TODAY NEWS

บัลลง ดอร์ ผู้มาจากม่านหมอกของสงคราม

24 มี.ค. 2563
ในวันที่หิมะคละคลุ้งกับเขม่าควันปืน เด็กชาย "อันเดร เชฟเชนโก้" ลืมตาดูโลกในสหภาพโซเวียต ก่อนที่ครอบครัวของเขาจำต้องอพยพไปอยู่ที่เคียฟตอนอายุได้แค่ 3 ขวบ 
 
และที่นั่นเองที่ทำให้อันเดรได้รู้จักกับ โอเล็กซานเดอร์ ชปาคอฟ โค้ชฟุตบอลคนแรกในชีวิตของเขา
 
"ชปาคอฟเป็นโค้ชคนแรกของผมเลย เขาสอนผมเยอะมาก ๆ ผมยังจำได้ในวันที่เขามาเคาะประตูบ้านเพื่อพูดคุยกับพ่อแม่ของผม เกลี้ยกล่อมพวกเขาเพื่อให้ผมได้เล่นฟุตบอลและเอาดีทางด้านนี้"
 
อันเดรไม่ได้โตในครอบครัวนักกีฬา เพราะฉะนั้นการที่ตัวเขาเองจะขอเอาจริงเอาจังด้านนี้ จึงเต็มไปด้วยความกังขาจากพ่อแม่
 
"ในยุคนั้นกีฬาฟุตบอลไม่ได้สร้างเงินหรืออาชีพที่มั่นคงมากนักหรอกนะ แต่ชปาคอฟบอกกับพ่อแม่ของผมว่า ผมจะมีอนาคตที่ดีแน่ ๆ เขากล้ารับประกัน"
 
ดาวเตะหน้าใสภายใต้การดูแลของชปาคอฟ ถูกพาเข้าศึกษาที่โรงเรียนฟุตบอลของดินาโมตอน 9 ขวบ ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งเหตุการณ์เชอร์โนบิลอันลือลั่น จึงทำให้เขาและเด็กยูเครนอีกนับพันคนในเคียฟต้องถูกย้ายไปแถวย่านติดทะเลอซอฟอย่างเร่งด่วน
 
ทุกอย่างที่เกี่ยวกับฟุตบอลถูกพับเก็บ เด็กชายอันเดรคิดถึงกลิ่นสาบลูกหนังสุดหัวใจ แต่ทำไงได้ ในเมื่อมีสิ่งที่สำคัญกว่าต้องรักษาเอาไว้ในช่วงเวลาที่ไม่ปกติแบบนั้น
 
เมื่อเหตุการณ์ร้าย ๆ คลี่คลายลงไป อันเดรที่ไม่ได้แตะลูกฟุตบอลเลยตลอด 3 เดือนก็ได้พบกับชปาคอฟ ที่หน้าประตูบ้านอีกครั้ง พร้อมกับกระเป๋ารองเท้าและลูกหนังที่เขาคิดถึงอยู่ในมือ
 
"ผมมารับเขาไปที่ดินาโมครับ เขาต้องเดินหน้าต่อ" ยอดโค้ชผู้เปรียบได้ดั่งบิดาในโลกลูกหนังทำให้พ่อแม่ของเชฟเชนโก้ต้องอึ้งอีกครั้ง
 
"ตอนนั้นผมดีใจมาก และผมติดหนี้บุญคุณเขามากเหลือเกิน เขามีความเชื่อมั่นในตัวผมและคิดถึงผมอยู่เสมอ ถ้าไม่มีเขาผมคงไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอย่างในทุกวันนี้แน่นอน" 
 
 
เมื่ออายุ 10 ขวบ อันเดรได้รองเท้าสตั๊ดของ เอียน รัชดาวยิงระดับตำนานจากลิเวอร์พูล โทษฐานที่เป็นดาวซัลโวในทัวร์นาเม้นท์ "เอียน รัช คัพ" ในรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี
 
"เอียน รัชดังมากในบ้านเกิดของผม เพราะในยุคนั้นเกม เอฟเอ คัพ ของลิเวอร์พูลถ่ายทอดสดอยู่ทางทีวีบ่อย ๆ นั่นเป็นรางวัลแรก ๆ ในเส้นทางนักฟุตบอลของผมเลยก็ว่าได้"
 
"ตอนนี้รองเท้าคู่นั้นอยู่ที่บ้านของคุณแม่ผม สภาพของมันค่อนข้างยับเยินเลยแหล่ะ เพราะผมใส่มันลงเล่นอยู่ตลอดเวลาในตอนเด็ก"
 
