมนคนสำคัญต่อความสำเร็จในหน้าประวัติศาสตร์ เชลซี ไม่น้อยหน้าขวัญใจที่แฟนๆ บ่นคิดถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่าง บัลลัค หรือ เอสเซียง เลยด้วยซ้ำ
 
Mr.X_วีว่าซอค