TODAY NEWS

ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

5 พ.ค. 2563
14 ปี...แห่งความหลัง...
 
ภายหลังพาชาติบ้านเกิด ฝรั่งเศส หักด่าน บราซิล ในนัดชิงชนะเลิศอันเลื่องชื่อของปี 1998 ซีเนอดีน ซีดาน ได้เติบโตขึ้นและก้าวไปสู่จุดที่ทุกฝ่ายยกย่องให้เป็น "เพลย์เมกเกอร์แถวหน้าของโลก"
 
ยุคสมัยของเขา ถ้าไม่ใช่เบอร์ 1 ก็ใกล้เคียง
 
การอกหักล้มคว่ำไม่เป็นท่าในฟุตบอลโลกฉบับเอเชีย - แชมป์เก่าอย่าง "เลส์ เบลอส์" ตกรอบแรกแบบตายอนาถ เตะ 3 นัดไม่ชนะใคร (แพ้ เซเนกัล 0-1, เสมอ อุรุกวัย 0-0, แพ้ เดนมาร์ก 0-2) ยิ่งทำให้เป็นแรงกระตุ้นพิเศษใส่ไข่ ในการจะไปให้สุดท้ายสำหรับฟุตบอลโลกครั้งต่อมา
 
เวิลด์ คัพ 2006 ที่เยอรมนี
 
ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของชายชื่อ ซีเนอดีน ซีดาน
 
ในวัย 34 ซีดาน ยืนยันไว้ตั้งแต่ช่วงท้ายซีซั่น 2005/06 แล้วว่า เมื่อจบบอลโลกที่เมืองเบียร์ ก็จะถึงตอนจบของตัวเขาด้วย - ฝากชื่อไว้กับเพียง 4 สโมสร กานส์, บอร์กโดซ์, ยูเวนตุส, เรอัล มาดริด พร้อมโทรฟี่แชมป์สิบกว่ารายการ เกียรติยศส่วนตัวอีกเพียบชนิดนับกันไม่หวาดไม่ไหว 
 
ที่เยอรมนี คือภารกิจสุดท้ายในการจากลาสังเวียนหญ้า
 
และมันก็ออกมาอย่างน่าจดจำ ไม่ว่าจะในแง่ดีหรือแง่ร้ายก็ตาม
 
แม้จะเริ่มต้นอย่างขลุกขลัก 2 เกมแรกเสมอรวด เจ๊า สวิตเซอร์แลนด์ 0-0 ต่อด้วยเจ๊า เกาหลีใต้ 1-1 โดยที่ ซีดาน โดน 2 ใบเหลือง เท่ากับติดโทษแบนอดเล่นนัดสุดท้ายรอบแรก แต่ตราไก่ของ เรย์มงด์ โดเมเน็ค ก็ยังฮึดตีตั๋วเข้าน็อคเอาต์ได้จากชัยชนะเหนือ โตโก 2-0 
 
แต่เมื่อกลับมาตอนน็อคเอาต์ ซีดาน ก็เฉิดฉายอย่างที่แฟนบอลทั้งโลกต้องตื่นตาตื่นใจ
 
16 ทีม ชนะ สเปน 3-1 
ซีดาน สาดฟรีคิกแล้วลูกเด้งไปเสาสอง ปาทริค วิเอร่า โขกแซง 2-1 นาที 83 จากนั้นทดเจ็บ ซีดาน ก็พาลูกเข้าไปล็อกหลบ การ์เลส ปูโยล ก่อนซัดหักข้อเสียบเสา ย้ำชัยให้ตราไก่
 
8 ทีม ชนะ บราซิล 1-0
เกมที่ถูกคัดเป็นไฮไลท์สำคัญแมตช์หนึ่งของเวิลด์คัพเที่ยวนั้น นี่คือ "ซีดานโชว์" ของแท้ ลีลาลูกล่อลูกชนของเขาทำให้นักเตะแซมบ้าต้องหัวหมุนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน หลายสำนักตัดเกรด 10/10 และยังเพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบด้วยการเปิดฟรีคิกให้ เธียร์รี่ อองรี ชาร์จประตูโทนกลางครึ่งหลัง
 