ใช่ครับ อันเดรใช้รองเท้าคู่นั้นลงหวดในทีมสำรองของ ดินาโม เคียฟเมื่อปี 1992 - 93 จนได้ดาวซัลโวสูงสุดของทีมบนวัยเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้นเอง
 
"ผมยังจำได้ดีในวันที่ถูกส่งลงสนามเกมกับชัคเตอร์ โดเนสท์ ในปี 1994 ผมเล่นไม่ค่อยดีนัก แต่มันเป็นความทรงจำที่ยอดเยี่ยมที่ผมไม่เคยลืมความรู้สึกนั้นเลย"
 
 
วาเรลี่ โลบานอฟสกี้ กุนซือระดับตำนานของดินาโม เคียฟ คือครูอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในอาชีพการค้าแข้งของอันเดรไม่แพ้ชปาคอฟเลย
 
"เขามักจะกระตุ้นกับผมเสมอ ๆ ว่า -​ความก้าวหน้ามันไม่มีขีดจำกัดหรอกนะ ตราบใดที่ยังฝึกซ้อมอย่างหนัก- นั่นจึงทำให้ผมพยายามหนักกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน"
 
"มันเป็นเรื่องยากที่จะไปให้ถึงจุดสูงสุด แต่มันยากกว่าเดิมอีกร้อยเท่า ที่จะรักษาระดับการเล่นแบบนั้นเอาไว้ได้"
 
อันเดรรู้ซึ้งถึงบทเรียนนี้ดี เมื่อวันที่เขาก้าวเท้าพาดินาโม เคียฟ ลงสนามในถ้วยยุโรปกับบาร์ซ่า ในปี 1997 - 1998
 
 
5 พฤศจิกายน 1997 
'คัมป์ นู' สนามที่ได้รับฉายาว่าเป็นชามอ่างยักษ์ เป็นนรกของทีมเยือน สนามที่กองทัพกาตาลันเหยียดแสนกู่ร้องยามทีมทำประตูขึ้นนำ กลับกลายเป็นแค่สนามร้างเมื่อถูกเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมจากยูเครนบุกมาถองถึง 3 ประตูในระยะเวลาไม่ถึง 45 นาที
 
"ประตูแรกมาเร็วกว่าที่คิด และเมื่อผมทำประตูที่ 2 ผมรู้เลยว่าจะสามารถทำประตูเพิ่มได้อีก มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ ที่ทำแฮตทริคได้บนสนาม คัมป์ นู"
 
หลังจบเกมนั้น ชื่อของ อันเดร เชฟเชนโก้ ยิ่งหอมหวานในยุโรปมากขึ้น และมันยิ่งเร้าเร่งให้ทีมซื้อขายของทีมยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ต้องเดินหน้าหนักกว่าเดิม เมื่ออันเดรยังคงรักษาฟอร์มอันร้อนแรงเกินวัย ดาหน้ายิงประตูใส่ บาเยิร์น มิวนิค ในรอบรองชนะเลิศของถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้อีก 2 เม็ดในฤดูกาลต่อมา
 
มันร้อน จนมิลานต้องทุ่มเงินก้อนใหญ่มาสู่ขอถึงเคียฟ ตัดหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ บาร์เซโลน่า ที่ก็ให้ความสนใจอยู่เช่นกัน
 
"เป็นเรื่องจริงที่ยูไนเต็ดและบาร์ซ่ายื่นข้อเสนอเข้ามา แต่ผมเลือกมิลานเพราะพวกเขาให้ความสนใจในตัวผมมานานเกือบ 2 ปีแล้ว" อันเดรเผยถึงเหตุผลที่เลือกแลนดิ้งมายังเมืองแห่งแฟชั่นแทนที่จะไปสเปนหรืออังกฤษ
 
"ตอนเด็ก ๆ ผมเคยได้รับโอกาสมาดูเกมที่ซาน ซิโร่ และมันเหมือนรักแรกพบ ผมสมัครตัวเป็นแฟนของมิลานตั้งแต่นั้น"
 
"แวน บาสเท่นคือฮีโร่ในวัยเด็กของผมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และการได้เข้ามาสวมเสื้อสีแดงดำเหมือนกับเขา ยิ่งทำให้ผมคิดว่าผมเลือกทีมไม่ผิด"
 
อันเดรได้เสื้อหมายเลข 7 และประเดิมซีซั่นแรกกับมิลานด้วยการเป็นดาวซัลโวของ กัลโช่ เซเรีย อาพ่วงด้วยรางวัลผู้เล่นต่างชาติยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอีก 1 รางวัล
 
"เงาของมาร์โก แวน บาสเท่น สร้างความกดดันให้ผมแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เขาเป็น 1 ในนักเตะระดับประวัติศาสตร์ของสโมสร และดาวดังคนใหม่ ๆ ที่ย้ายเข้ามาต้องพบกับการเปรียบเทียบกับเขาเป็นเรื่องปกติ"
 
"ผมโชคดีที่ได้รับแรงสนับสนุนจากแฟนมิลานอยู่ตลอดในปีแรก ดังนั้นสำหรับผมแล้วจึงไม่ลำบากมากเท่าไหร่ที่ต้องแบกความกดดันอันนี้ไว้"
 
 
คำสอนจากโลบานอฟสกี้ คือสิ่งที่เขาจำขึ้นใจและนำมาใช้กับทุก ๆ วันที่มิลาน
 
"โลบานอฟสกี้บอกกับผมว่า -​มันเป็นเรื่องยากที่จะไปให้ถึงจุดสูงสุด แต่มันยากกว่าเดิมอีกร้อยเท่า ที่จะรักษาระดับการเล่นแบบนั้นเอาไว้ได้- ดังนั้นที่มิลาน ผมเลยพยายามที่จะไม่พลาดทุกรายละเอียดยิบย่อย ผมเตรียมความพร้อมก่อนเกมเสมอ ศึกษาและตั้งใจฟังทุกแท็คติคจากโค้ชทุกคน รางวัลที่ผมได้รับจากการทำงานอย่างหนักนี้ คือการที่มีธงชาติยูเครนโบกสะบัดในทุก ๆ นัดที่ซาน ซิโร่"
 
อันเดรสร้างความทรงจำที่สวยงามกับมิลานไว้มากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นแฮตทริคในเกมซุปเปอร์ โคปปา อิตาเลีย นัดดวลลาซิโอ หรือการกดคนเดียว 4 ลูกในแชมเปี้ยนส์ ลีก กับ เฟเนห์บาเช่ แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคงเป็นการคว้าบัลลง ดอร์ในปี 2004 เหมือนกับแวน บาสเท่น ฮีโร่ในวัยเด็กของเขา
 
"สมัยเด็ก ๆ ผมเฝ้ามองโอเล็ก บล็อคกิ้น และ มาร์โก แวน บาสเท่น พร้อมจินตนาการว่าตัวเองได้รางวัลนี้เหมือนกับพวกเขาทั้ง 2 คน ดังนั้นการได้รางวัลนี้ในสีเสื้อมิลาน จึงเป็นเกียรติยศส่วนตัวที่ผมภาคภูมิใจมากที่สุด มันเหมือนการทำความฝันให้เป็นจริงเลยล่ะ" 
 
ยิ่งไปกว่านั้น อันเดรยังกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลอันดับ 2 ของมิลานหลังจากทำประตูใส่เตรวิโซ่ได้ตอนปี 2006 พร้อมกับปิดฉากรอบแรกที่ ซาน ซิโร่ด้วยผลงาน 296 นัด 175 ประตู 
 
ก่อนที่เขาจะเอาชื่อเสียงทั้งหมดไปทิ้งที่เชลซี พร้อมกับเสียงเล่าลือว่า 'เชฟเชนโก้โดนมูรินโญ่วางยา'
 
 
มีนักข่าวจากหนังสือพิมพ์เดอะ ซัน เคยหล่นทรรศนะถึงกรณีความล้มเหลวของอันเดรที่เชลซีเอาไว้อย่างน่าฟังว่า "เชว่า ถูกมูรินโญ่ใช้เป็นเครื่องมือในการงัดข้อกับโรมัน" 
 
หรือจะบอกว่าโดนวางยาก็คงไม่ผิดนัก
 
ในตอนนั้น อันเดรถูกเชลซีหอบธนบัตรกว่า 30 ล้านปอนด์ไปสู่ขอถึงซาน ซิโร่ ทว่า การย้ายทีมครั้งนี้กลับไม่ใช่จากความต้องการของ โชเซ่ มูรินโญ่ เลยสักนิด ว่ากันว่ามันคือกิเลสของ โรมัน อบราโมวิช ล้วนๆ ที่อยากได้ดาวดังระดับท็อปของยุโรปมาร่วมทีม
 
แม้จะเปิดตัวได้ดีระดับน่าพอใจ ด้วยการยิงประตูให้เชลซีได้ทันทีในเกมคอมมูนิตี้ ชิลด์ ในนัดที่แพ้ ลิเวอร์พูล แต่รู้กันทั้งบางว่า ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา คือศิษย์รักระดับห้ามแตะต้องของมูรินโญ่ 
 