ตัดเชือก ชนะ โปรตุเกส 1-0 
เกมบีบอัดคู่คี่สูสี และน่าตื่นตาตื่นใจกับการโชว์ลีลาของซูเปอร์สตาร์สองฝั่ง ซีดาน-อองรี-ริเบรี่ / โรนัลโด้-ฟิโก้-เดโก้ สุดท้ายผู้ชนะเป็น ฝรั่งเศส ที่ได้จุดโทษช่วงครึ่งชั่วโมงแรก และ ซีดาน สังหารไม่พลาด
 
ชิงชนะเลิศ...
 
9 ก.ค. 2006 ที่โอลิมเปียชตาดิโอน กรุงเบอร์ลิน ซีดาน ซึ่งลงเล่น "เกมสุดท้ายในชีวิตค้าแข้ง" เรียกเสียงเฮให้คนฝรั่งเศสทั้งประเทศได้ตั้งแต่เนิ่นๆ กับจุดโทษแสนเหนือชั้น ชิปนิ่มๆ หลอกให้ จานลุยจิ บุฟฟ่อน พุ่งหลงทาง ตั้งแต่นาทีที่ 7
 
แต่ อิตาลี ก็กลับสู่เกมได้อย่างรวดเร็วในสิบกว่านาทีให้หลัง จากเตะมุมของ อันเดรีย ปีร์โล่ ที่ มาร์โก มาเตรัซซี่ ปราการหลังจาก อินเตอร์ มิลาน โถมโขกเข้าไปจาก 6 หลา 
 
น่าตลกสิ้นดี ที่คนทำประตูของทั้ง 2 ฝั่ง กลายมาเป็น "จุดเปลี่ยน" สุดสำคัญในช่วงต่อเวลาพิเศษ ภายหลังครบ 90 นาทีที่ 1-1
 
และยังกลายเป็นเรื่องเล่าสุดคลาสสิกในทุกวงน้ำชา ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปกี่ปีต่อกี่ปีก็ตาม
 
โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน, นาที 110, หลังเกี่ยวกัดงัดกันมาในเขตโทษ และบอลอยู่ไหนไม่แน่ใจ ซีดาน ปะทะคารมกับ มาเตรัซซี่ แล้วจอมทัพตราไก่วิ่งเหยาะๆ มาเผชิญหน้า 
 
พลัน ก็ทิ่มศีรษะกระแทกเข้ากลางอก มาเตรัซซี่ อย่างจัง
 
เสียงอื้ออึงดังระงมขึ้นทั้งในสนามและหน้าจอ ด้วยไม่มีใครคาดคิดมาเลยจริงๆ ว่า ซีดาน จะน็อตหลุดตบะแตกเอาในเกมสั่งลาของตัวเอง
 
ใบแดงถูกชูขึ้นจากท่านเปา โอราซิโอ เอลิซอนโด้ อย่างไม่มีทางเลือก และภาพที่ ซีดาน เดินคอตกผ่านโทรฟี่ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ก็เป็นหนึ่งในช็อตคลาสสิกตลอดกาลของฟุตบอลโลกไปเสีย
 
ท้ายสุด ฝรั่งเศส ที่ไม่มีซีดาน ก็เท่ากับพวกเขาขาดไร้เพชฌฆาตสังหารจุดโทษเบอร์ 1 ไป และ อิตาลี ชนะการดวลจุดโทษ 5-3 (ดาวิด เทรเซเก้ต์ ยิงพลาด)
 
14 ปีผ่านมา...
 
มาเตรัซซี่ นั่งให้การถึงเรื่องนี้อีกครั้งทางสื่อสเปนอย่าง อาส โดยเผยเพียงสั้นๆ แต่ก็เป็นการ "เฉลย" ว่าวันนั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ 
 
"เฮดบัตต์ของซีดาน? ผมไม่ได้คาดคิดไว้เลยจริงๆ ในวินาทีนั้น" เดอะ แมททริกซ์ ว่า
 
"ผมว่าผมโชคดีแล้วแหละที่มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและเซอร์ไพรส์ เพราะถ้าผมคิดไว้ก่อนว่าอะไรแบบนี้จะเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมไว้แล้วสำหรับมัน..."
 
"...ผมมั่นใจว่าเราทั้งคู่ต่างก็จะโดนใบแดงไล่ออก"
 
การยืนยันในเชิง 'แรงมาแรงไป' (ถ้าทันตั้งตัว) ของ มาเตรัซซี่ ว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เมื่อเจ้าตัวก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความโหดดิบเถื่อน ตลอดเส้นทางค้าแข้งโดนไป 15 ใบแดง สูงที่สุดเป็นอันดับ 10 ของนักเตะอาชีพทั่วโลก เท่าที่มีการรวบรวมไว้เมื่อกลางปีที่แล้ว
 
ว่าต่อเรื่องจังหวะนั้น...
 
"เราเบียดปะทะกระแทกกันมาบ้างแล้วในเขตโทษก่อนนั้น เขาทำประตูให้ฝรั่งเศสได้ในครึ่งแรก และโค้ชของเราบอกให้ผมตามประกบติดเขาไว้"
 
"หลังการปะทะแรกของเรา ผมเอ่ยขอโทษเขาไปแล้ว แต่เขามีปฏิกิริยาที่ไม่ดีเลย"
 
"หลังการปะทะกันหนที่สาม ผมเองก็หงุดหงิดเหมือนกัน และเขาตอกใส่ผม 'อยากได้เสื้อกูนักใช่ไหม เดี๋ยวถอดให้หลังจบเกม' ซึ่งผมก็ตอบกลับไปว่าผม...อยากได้น้องสาวเขามากกว่าเสื้อ"
 
แล้วก็ตูม... ระเบิดยิ่งกว่าทุ่งหญ้าโกโก้ครั้นช์
 
นี่คือการยืนยันอีกครั้งของ มาเตรัซซี่ ว่าเขาไม่ได้พูดเสียๆ หายๆ ถึงคุณแม่ของซีดานหรืออะไรแบบนั้น ซึ่งก็สอดคล้องกับคำให้การของเขาก่อนหน้านี้ ผ่านพ็อกเก็ตบุ๊คของตัวเอง
 
"ผมตัดสินใจออกหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องนี้ เพราะทุกคนเฝ้าถามผมว่าที่จริงแล้วผมพูดอะไรกับเขาบ้าง เขาถึงได้ของขึ้นขนาดนั้น"
 
"โอเคว่าคำของผมมันออกจะดูโง่ๆ แต่ผมก็ไม่สมควรได้รับปฏิกิริยาแบบนั้น แถวๆ โรม, เนเปิ้ลส์, ตูริน, มิลาน, ปารีส ผมได้ยินอะไรที่เลวร้ายกว่านั้นเยอะ"
 
"ผมพูดถึงน้องสาวเขา ไม่ใช่คุณแม่ของเขา ไม่ใช่อย่างที่ผมเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ คุณแม่ผมเองเสียชีวิตไปตั้งแต่ผมยังวัยรุ่น และผมไม่มีทางเหยียดหยันใครด้วยเรื่องนี้แน่"
 
นั่นคือทั้งหมดที่ มาเตรัซซี่ กล่าว
 
ส่วนทางฝั่งของ ซีดาน ก็ได้ย้อนรำลึกเหตุการณ์นี้ไว้เช่นกัน 
 
"ผมไม่ได้ภาคภูมิใจกับสิ่งที่ผมทำ"
 
"แรกสุดคือผมต้องขอกล่าวขอโทษต่อนักเตะรุ่นเยาว์ทั้งหลาย ต่อบรรดาโค้ชที่พยายามทำให้เห็นว่าฟุตบอลไม่ควรมีเรื่องแบบนั้น"
 
"แต่นั่นก็คือส่วนหนึ่งในเส้นทางอาชีพของผม ส่วนหนึ่งในชีวิตผม และเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่อาจไม่ได้ร้ายแรงนัก แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมต้องยอมรับ ว่ามันได้เกิดขึ้นไปแล้ว".
 
 
ไกด์เถื่อน เรียบเรียง