ความต้องการของโรมันในวันนั้นคือแชมป์ยุโรป และ 2 ฤดูกาลแรกของดร็อกบากับเชลซีไม่เปรี้ยงปร้่างอย่างที่โรมันหวัง การดึงอันเดรเพื่อนซี้ของเขาเข้ามาสู่ทีม ถือเป็นสัญญาณที่กดดันมูรินโญ่อยู่ลึก ๆ
 
สัญญาณที่บอกว่า น้ามูจะทำอย่างไรก็ได้ ให้ทั้ง 2 คนเล่นร่วมกันให้กลมกลืนและทีมต้องได้แชมป์ยุโรปอีกด้วย
 
หากใครได้ดูเชลซีในช่วงนั้น จะไม่กล้าพูดว่าอันเดร มีปัญหากับการปรับตัวในการเล่นพรีเมียร์ลีก ดาวยิงชาวยูเครนเล่นแบบเอาตัวรอดได้สบาย แต่ในหลาย ๆ ครั้งเหตุผลทางแท็คติคของมูรินโญ่ อันเดรจำต้องถูกถ่างออกริมเส้นเพื่อเปิดทางให้ดร็อกบา และในอีกหลาย ๆ ครั้ง อันเดรก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกทั้งที่กำลังทำผลงานได้ดี
 
ไม่มีเสียงโวยวายปริออกมาจากปากของเขาให้เราได้ยินเลยสักครั้ง
 
ความกดดันจากค่าตัวคือส่วนหนี่ง แต่เหตุผลทางแท็คติคคือตัวที่เร่งให้ผลงานของอันเดรถูกมองว่าล้มเหลว 
 
หลังจากยิงมิดเดิ้ลสโบรช์ได้ในเกมลีก เขาก็ต้องหลีกทางให้ดร็อกบาอยู่เป็นระยะ ๆ การลงไปเล่นต่ำบ้าง ต้องวิ่งช่วยเกมรับ และเล่นริมเส้นในบางช่วง ทำให้วิญญาณดาวยิงของเขาถูกกัดกร่อนลงไปเรื่อย ๆ 
 
ว่ากันว่านี่คือการเอาคืนโรมันของมูรินโญ่ ที่ซื้อนักเตะที่เขาไม่ได้ต้องการมาให้ใช้งาน จนกลายเป็น 30 ล้านปอนด์ที่ถูกนักข่าวเอามาละเลงจนเละตลอด 2 ปีที่อังกฤษ บางเจ้าหนักถึงขนาดมาประมวลเลยว่าแต่ละประตูของเชฟเชนโก้มีมูลค่ากี่ล้านปอนด์เมื่อหารจากค่าตัว
 
แต่ถึงกระนั้นเกมที่ดีที่สุดของเชฟเชนโก้ในชุดเชลซีก็ยังมีให้จดจำ คือเกมที่เสมอกับสเปอร์ส 4 - 4 โดยเฉพาะลูกยิงอีซ้ายที่คุ้นตา เป็นลูกเก่งที่แฟนๆ ของเขาคุ้นเคย
 
ท้ายที่สุด อันเดรจำต้องย้ายกลับมาสู่อ้อมอกของทีมที่เขารักอย่างมิลาน และ ดินาโม เคียฟในช่วงปลาย
 
 
28 มิถุนายน 2012 
อันเดรประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ จบเส้นทางอาชีพพรานล่าตาข่ายด้วยการยิง 246 ประตูจาก 510 นัดรวมทุกสโมสร ในขณะที่กับทีมชาติ ดาวยิงชาวยูเครนกดไปได้ 48 ประตูใน 111 นัด
 
จากเด็กที่เกือบไม่ได้เล่นฟุตบอลเพราะสงคราม สู่ยอดกองหน้าระดับท๊อปของยุโรป ก่อนจะผงาดไปถึงบัลลง ดอร์ และกลายเป็นไอดอลให้เด็กทั่วโลกหลายล้านคนในเวลาต่อมา
 
เคล็ดลับเพียงอย่างเดียวของเขานั่นก็คือ ใส่ความมุ่งมั่นเหมือนวันแรกที่ได้รับโอกาสจากชปาคอฟ, จากโลบานอฟสกี้, ได้ดิบได้ดีที่มิลาน, เรื่อยมาจนถึงวันย่ำแย่ที่ลอนดอน เขาก็ยังคงความมุ่งมั่นเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
 
เพราะอันเดรเชื่อเสมอ ว่าการมุ่งมั่นทำทุกอย่างให้เต็มที่ แม้ผลลัพธ์จะออกมาไม่ดีแบบที่คิด แต่อย่างน้อย ๆ เราก็จะไม่รู้สึกเสียใจกับมันเลยสักนิดเดียวที่ได้ทุ่มกับมันไปสุดตัวแล้ว
 
 
Mr.X_วีว่าซอค